ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 161 : พันธมิตรจำเป็น

    จารึกที่ 161 : พันธมิตรจำเป็น : กุญแจสู่ความลับบรรพกาล


    ตูม! ตูม! ตูม!


    เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากภายนอกม่านพลังสีฟ้าครามที่ครอบคลุมหอคัมภีร์บรรพกาลเอาไว้ ทุกแรงสั่นสะเทือนที่ปะทะเข้ามา ทำให้เศษฝุ่นและเศษกระเบื้องร่วงกราวลงมาจากเพดานสูงลิบลิ่ว ราวกับหอคอยแห่งนี้กำลังจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ


    ภายในโถงกว้างชั้นล่าง บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก


    มู่ฉงจวิน เจ้าสำนักหมึกวารี นั่งขัดสมาธิอยู่กลางวงเวทรักษา ใบหน้าของชายชราซีดเผือดราวกับกระดาษ เลือดสีดำคล้ำไหลซึมจากมุมปากไม่หยุดหย่อน การฝืนใช้วิชาต้องห้ามเพื่อต้านทานแม่ทัพโลหิตเมื่อครู่ สร้างภาระให้กับร่างกายที่ร่วงโรยของเขาเกินกว่าจะรับไหว


    "ท่านเจ้าสำนัก..." เย่ปิงอวิ๋น เอ่ยเสียงสั่นเครือ ขณะถ่ายทอดลมปราณธาตุน้ำอันบริสุทธิ์เพื่อประคองอาการของอาจารย์


    "ข้าไม่เป็นไร..." มู่ฉงจวินยกมือห้ามอย่างยากลำบาก เขาลืมตาขึ้นมองกลุ่ม "ความหวัง" สุดท้ายของสำนักที่ยืนอยู่เบื้องหน้า


    ประกอบด้วย อาเจีย (ผู้พยายามทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่สายตาล่อกแล่ก), เฟิงอี้หราน (นายน้อยตระกูลเฟิงผู้รักความมั่งคั่ง), ฉินมู่หลาง (ยอดกระบี่แห่งสำนักกระบี่นิรันดร์), หลี่มู่กู่ (ช่างวิปลาสผู้ถือค้อนยักษ์) และ หลินชิงเสวี่ย (เทพธิดาโสตสวรรค์)


    "สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาดไว้มากนัก..." มู่ฉงจวินกล่าวเสียงแหบพร่า "ม่านพลังบรรพชนนี้ต้านทานพวกมันได้อีกไม่เกินหนึ่งก้านธูป... เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่แค่การเข่นฆ่าหรือทำลายสำนัก แต่คือสิ่งที่หลับใหลอยู่ใต้หอคัมภีร์แห่งนี้"


    "สิ่งที่หลับใหล?" อาเจียหูผึ่งทันที สัญชาตญาณพ่อค้าทำงานอัตโนมัติ "สมบัติล้ำค่าหรือขอรับ?"


    "มันคือ 'ศิลาศักดิ์สิทธิ์' ชิ้นสุดท้ายที่เป็นรากฐานของสำนักเรา..." มู่ฉงจวินจ้องมองอาเจียเขม็ง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังเอวของเด็กหนุ่ม


    ที่นั่น... มีพู่กันด้ามหนึ่งเหน็บอยู่ มันไม่ใช่พู่กันหยกหรูหรา หรือพู่กันทองคำที่บ่งบอกฐานะ แต่มันคือ "พู่กันด้ามไม้สีดำสนิท" ผิวของมันเรียบเนียนไร้รอยต่อ แม้ภายนอกจะดูเรียบง่ายไร้ราคาในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับมู่ฉงจวิน เขามองเห็น "กลิ่นอายมังกรจางๆ" ที่แฝงอยู่ในเนื้อไม้ (จากการที่มันเคยกลืนกินทวนมังกรทองและกระดูกมังกร)


    "และกุญแจที่จะเปิดผนึกห้องลับนั้น... อยู่ที่เจ้าแล้ว อาเจีย" มู่ฉงจวินกล่าวเสียงหนักแน่น พยายามเลือกใช้คำที่ไม่เปิดเผยความลับมากเกินไป "พู่กันด้ามดำในมือเจ้า... มรดกที่บรรพบุรุษของเจ้าทิ้งไว้ให้... คือสิ่งเดียวที่มีสัญลักษณ์ตรงกับกลไกของแท่นศิลา"


    อาเจียสะดุ้งโหยง รีบตะปบพู่กันไว้แน่น "หา? เจ้าด้ามดำกากๆ นี่น่ะหรือขอรับ?"


    (นายท่าน... กรุณาให้เกียรติศัสตราระดับตำนานของท่านด้วย... และข้าไม่ได้ขี้บ่น ข้าแค่ชี้แนะข้อเท็จจริงว่าท่านช่างตาถั่วเสียจริง) เสียงทุ้มต่ำติดตลกของเจ้าสัวบ่นพึมพำผ่านกระแสจิต


    "เลิกเล่นลิ้นและถ่วงเวลาได้แล้ว" เฟิงอี้หราน เดินกอดอกเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลามีรอยฟกช้ำเล็กน้อย แต่แววตายังคมกริบ "ข้าดีดลูกคิดคำนวณดูแล้ว... ยันต์ป้องกันที่ข้าทุ่มงบไปเมื่อครู่ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ศิลาปราณระดับกลาง... ถ้าภารกิจปกป้องสำนักนี้ล้มเหลว ตระกูลเฟิงของข้าขาดทุนย่อยยับแน่ ดังนั้นเจ้าต้องรีบไปเปิดประตูเดี๋ยวนี้!"


    "ใจเย็นสิสหายเฟิง..." อาเจียยิ้มแห้ง "ข้าก็ไม่อยากตายเหมือนกันนะ"


    ทันใดนั้น หลินชิงเสวี่ย ที่ยืนสงบอยู่ด้านหลังก็ขมวดคิ้วแน่น นางยกมือขึ้นกุมใบหู โสตสวรรค์ของนางทำงานอย่างเต็มที่


    "เสียงเปลี่ยนไป..." นางกระซิบเสียงเครียด "เสียงระเบิดจากการโจมตีด้านนอกหยุดลงแล้ว... แต่... มีเสียง 'การกัดกร่อน' เข้ามาแทนที่ เหมือนมีปราณพิษเข้มข้นกำลังละลายม่านพลังจากจุดเดียว"


    "พวกมันกำลังเจาะทะลวงม่านพลัง!" ฉินมู่หลาง กระชับด้ามกระบี่ที่หลัง แววตาเปลี่ยนเป็นดุดัน "พวกหน้ากากผีนั่นคงใช้วิชามารนอกรีตบางอย่าง"


    "งั้นก็ไม่มีเวลามานั่งเสวนาแล้ว!" หลี่มู่กู่ คำรามเสียงต่ำ เขายก ค้อนปฐพี ขนาดยักษ์ (ที่ด้ามยังคงบิดเบี้ยวเล็กน้อยจากการต่อสู้ก่อนหน้า) กระแทกลงพื้นหินดัง ตึง!


    "อาเจีย! รีบไปไขประตู! เดี๋ยวพวกข้าจะช่วยต้านทานพวกมันไว้เอง... ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับไอ้พวกมารบ้านั่นที่บังอาจทำค้อนลูกรักของข้าบุบ!"


    มู่ฉงจวินพยักหน้าอย่างยากลำบาก "ไปเถอะ... ห้องลับอยู่ที่ใต้แท่นบูชาบรรพชน... จงนำศิลาศักดิ์สิทธิ์ออกมา แล้วหนีไปทางช่องทางลับด้านหลัง อาเจีย... ชะตากรรมของสำนักหมึกวารี อยู่ในมือเจ้าแล้ว"


    อาเจียถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก


    "งานช้างอีกแล้ว... ถ้าจบงานนี้ข้าไม่ได้โบนัสก้อนโตนะ ข้าจะฟ้องร้องสวรรค์จริงๆ ด้วย..."


    เขาเดินตรงไปยังแท่นบูชาหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง แท่นหินสลักลวดลายพยัคฆ์มังกรพันรอบเสา ตรงกลางมีร่องลึกที่มีรูปร่างคุ้นตา... มันคือรูปทรงของด้ามพู่กันพอดีเป๊ะ!


    อาเจียสูดหายใจลึก หยิบ พู่กันนิรันดร์ 永恒之笔 (หย่งเหิงจือปี่) ออกมา


    "เอาล่ะลูกพ่อ... อย่าทำให้พ่อต้องขายหน้าและเสียทรัพย์นะ"


    เขาเสียบปลายด้ามพู่กันลงไปในร่องหินนั้นอย่างระมัดระวัง


    กริ๊ก!


    เสียงกลไกฟ้าโบราณขบกันดังสนั่นหวั่นไหว แสงสีทองสว่างวาบขึ้นจากลวดลายบนแท่นบูชา พลังปราณบริสุทธิ์พุ่งออกมาจนทุกคนต้องยกมือขึ้นบังตา


    ครืนนนนน!


    พื้นหินเบื้องหน้าแท่นบูชาค่อยๆ เลื่อนแยกออกจากกัน เผยให้เห็นบันไดหินวนทอดตัวลึกลงไปในความมืดมิด กลิ่นอายโบราณที่เก่าแก่ยิ่งกว่ายุคสมัยของมู่ฉงจวินโชยออกมาปะทะใบหน้า


    "เปิดแล้ว!" เย่ปิงอวิ๋นร้องบอกด้วยความยินดี


    แต่ในวินาทีเดียวกัน...


    เพล้ง!


    เสียงม่านพลังด้านบนแตกกระจายดุจกระจกบานใหญ่ที่ถูกค้อนทุบ!


    เงาสีแดงเลือดหลายสิบสายพุ่งทะลวงหลังคาหอคัมภีร์ลงมาราวกับห่าฝนโลหิต!


    "พวกมันเข้ามาแล้ว!" หลินชิงเสวี่ยตะโกนเตือน ชักกระบี่หยกออกจากฝัก


    "ฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!" เสียงคำรามแหบพร่าดังมาจากหนึ่งในเงาโลหิต มันคือแม่ทัพมารสวมหน้ากากยักษ์แดงที่ถือดาบเล่มโต


    "อย่าหวัง!"


    หลี่มู่กู่คำรามลั่น เขากระโดดสวนขึ้นไปกลางอากาศ เหวี่ยงค้อนยักษ์หมุนวนดุจพายุหมุน


    "เคล็ดวิชาค้อนปฐพี : ทลายภูผา!"


    ตูม!


    แรงปะทะจากการเหวี่ยงค้อนสร้างคลื่นกระแทก อัดกระแทกพวกเงาโลหิตกลุ่มแรกจนกระเด็นกลับขึ้นไปชนหลังคา แต่มันก็ทำให้หลี่มู่กู่ร่วงลงมากระแทกพื้นอย่างแรงจนพื้นศิลายุบตัว


    "ศิษย์พี่หลี่!" อาเจียตะโกนด้วยความตกใจ


    "ไม่ต้องห่วงข้า!" หลี่มู่กู่ลุกขึ้นปัดฝุ่น เลือดไหลซึมจากมุมปากแต่แววตายังบ้าคลั่งระห่ำ "รีบลงไป! ข้ากับพี่มู่หลางจะถ่วงเวลาหน้าประตูให้!"

    ฉินมู่หลางทะยานร่างไปยืนเคียงข้างช่างหลอมศัสตรา แสงกระบี่สีฟ้าครามสว่างวาบ ดุดันและเยือกเย็น


    "ไปซะ อาเจีย... ข้ายังติดหนี้เจ้าเรื่องยาวิเศษคราวก่อน ถือว่าครั้งนี้หายกัน"


    เฟิงอี้หรานกัดฟัน โยนยันต์ระเบิดเพลิงขั้นสูงใส่กลุ่มศัตรูที่กำลังร่อนลงมาระลอกสอง


    "ไอ้พวกหน้าเลือด! ...อาเจีย! รีบลงไปเอาของแล้วรีบกลับมา! ข้าจะช่วยกางค่ายกลป้องกันหน้าบันไดให้! ถ้าทรัพย์สินข้าพัง เจ้าต้องชดใช้ด้วย!"


    อาเจียมองสหายร่วมรบที่กำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อซื้อเวลาให้เขา


    หัวใจของมหาเศรษฐีที่เคยคิดแต่เรื่องหนีเอาตัวรอดและผลกำไร เริ่มเต้นแรงด้วยความรู้สึกแปลกใหม่... ความรู้สึกที่เรียกว่า 'พวกพ้อง'


    "เจ้าสัว! ...ตามข้ามา คุ้มกันหลังด้วย!"


    อาเจียตัดสินใจเด็ดขาด เขากระโดดพุ่งตัวลงไปในบันไดลับทันที โดยมี เจ้าสัว (ในร่าง พยนต์เทวะ 神机 (เสินจี) หุ่นกลศิลาเต็มพิกัด) กระโดดทิ้งน้ำหนักตามลงไปปิดท้าย


    "พวกท่านอย่าเพิ่งรีบตายนะเว้ย! เดี๋ยวไม่มีคนหารค่าซ่อมแซมวิหาร!"


    เสียงตะโกนทิ้งท้ายของอาเจียหายไปในความมืด พร้อมกับที่เฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นร่วมมือกันสร้างม่านน้ำแข็งผสมเพลิง ปิดปากทางเข้าบันไดลับไว้ชั่วคราว เพื่อสกัดกั้นศัตรู


    ภายในความมืดมิดของทางลับอันยาวไกล...


    อาเจียสไลด์ตัวลงมาตามบันไดหินวนที่ลื่นและชัน แสงไฟจากดวงตาสีเพลิงของเจ้าสัวส่องสว่างให้เห็นผนังถ้ำที่เต็มไปด้วยภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องราวสงครามและการล่มสลายในอดีตกาล


    "นี่มัน..." อาเจียพึมพำเมื่อเท้าแตะพื้นด้านล่างสุดในที่สุด


    เบื้องหน้าของเขา คือประตูบานยักษ์ที่ทำจาก "หยกดำทมิฬ" ปิดสนิทอยู่ กลิ่นอายความเก่าแก่แผ่ซ่านออกมาจนอึดอัด


    และที่หน้าประตูหยกดำนั้น... มีโครงกระดูกมนุษย์ในชุดคลุมเปื่อยยุ่ย นั่งขัดสมาธิอยู่หนึ่งร่าง


    ในมือของโครงกระดูก กอดกล่องไม้เก่าๆ ใบหนึ่งไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย


    (นายท่าน... กลิ่นอายของสถานที่แห่งนี้อันตรายยิ่งนัก... แก่นอสูรของข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่เข้มข้นกว่าสนามรบด้านบนเสียอีก)


    เสียงเจ้าสัวเตือนในหัว สัญชาตญาณสัตว์อสูรของมันร้องเตือนถึงอันตรายระดับวิกฤต


    "ท่านอาจารย์มู่เฉิน..." อาเจียกลืนน้ำลายฝืดคอ "อย่าบอกนะขอรับว่า... นั่นคือบรรพชนของสำนัก?"


    (ไม่ใช่...) เสียงของมู่เฉินในห้วงจิตเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด (นั่นคือ... 'ผู้พิทักษ์' รุ่นสุดท้าย... และดูจากร่องรอยบนกระดูก เขาไม่ได้สิ้นอายุขัยเพราะความชรา... แต่ตายเพราะถูก 'บางสิ่ง' ที่เร้นลับและน่าสะพรึงกลัวกัดกินวิญญาณไปจนหมดสิ้น)


    อาเจียขนลุกซู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า เหงื่อเย็นไหลอาบแผ่นหลัง


    "แล้วข้าต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับไอ้ตัวที่กินวิญญาณคนเนี่ยนะขอรับ?"


    ในขณะที่เขากำลังลังเลและอยากจะหันหลังกลับ เสียงระเบิดตูมตามจากด้านบนก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บ่งบอกว่าม่านพลังของสหายใกล้จะพังทลายเต็มที


    ไม่มีทางถอยหลังกลับไปเป็นไอ้ขี้ขลาดอีกแล้ว... มีแต่ต้องเดินหน้าไขความลับของ "ศิลาบรรพกาล" ที่ซ่อนอยู่หลังประตูบานนี้เท่านั้น เพื่อหาทางพลิกวิกฤตและกลับไปทวงค่าเสียหายจากพวกหน้ากากผีให้จงได้!