แสงตะเกียงหม่นๆในห้องเป็สิ่งแรกที่กู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกถึง ภายในของห้องทั้งอบอุ่นและสบายจนไม่อยากตื่น เตียงนี่ก็เป็เตียงอย่างดี หมอนอย่างดี ผ้าห่มอย่างดี อีกประการคือเขายังอยู่ในชุดเดิม
ไม่รู้ว่าเขาหลับไปนานแค่ไหน จะเป็วันหรือสองวันก็ไม่รู้ ปกติทุกครั้งที่ฟื้นขึ้นมาก็ไม่เคยน้อยหน้ากันเลย แต่อาการไม่เมื่อยขบและรู้สึกเหมือนหลับไปครู่เดียวนี่มันอะไร หรือเขาจะหลับไปแค่แปปเดียว ไม่ใช่ว่าตอนนี้ยังเป็เวลาต่อจากเมื่อกี้หรอกนะ คิดได้ดังนั้นก็ลุกขึ้นมาสาวเท้ายาวๆไปที่ประตู แนบหูฟังก็รู้สึกได้ว่ามีความเคลื่อนไหว จึงแง้มเปิดออกก็พบกับอีกห้องหนึ่งที่มีความวุ่นวายอย่างเห็นได้ชัด กู้เลี่ยงรุ่ยหรี่ตามอง เห็นว่าบนเตียงมีร่างไร้สติของฉีอ๋องนอนอยู่ ทั่วร่างมีเข็มเงินปักไว้ราวกับหมอนปักเข็ม ตอนนั้นเองที่ฟ่านเฉินเหลือบมาเห็นเขาที่มาแอบมอง
“เ้าสำนักกู้ ท่านเป็อย่างไรบ้าง”
กู้เลี่ยงรุ่ยยืดตัวตรง บุ้ยปากไปยังฉีอ๋อง “คนที่น่าห่วงไม่ใช่ฉีอ๋องหรือ เขาเป็อะไรกันแน่ ไม่มีร่องรอยแผลอย่างอื่นแต่หมดสติไปอย่างนั้น” ยังอยู่หรือตายก็ไม่รู้
ดูแล้วก็เหมือนเม่น....
“เื่นี้ข้าไม่อาจบอกท่านเอง เ้าสำนักกู้ ท่านถามท่านหมอเองเถอะ”
เมื่อได้รับการเชิญแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยก็เดินเข้าไปด้านในห้อง กลิ่นสมุนไพรกลิ่นยาตลบอบอวลเหมือนโรงหมอก็ไม่ปาน ถึงอย่างนั้นก็มีกลิ่นมิ้นต์เจือจางอยู่ในนั้น กู้เลี่ยงรุ่ยไม่เข้าไปใกล้มาก แค่พอให้เห็นฉีอ๋อง ก่อนจะหันไปถามท่านหมอในชุดประจำตัวของหมอหลวง บนศีรษะมีหมวกครอบไว้ สีหน้าของท่านหมอไม่ค่อยดี
"ท่านหมอ ฉีอ๋องเป็อะไรรึ"
"เกรงว่าจะหนักเอาการเลย ข้าไม่นึกว่าท่านอ๋องจะอาการหนักถึงเพียงนี้"
จากที่สังเกตดูคร่าวๆ ใบหน้าของเขาซีดเผือกราวกับกระดาษ ริมฝีปากม่วงคล้ำ ดวงหน้าเหมือนคนดวงตกที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทั้งที่ปักเข็มเล็กจิ๋วจนทั่วแผ่นอกดูคล้ายเม่น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าฉันอ๋องมีรูปร่างที่เพอร์เฟคจนน่าอิจฉา ่ไหล่กำยำ หน้าท้องราวกับคลื่นเรียงตัวเป็ระเบียบ
กู้เลี่ยงรุ่ยลอบกลืนน้ำลาย พยายามไม่ไปมองอะไรตรงนั้นอีกให้ใจเตลิด พลางมองไแยังหมอหลวงที่ถวายการรักษาหน้าดำคร่ำเครียด จิกมือตัวเองพลางท่องคาถาเรียกสติ สติ! สติ! สติ!
"หนักเอาการที่ท่านพูดคือหมายถึงว่าฉีอ๋องจะ..."คำว่าตายถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ
"ดูท่าฉีอ๋องคงจะพ้นคืนนี้ไปไม่ได้แล้ว หากว่า..."ท่านหมอเว้นระยะก่อนจะดึงเข็มออกมาหนึ่งเข็มด้วยท่าทางสิ้นหวัง
"ท่านหมอ หากว่าอะไร มีอะไรที่พอจะช่วยท่านอ๋องได้หารือ ท่านโปรดบอกข้ามาเถิด ข้าพร้อมจะทำทุกอย่าง"ฟ่านเฉินคุกเข่าประสานมือขอความเมตตา ความจงรักภักดีมีให้ท่านอ๋องผู้เดียว ยอมตายแทนได้
"ท่านแม่ทัพฟ่าน อย่าทำเช่นนี้ ท่านลุกขึ้นก่อน นี่มิใช่เื่ที่ท่านจะทำได้ และมิใช่เื่ที่ใครๆก็ทำได้ เกรงว่าจะ จะหาคนผู้นี้ไม่เจอ ต้องเป็หนึ่งในหลายพันหมื่นคนแล้ว"หลังประคองฟ่านเฉินขึ้นมาแล้ว สายตาของหมอหลวงคลายจะมองมาที่กู้เลี่ยงรุ่ยแวบหนึ่งอย่างมีความนัย
"ท่านหมอ ท่านหมายความว่ายังไง คนหรือ ต้องไปหาคนยังไง"
"เช่นนั้นไปหารือกันข้างนอกเถิด เกรงว่าเื่นี้คงจะยาว"หมอหลวงกล่าวก่อนจะเดินนำโดยมีฟ่านเฉินตาม แต่กู้เลี่ยงรุ่ยยังอยู่กับที่ คิดจะเดินย้อนกลับไปพักด้วยซ้ำ หากว่าท่านหมอดันหันกลับมาเรียกตน
"เ้าสำนักกู้ ท่านมากับพวกเราสักครู่ได้หรือไม่?"
"ข้ารึ? ทำไม มีอะไรรึ เกี่ยวอะไรกับข้ายังงั้นหรือ"ไม่รู้ทำไมแต่สายตาท่านหมอมองตนอย่างไม่น่าไว้ใจั้แ่เมื่อครู่ล่ะ ลางสังหรณ์ก็ไม่ค่อยดีซะด้วย
"เ้าสำนักกู้ เื่นี้ เกรงว่าท่านจะเกี่ยวด้วยเล็กน้อย อันที่จริง ข้าเกรงว่าหากไม่มีท่าน ท่านอ๋องคงยากจะรอดได้แล้ว"
"ข้าหรือ ข้าจะทำอะไรได้ ข้าไม่ใช่หมอเสียหน่อย" พูดแล้วก็น่าขำ จะให้ตนช่วยอะไรฉีอ๋อง ทำอะไรเป็ที่ไหนเล่า หรือว่าท่านหมอจะเอาเืเอากระดูกตนไปป่นให้ฉีอ๋องกิน ไม่งั้นจะพูดจาเหมือนลำบากใจไปทำไม
"เื่นี้อาจจะสร้างความลำบากใจอยู่บ้าง ทว่าหากท่านไม่ทำ เช่นนั้นท่านอ๋องก็ยากจะรอดแล้ว"
เสียงเคร้ง! ดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่ถูกผลักเปิดออกด้วยมือของจื่อหย่ง ในมาดคุณชาย หากว่าฟ่านเฉินคือมือขวาที่คอยนำทัพ จื่อหย่งก็คือขุนนางฝ่ายบุ้นที่คอยเป็มันสมองเเละช่วยงานฉีอ๋องสารพัด จึงไม่แปลกที่ในลานเมื่อครู่ไม่เห็นจื่อหย่ง คนผู้นี้ส่วนใหญ่จะคอยอยู่ข้างๆฉีอ้ายอันเวลามีเื่ เรียกว่าเป็หน้าที่ใหญ่หลวงรองลงมาเลย
ด้านหลังของจื่อหย่งมีฉีอ้ายอันที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยใบหน้าซีดขาวราวกับจะลงเเข่งประกวดหน้าซีดกับพี่ชาย ใกล้ๆนางมีอ่างทองเเดงพร้อมผ้าตกอยู่ ที่มาของเสียเมื่อกี้อย่างไม่ต้องสงสัย
"ท่านหมอ พะ...พี่ใหญ่ของข้าเป็อะไรหรือเ้าค่ะ"กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไม่พอ หยาดน้ำตาก็ร่วงรินดั่งสายฝน ร่างเล็กสั่นคลอนเหมือนแค่จับเบาๆก็พร้อมแตกสลาย
มู่หรง มู่ฮวาแตะบ่าเล็กๆเป็การให้กำลังใจ"คุณหนูเล็กท่านอ๋องต้องไม่เป็ไรเ้าค่ะ"
"คุณชายกู้..."
กู้เลี่ยงรุ่ยสะดุ้งเมื่อฉีอ้ายอันช้อนสายตาขึ้นมามองเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง สาวใช้ข้างกายก็แสนรู้ใจ เข็นฉีอ้ายอันมาใกล้กู้เลี่ยงรุ่ยแล้ว
"อะ...อันเอ๋อร์ เ้าเป็อย่างไรบ้าง ไม่สิ เ้าอย่างร้องไห้เลยนะ"กู้เลี่ยงรุ่ยแพ้น้ำตาผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งเป็ฉีอ้ายอัน นางเอกที่เขาชอบมานั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ใครจะทนไหวไม่เอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้
"คุณชายกู้ ได้โปรดช่วยพี่ใหญ่ด้วย"ฝ่ามือของฉีอ้ายอันอ่อนนุ่มเหมือนมือเด็กทารก นางคว้ามือกู้เลี่ยงรุ่ยไว้แล้วบีบเบาๆเป็การขอร้อง
"อันเอ๋อร์ ข้าจะทำอะไรได้ เ้าก็รู้ข้าในตอนนี้ไม่เหมือนในอดีตแล้ว..."ร่างกายนี้ยังเหมือนเดิมก็จริง แต่ภายในไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ความรู้ความสามารถและสิ่งที่เ้าสำนักกู้เคยทำได้ เขาทำไม่ได้สักอย่างเดียว
"ท่านหมอหลวงบอกว่าท่านช่วยได้ มีแค่ท่านที่ช่วยได้ คุณชายกู้ ได้โปรดเมตตาพี่ใหญ่ด้วย ช่วยพี่ใหญ่เพื่อข้าได้หรือไม่เ้าค่ะ"
"อันเอ๋อร์เื่นี้ ...ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือว่าข้าช่วยฉีอ๋องได้ ข้าจะช่วยเขาอย่างไร ในขณะที่ท่านทำไม่ได้"กู้เลี่ยงรุ่ยอยากจะบ้าตายจริงๆ ยิ่งฟังสิ่งที่ท่านหมอพูดยิ่งอยากจะบ้า
"เ้าสำนักกู้ ไม่ปิดบังท่าน เมื่อครู่ตอนที่ข้าตรวจรักษาท่าน พบว่าภายในท่านมีพลังปราณบริสุทธิ์ที่แข็งแกร่งมากสายหนึ่ง ให้บังเอิญเหลือเกินว่าพลังปราณสายนั้นเป็สายเดียวกับของท่านอ๋อง นั้นจึงเป็สาเหตุที่ท่านเป็เพียงคนเดียวที่ช่วยได้"
"ให้ข้าถ่ายพลังปราณให้เขา? ได้ ไม่มีปัญหา"ลองนึกภาพตามก็ไม่ได้ดูยุ่งยากอะไรแล้วท่านหมอจะทำท่าลำบากใจที่จะพูดทำไม เอาสะกู้เลี่ยงรุ่ยคิดไม่ดีเลย
"เ้าสำนักกู้ ท่านเป็คนมีคุณธรรมน้ำใจ แต่ท่านฟังข้ากล่าวให้จบก่อน เื่มิได้ง่ายดายเช่นที่ท่านคิด"
"แล้วมันยังไง ท่านหมอ ท่านไม่ต้องเก็บไว้ในใจแล้ว รีบพูดมาเถอะ อะไรก็พูดมา เอาให้หมดในคราวเดียว"หมอคนนี้นี่ยังไง พูดมาทีเดียวหมดๆเลยไม่ได้เหรอ คนฟังมันตื่นเต้นนะเว้ยเฮ้ย
"เรียนเ้าสำนักกู้ แม่นางฉี แม่ทัพฟ่าน บัญทิตจื่อ พวกท่านอาจจะไม่รู้มาก่อนแต่ความจริงแล้วร่างกายท่านอ๋องเหมือนเจ็บป่วยมาระยะหนึ่งแล้ว ข้าตรวจรักษาแต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็เพราะเหตุใด ทว่าไม่ใช่พิษหรือคุณไสย แต่เื่นี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะสื่อ ที่ข้าจะสื่อก็คือยามนี้ร่างกายท่านอ๋องมีไอเย็นจับอยู่ภายในหัวใจเขา กอปรกับพลังปราณในร่างคล้ายสลายไปเกือบครึ่งทำให้ท่านอ๋องต้องเผชิญกับอาการทรุดโทมลงโดยฉับพลันของร่างกาย
เดิมท่านอ๋องควรจะรักษาตัวขับไอเย็นและเสริมพลังปราณใหม่ ทว่าเขามิได้ทำซ้ำยังปกปิดไว้จนไอเย็นเล่นเข้าสู่หัวใจแล้ว หากว่าไม่ได้รับการขับไอเย็นในคืนนี้เกรงว่าจนถึงรุ่งสางท่านอ๋องคงจะแข็งตายจากภายใน
ทว่าการขับไอเย็นมิได้ง่ายดายเช่นนั้น จำเป็ต้องเป็คนที่มีคุณสมบัติสามประการ คือหนึ่งมีพลังปราณบริสุทธิ์สองมีพลังปราณในสายเดียวกัน หากไม่แล้ว พลังปราณที่ต่างสายจะแย่งชิงความเป็หนึ่งภายในจนอาจธาตุไฟเข้าแทรก และสาม จำเป็ต้องเป็บุรุษ และให้บังเอิญเหลือเกิน เ้าสำนักกู้มีทั้งสามข้อที่ข้ากล่าวมา"
สิ้นคำอธิบายยืดยาวเหมือนบทสวด สายตาทั้งหมดก็จับอยู่บนร่างของกู้เลี่ยงรุ่ย ทำเอาเขาที่หมายมั่นว่าจะหาทางเลี่ยงหาทางปฏิเสธเพราะฟังดูซับซ้อนยุ่งยากได้แต่เงียบ แต่พอเขาเงียบก็ไม่มีใครพูดอะไรสุดท้ายก็ต้องเป็เขาที่พูดออกไป
"สรุปคือให้ข้าทำอะไร"
"เ้าสำนักกู้ ท่านเคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่า การแช่น้ำทิพย์หรือไม่"
กู้เลี่ยงรุ่ย"คืออะไร?"
"การแช่น้ำทิพย์คือการรักษาหนึ่งสำหรับผู้ที่มีอาการไอเย็นเล่นงานอย่างท่านอ๋อง ทว่าระหว่างแช่น้ำทิพย์จะต้องมีท่านคอยถ่ายพลังปราณในระดับปกติตลอดเวลาประมาณสามวัน..."
กู้เลี่ยงรุ่ยฟังแล้วเข้าใจแจ่มชัดในทันที แช่น้ำทิพย์สามวันโดยที่ตนต้องถ่ายพลังปราณให้ฉีอ๋องสม่ำเสมอ นั้นมิเท่ากับว่าเขาลก็ต้องลงน้ำแช่กับฉีอ๋องเหรอ
ไม่! ไม่เอาเด็ดขาด! นี่มันผิดผีแล้ว!
"ท่านหมอ ท่านคงมีทางอื่น..."
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ฟ่านเฉินกับจื่อหย่งก็คุกเข่า บ่าวทั้งสองของฉีอ้ายอันก็คุกเข่า แม้กระทั่งฉีอ้ายอันก็ทำท่าจะคุกเข่า!
"พวกท่านทำอะไร ลุกขึ้นมานะ อันเอ๋อร์ อย่าทำเช่นนี้"ไม่มีใครลุก นั่งคุกเข่าเหมือนก้อนหิน
"คุณชายกู้ ข้าขอร้องท่านนะเ้าค่ะ ได้โปรดเถอะเ้าค่ะ ช่วยพี่ใหญ่ด้วย"
"เ้าสำนักกู้ ข้ารู้ว่าท่านอาจไม่สะดวกใจ แต่พวกท่านเป็บุรุษด้วยกันย่อมไม่มีอะไรเสียหาย"
ฉัน- เป็- ผู้หญิง- โว้ย!
แต่จะพูดออกไปได้ยังไง ใครมันจะเชื่อ หลังจากกัดปากจนรับรู้รสเค็มขมและฉีอ้ายอันก็ร้องไห้จนตาบวมและตัวสั่นคลอน กู้เลี่ยงรุ่ยก็ต้องยอมพ่ายแพ้ ขืนเขาไม่ช่วยฉีอ๋อง งานนี้คนที่จะตายก่อนน่าจะเป็ฉีอ้ายอันแน่