สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 30 เล่นไพ่

    หลังจากเรื่องดูดาว ร้องเพลง และการจองที่นั่งยามค่ำเริ่มลุกลามไปไกลเกินกว่ามื้อเช้าปกติ หลิงเยวี่ยจึงวางถ้วยชาลงเบา ๆ


    เสียงถ้วยกระทบโต๊ะไม่ดังนัก


    แต่พอเป็นเสียงจากอาจารย์ ทุกคนก็เงียบลงเองโดยไม่รู้ตัว


    “พวกเจ้าค่อยทะเลาะเรื่องดูดาวกันทีหลัง”


    หลิงเยวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ


    “มีเรื่องสำคัญกว่านั้น”


    ทุกคนเงียบ


    หลิงเยวี่ยกล่าวต่อ


    “อีกสองวัน แดนลับแห่งหนึ่งจะเปิดขึ้น”


    หลิงเยวี่ยมองทุกคน ก่อนอธิบายต่ออย่างไม่รีบร้อน


    “ตำแหน่งอยู่แถบหุบเขาตอนเหนือของทวีป เป็นแดนลับใหม่ที่เพิ่งตรวจพบ ราชวงศ์เป็นฝ่ายส่งข่าวมายังสำนักต่าง ๆ และครั้งนี้สำนักเมฆาจันทร์จะเดินทางร่วมกับสำนักอื่น ๆ รวมถึงคนของราชวงศ์ เพื่อเข้าไปสำรวจ”


    หนานอวี้กะพริบตา


    “พวกเราต้องไปด้วยหรือเจ้าคะ”


    “ไปทุกคน”


    หลิงเยวี่ยตอบสั้น ๆ


    “ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ และยังเป็นโอกาสให้ยอดเขาจันทราแสดงตัวหลังจากเงียบมานาน”


    ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้น


    “อาจารย์ ครั้งนี้ตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์จะมาด้วยหรือไม่เจ้าคะ”


    หลิงเยวี่ยหันไปมองนาง


    “ข้าไม่รู้ น่าจะมานะ มีอะไรรึเปล่า?”


    ไป๋หลิงสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย


    “ข้าไม่ได้เจอน้องสี่นานแล้ว”


    หลิงเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย


    จากนั้นนางก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตนเองยังไม่เคยเล่าเรื่องศิษย์สายตรงก่อนหน้าทั้งหมดให้ยูรันกับหลานชิงอวี้ฟังอย่างจริงจัง


    “จริงสิ ข้ายังไม่ได้บอกพวกเจ้าสองคน”


    นางวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวอย่างเป็นลำดับ


    “ยอดเขาจันทราก่อนหน้านี้มีศิษย์สายตรงอยู่หลายคน”


    “ศิษย์พี่ใหญ่ โม่ชิงเฟิง ตอนนี้ออกไปหาทางทะลวงขึ้นสู่ขั้นกำเนิดวิญญาณทารก เขาขาดอีกเพียงครึ่งก้าว”


    “ลำดับสี่ เซียวซินเยวี่ย ตอนนี้ไปทำงานกับตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ นางถนัดสมุนไพรและโอสถมากที่สุดในบรรดาศิษย์ของข้า”


    ไป๋หลิงพยักหน้าเล็กน้อย แววตาคล้ายคิดถึงใครบางคน


    “ลำดับห้า หลัวจินหยาง และลำดับหก หลัวจิ่นเยว่ ตอนนี้ก็ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกเหมือนกัน ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน นิสัยต่างกันมาก แต่เวลาเข้าคู่กันค่อนข้างรับมือยาก”


    หนานอวี้รีบเสริมขึ้นทันที


    “ใช่ ๆ ศิษย์พี่ใหญ่ต้องชอบศิษย์น้องแน่!”


    ทุกคนหันไปมองนาง


    หนานอวี้ตาเป็นประกาย


    “ข้าอยากเห็นหน้าตอนศิษย์พี่ใหญ่กลับมาเจอตำหนักใหม่ของเรา เขาจะทำหน้ายังไงนะ”


    ยูรันถามขึ้นอย่างเรียบง่าย


    “แล้วศิษย์รักของท่านอาจารย์ล่ะ”


    ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที


    ยูรันยังคงมีสีหน้าสงบ


    “จะให้เขามาอยู่ตำหนักนี้ด้วยไหม ข้าไม่ใส่ใจเรื่องคราวก่อนหรอกนะ ข้าสนุกดี”


    หลิงเยวี่ยที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ ชะงักกลางอากาศ


    คำว่า ศิษย์รัก หลุดเข้าหูนางอย่างชัดเจน


    มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อย


    อารมณ์บางอย่างเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้


    [ศิษย์รัก?]


    [ทำไมยูรันถึงเรียกไอ้เด็กอกตัญญูนั่นว่าศิษย์รักกัน]


    [เอาหยกของข้าไปจำนำ ยังกล้าเรียกศิษย์รักอีกหรือ]


    [หึ มันไม่ใช่ศิษย์รักของข้าแล้ว]


    [ศิษย์รักของข้าตอนนี้คือเจ้าต่างหาก]


    ความคิดสุดท้ายทำให้หลิงเยวี่ยชะงักไปเอง


    นางรีบกดอารมณ์ลง ก่อนวางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวลเกินจำเป็น


    “อย่าพูดถึงศิษย์เวรนั่นให้ข้าได้ยินอีก”


    น้ำเสียงของหลิงเยวี่ยยังสงบ


    แต่ทุกคนบนโต๊ะรู้สึกได้ว่ามันสงบแบบอันตราย


    หนานอวี้รีบพยักหน้ารัว


    “ใช่ ๆ ท่านอาจารย์ ยูรันเจ้าไม่ถือ แต่ข้าถือ ไม่ต้องให้มันเข้ามาหรอก เห็นหน้าแล้วกินข้าวไม่ลง”


    หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างเงียบ ๆ


    “ข้าก็ไม่เห็นด้วย”


    ไป๋หลิง เมื่อได้ยินยูรันบอกว่าไม่ใส่ใจเรื่องคราวก่อน แววตาของนางกลับยิ่งลึกลงเล็กน้อย


    ความรู้สึกผิดที่เคยกดไว้ในใจ เหมือนถูกแตะขึ้นมาอีกครั้ง


    ยูรันยักไหล่พร้อมยิ้มตอบว่า


    “แล้วแต่ท่านอาจารย์ ข้าตามใจท่านอยู่แล้ว”


    หลิงเยวี่ยถอนหายใจเบา ๆ


    “ดี”


    หลังจากคุยเรื่องแดนลับและศิษย์เวรของอาจารย์จบลง ทุกคนก็แยกย้าย


    เวลาไหลผ่านไปจนถึงยามค่ำ


    ---


    ช่วงดึก พื้นที่พักผ่อนกลางลานเปิดรับลมเย็นจากยอดเขา ยูรันเตรียมโต๊ะหยกทรงกลมตั้งอยู่ตรงกลาง รอบโต๊ะมีเบาะนั่งวางเป็นวง


    เหนือผิวโต๊ะมีลายค่ายกลจาง ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับสายน้ำ พอยูรันแตะปลายนิ้วลงไปเบา ๆ ลวดลายบนโต๊ะก็เปลี่ยนจากลายเมฆ เป็นลายดวงดาว จากนั้นเปลี่ยนเป็นกระดานเปล่าสำหรับวางของเล่น ไพ่ หรือภาชนะอาหารได้ตามต้องการ


    น้ำชา ผลไม้วิญญาณ และของกินเล่นถูกจัดวางไว้ด้านข้างอย่างเป็นระเบียบ


    เหนือศีรษะคือท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยดวงดาว


    หนานอวี้เป็นคนแรกที่พุ่งขึ้นมาถึงดาดฟ้า


    นางกวาดตามองรอบหนึ่ง ก่อนเห็นยูรันกำลังนั่งอยู่ จึงรีบเดินตรงไปทันที


    “ศิษย์น้อง ข้านั่งตรง—”


    ยังพูดไม่ทันจบ เงาร่างสีขาวของหลิงเยวี่ยก็ปรากฏขึ้นข้างยูรันอย่างเงียบเชียบ


    นางนั่งลงตรงที่ว่างข้างเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ


    หนานอวี้อ้าปากค้างพูดตะกุกตะกัก


    “ทะ ท่านอาจารย์?”


    หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “ตรงนี้เห็นดาวชัดที่สุด”


    คนอื่น ๆ ที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมกัน เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าโดยไม่ได้นัดหมาย


    [ข้าว่ามันก็เห็นชัดเหมือน ๆ กันนะ]


    หนานอวี้กำหมัดแน่น


    [อาจารย์หาข้ออ้างนั่งข้างศิษย์น้องแน่ ๆ!]


    ไป๋หลิงมองภาพตรงหน้า แล้วถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเลือกนั่งลงอีกฝั่งหนึ่งโดยไม่พูดอะไร


    หลานชิงอวี้ที่นั่งลงใกล้โต๊ะหยกพลันสังเกตเห็นลวดลายบนผิวโต๊ะ


    นางเอียงคอเล็กน้อย ก่อนยื่นนิ้วไปแตะเบา ๆ


    ลายบนผิวโต๊ะขยับตามปลายนิ้วนางทันที ราวกับระลอกน้ำเล็ก ๆ กระจายออกเป็นวง


    “ศิษย์พี่ยู โต๊ะนี่แปลกจังเลย”


    ยูรันหันมามอง


    “อะไรแปลก?”


    หลานชิงอวี้แตะนิ้วลากไปอีกนิด ลายบนโต๊ะก็ไหลตาม รวบตัวเป็นเส้นแสงบาง ๆ แล้วแตกออกเป็นจุดดาราเล็ก ๆ


    “ข้าแตะตรงนี้ ลายมันขยับตามด้วย”


    หนานอวี้ได้ยินดังนั้นก็รีบยื่นมือมาแตะบ้าง


    พริบตานั้น ลายดาราบนโต๊ะถูกนางลากจนหมุนเป็นวงใหญ่เกินจำเป็น


    “โอ้! ขยับจริงด้วย!”


    ไป๋หลิงกับหลิงเยวี่ยเองก็ยื่นนิ้วแตะลงบนผิวโต๊ะ


    หนานอวี้มองซ้ายมองขวา ก่อนหันไปถามยูรัน


    “ศิษย์น้อง เจ้าเอาไว้ทำอะไรเนี่ย”


    ยูรันหยิบแผ่นหยกบาง ๆ หลายแผ่นออกมาวางบนโต๊ะ แล้วเลื่อนไปให้ทุกคน


    “อ้อ ลองเล่นดูสิ”


    “นี่คืออะไร”


    “แผ่นปรับลายโต๊ะ อยากจะปรับอะไรก็ปรับ”


    หลานชิงอวี้รับแผ่นหยกไปลองแตะเบา ๆ


    ลายบนโต๊ะตรงหน้านางเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าที่มีจุดดาวเรียงกันอย่างสวยงาม


    ดวงตาของนางสว่างขึ้นเล็กน้อย


    “น่าสนใจมาก”


    หนานอวี้กดตามทันที


    ลายโต๊ะฝั่งนางกลายเป็นเปลวไฟสีแดงสด ก่อนจะหมุนวนไปมาเหมือนกำลังเต้น


    “ของข้าเท่กว่า!”


    ไป๋หลิงลองกดหนึ่งครั้ง ลายโต๊ะเปลี่ยนเป็นเส้นแบ่งช่องอย่างเป็นระเบียบ พร้อมพื้นที่ว่างสำหรับวางของแต่ละตำแหน่ง


    นางนิ่งไปครู่หนึ่ง


    “ใช้จัดรายการของได้ด้วย”


    ยูรันพยักหน้า


    “ได้ ถ้าศิษย์พี่รองอยากใช้คิดบัญชีก็ใช้ได้”


    ไป๋หลิงมองเขาเงียบ ๆ ก่อนเก็บแผ่นหยกไว้ใกล้มืออย่างแนบเนียน


    หลิงเยวี่ยกดแผ่นหยกเบา ๆ ลายโต๊ะตรงหน้านางกลายเป็นภาพจันทร์ครึ่งเสี้ยวเหนือทะเลเมฆ


    นางมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย


    “ไม่เลว ติดผนังห้องอาจารย์ให้ได้ไหม?”


    ยูรันยิ้มตอบ


    “ได้”


    หนานอวี้หันขวับทันที


    “ศิษย์น้อง! ของข้าด้วย!”


    หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นตาม


    “ของข้าก็ด้วยได้หรือไม่”


    ไป๋หลิงมองแผ่นหยกในมือตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “ถ้าทำได้ ข้าก็อยากได้เหมือนกัน”


    ยูรันพยักหน้าอย่างไม่คิดมาก


    “ได้ เดี๋ยวข้าติดให้ทุกห้องทีหลังนะ ตอนนี้เล่นไพ่กันก่อนเถอะ”


    พูดจบ เขาก็แตะปลายนิ้วลงบนโต๊ะหยกเบา ๆ


    ลวดลายจันทร์ เมฆ และดวงดาวบนผิวโต๊ะค่อย ๆ จางหายไป กลายเป็นพื้นสีขาวสะอาดตา เส้นแบ่งตำแหน่งผู้เล่นทั้งห้าคนปรากฏขึ้นเป็นวงบาง ๆ รอบขอบโต๊ะ ตรงกลางมีพื้นที่ว่างสำหรับวางกองไพ่


    ยูรันหยิบสำรับไพ่บาง ๆ ออกมาวางลงกลางโต๊ะ


    ไพ่ทั้งหมดมีห้าสิบสองใบ แบ่งเป็นสี่หน้าไพ่ ดอกจิก ข้าวหลามตัด โพแดง และโพดำ แต่ละหน้ามีเลขหนึ่งถึงสิบสาม


    หนานอวี้มองไพ่ด้วยความสนใจ


    “เล่นยังไง”


    ยูรันสับไพ่อย่างไม่รีบร้อน ก่อนแจกให้ทุกคนเท่า ๆ กัน


    “กติกาง่าย ๆ ผลัดกันวางไพ่คว่ำหน้าลงบนกองกลาง ลงได้มากสุดสามใบ แล้วพูดว่าไพ่ที่ลงคืออะไร เช่น สองดอกจิกสามใบ หรือสิบโพแดงหนึ่งใบ จะพูดจริงหรือโกหกก็ได้ คนต่อไปเลือกได้สองอย่าง หนึ่ง เชื่อแล้วลงต่อ สอง ไม่เชื่อ แล้วขอเช็คไพ่ คนโกหกแพ้ตานั้น งดเล่นรอบนั้น แล้วถ้าเช็คผิด คนเช็คแพ้แทน งดเล่นรอบนั้น วนไปเรื่อย ๆ จนกว่าไพ่ในมือใครจะหมด คนที่หมดก่อนชนะ”


    หลิงเยวี่ยมองไพ่ในมือของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “แปลว่าต้องดูสีหน้าคนอื่นด้วย”


    ยูรันพยักหน้า


    “ใช่”