22 : งานเข้า...(ในหลายๆความหมาย)
“ฉันไม่สนหรอกนะว่านายจะมาซึมเศร้าตลอดชีวิตรึเปล่า แต่มานั่งแบบนี้มันเกะกะขวางทางคนอื่นชะมัด”
เนียร์พูด ในมือถือกล่องลังสองกล่องซ้อนกันเตรียมจะเอาไปที่ห้องครัว แต่ก็ถูกคนหัวส้มมานั่งขวางทางบนพื้น ทำหน้าเหมือนยังไม่อยากเชื่อว่าตัวเองพายัยนี่มาทำงานด้วยได้ไง แต่ก็ยังมีกะใจหลีกทางให้
เด็กสาวถอนหายใจ วันนี้เป็วันแรกของการทำงานของเธอแท้ๆพอเห็นสีหน้าหมดอาลัยตายอยากของหมอนี่แล้ว แรงใจที่เคยฮึกเหิมกลับฝ่อหมด
วันหยุดแบบนี้พนักงานไม่ค่อยมีจริงๆ ตามคำบอก มีแค่สิบสองคนเท่านั้นรวมตัวเธอกับฟิวส์ด้วย ทั้งๆ ที่ลูกค้าที่มาใช้บริการ มีทั้งพวกที่มานอนค้างโรงแรมและคนภายนอกที่เข้ามาทานอาหารภัตตาคารในโรงแรมหรูๆ
ตอนกลางวันยังไม่วุ่นเท่าไหร่ แต่ตอนกลางคืนนี่สิ...รับรองได้ว่าคงวุ่นวายวิ่งพล่านไปทั่วแน่
หน้าที่ของลูกจ้างอย่างพวกเธอก็ไม่มีอะไรมาก เป็งานสบาย...แต่นึกถึงงานจุกจิกหยุมหยิมมารวมกันสักสิบอย่างในเวลาเดียวกันดูสิ รับลูกค้า เสิร์ฟอาหาร รับเมนู เรียงจานเก็บโต๊ะ เติมน้ำ ฯลฯ
ถ้ามันเยอะขนาดนั้นก็ท่าจะสบายไม่ไหวเหมือนกัน
ยังดีที่เนียร์รับงานดูแลอยู่หลังร้าน ไม่ต้องไปคอยเทคแคร์คนข้างนอก เพราะผู้จัดการรู้ว่าตัวเธอแรงดีพอๆกับฟิวส์ เลยให้เป็พวกใช้แรงงานหนักยกของไป
พอเนียร์ไปส่งของให้ทางห้องครัวเสร็จก็ออกมาเจอกับผู้จัดการร้านพอดี เป็ชายสูงอายุ ใบหน้าเขามักมีรอยยิ้มใจดีติดอยู่ ทำให้เนียร์ถูกชะตาด้วยทันทีเมื่อแรกเห็น ที่มาหาเธอนี่คงจะมาดูการทำงานของเด็กใหม่ซะละมั้ง
“เหนื่อยหน่อยนะนิศาชล เป็ผู้หญิงแท้ๆ แต่ต้องมาทำงานใช้แรงแบบนี้”
“ไม่เป็ไรค่า เื่ใช้แรงแบบนี้ของถนัดอยู่แล้วค่ะ” เธอว่าพลางเบ่งกล้ามโชว์ แล้วถือโอกาสฟ้องเ้านายไปด้วย “ไม่เหมือนใครบางคนหรอกค่ะ เป็ผู้ชายแท้ๆ แต่ดันอู้งานซะได้”
“ว่าใครอู้งานไม่ทราบ”
ทั้งคู่สะดุ้งเมื่อเสียงของใครอีกคนดังมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว คนที่พูดเมื่อกี้นี้คือฟิวส์นั่นเอง มีกะจิตกะใจลุกมาทำงานั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในแขนหอบกล่องลังซ้อนถึงสี่กล่องด้วยกันด้วยท่าทีสบายๆราวกับจะมาเยาะเย้ยใครบางคนที่ยกมาแค่สองกล่องเท่านั้น
ฟิวส์ส่งสายตาท้าทายเด็กสาวก่อนจะหันไปพูดกับอีกคน “เด็กเพิ่งเข้าใหม่กำลังตั้งใจทำงานอยู่ ก็อย่าไปชวนคุยให้เสียงานสิเฮีย” เขาเรียกอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม “แล้วอีกอย่างนะเฮีย ไม่ต้องห่วงยัยนี่ให้เสียเวลาหรอก ยัยนี่มันไม่ใช่ผู้หญิง”
หางคิ้วคนไม่ใช่ผู้หญิงกระตุกขึ้นทันที หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายถือของมาอยู่นะ ก็คงขอมีวางมวยกันสักยกให้ชมเป็ขวัญตาต้อนรับงานใหม่ให้เ้านายได้ชม “นายรีบไปส่งของที่ห้องครัวเลยไป ไอ้ตัวเกลียดผู้หญิง” เนียร์ไล่
ฟิวส์กระหยิ่มยิ้มย่องอย่างผู้ชนะแล้วไปแต่โดยดี ส่วนผู้จัดการหรือเฮียก็หัวเราะอารมณ์ดี
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่านิสัยฟิวส์เป็อย่างไร เขารู้ดีเลยล่ะ ถึงได้แปลกใจมากที่เมื่อวานฟิวส์พาผู้หญิงมาทำงานที่นี่ด้วย ถึงจะเป็่ระยะเวลาสั้นๆ ก็เถอะ ทำให้เขาสนใจเนียร์มากขึ้นที่สามารถมาเล่นหยอกหัวกับคนไม่ชอบผู้หญิงอย่างฟิวส์ได้
“อะไรกันนังหมูอ้วน ยังไม่ทันเริ่มโฮมรูมก็คิดจะนอนกินบ้านกินเมืองแล้วรึไง” เสียงแหลมๆของเพียวเจาะเข้าไปในโสตประสาทการรับฟังของคนที่ฟุบลงไปกับโต๊ะเตรียมหลับ
ในเมื่อคาบแรกของวันนี้เป็ของครูที่ปรึกษาพอดี ทำให้เด็กห้องม.4/3มาเริ่มชั่วโมงโฮมรูมกันที่ห้องเรียนแทนที่จะเป็ข้างนอกตามจุดต่างๆที่พอจะนัดพบนักเรียนในห้องได้
เนียร์เงยหัวขึ้นมาพอเป็พิธีว่าไม่ได้หลับไปจริงๆ ก่อนจะฟุบลงไปใหม่
“อืม อาการหนักอยู่นะนี่” โมใช้นิ้วจิ้มๆ แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เอลที่นั่งคู่กันกับเนียร์ได้แต่ยิ้มอย่างเห็นใจ
“เมื่อวานทำงานพิเศษเป็วันแรก คงจะเหนื่อยมากเลยสินะ”
เนียร์แนบแก้มติดกับโต๊ะส่งเสียงในลำคอตอบ ขณะนั้นเองมีผู้หญิงคนหนึ่งไปยืนอยู่ตรงหน้าห้อง
“เพื่อนๆ ช่วยเงียบกันหน่อย” กิ๊ฟ หัวหน้าห้องของห้องนี้ะโเสียงดัง ใช้เวลาพอควรกว่าทุกคนจะยอมเงียบลงให้ ถึงจะยังไม่ถึงขั้นเงียบเป็เป่าสาก แต่ก็เบาพอให้เสียงเธอดังไปทั่วห้อง
“ฉันแค่อยากจะถามน่ะ ว่าจะเอาไงกันเกี่ยวกับเื่เต้นรำ จะส่งใครไปดี”
“ก็แกน่ะแหละไปเลย หัวหน้าห้อง” พวกผู้ชายที่นั่งหลังห้องะโโห่ขึ้นมา
“ถ้าไม่คิดจะเสนออะไรที่ดีกว่านี้ ก็อย่ามาเปิดปากหมาๆ ของนาย ไอ้เอก” กิ๊ฟด่าเข้าให้ ทำให้พวกเพื่อนๆ ร้องวี้ดวิ้วถูกใจกันใหญ่ แต่จะมีอยู่คนนี่แหละที่ไม่เข้าใจว่าเพื่อนในห้องกำลังพูดเื่อะไรกัน
“เต้นรำ? เต้นรำอะไรวะ” เนียร์ถามเสียงอู้อี้
เพียวที่นั่งท้าวคางอยู่ข้างหลังถามกลับ “นี่แกไม่ได้ฟังผ.อ.พูดตอนหน้าเสาธงรึไง”
“นั่งสัปหงกอยู่น่ะ”
สุดท้ายคนที่ต้องอธิบายก็คือเอล “ปีนี้ผ.อ.เพิ่มกิจกรรมในงานกีฬาสีขึ้นมาอีกอย่างน่ะ เป็การแข่งเต้นรำในกิจกรรม่กลางคืน แต่ไม่ได้แข่งเป็คณะสีหรอก แต่ให้แต่ละห้องส่งตัวแทนไปประกวดห้องละคู่ แล้วก็ให้นักเรียนคนอื่นมาร่วมงานด้วยน่ะ”
“สรุปคือมันเป็งานเต้นรำดีๆ นี่เองสินะ” เนียร์ว่าง่ายๆ คิดในใจว่าผู้อำนวยการคงอยากให้วิชาพละที่บางชั้นเรียนเรียนเกี่ยวกับลีลาศได้เอามาใช้จริง จึงคิดงานประเภทนี้ขึ้นมา
“เพิ่มภาระให้เด็กชะมัด เหนื่อยจากกีฬามาทั้งวันแล้วยังต้องมาเจองานนี้อีก” เนียร์บ่น ถึงแม้ตัวเองจะไม่ได้คิดลงเล่นกีฬาอะไรก็ตามที
“น่าๆ ไหนๆ พวกเราก็ไม่คิดจะแข่งอะไรอยู่แล้วนี่นา ร่วมงานสักหน่อยจะเป็ไรไป” โมพูดอย่างรู้ใจเพื่อน ว่ามันคงไม่คิดลงแข่งอะไรให้ตัวเองเหนื่อยเล่นแน่นอน
“ฉันว่าผ.อ.คงอยากจะยกระดับโรงเรียนตัวเองขึ้นมาแหงๆ เลย” เพียวว่า เพราะโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยเป็โรงเรียนรัฐบาลที่แปลกประหลาดที่สุดในหมู่พวกรัฐบาลด้วยกันเอง
เริ่มจากเครื่องแบบนักเรียนที่ดูเหมือนโรงเรียนเอกชน แล้วไหนยังจะเื่กฎระเบียบทรงผมที่ไม่เคร่งครัดอีก อันนี้ถ้าไม่ใช่ของนานาชาตินี่คงไม่มีโรงเรียนไหนกล้าทำ แล้วนี่ยังจะจัดงานเต้นรำอีก
ตกลงแล้ว...โรงเรียนนี้จัดอยู่ในสายไหนกันแน่นะ
เป็คำถามที่แม้แต่นักเรียนโรงเรียนนี้ก็ยังหาคำตอบให้ไม่ได้
“มีใครจะอาสาลงสมัครมั้ย” กิ๊ฟถามทุกคนอีกครั้ง แต่ก็ยังคงมีเสียงเกี่ยงกันอีกตามเคย เรียกว่าตัวงานน่ะสนอยู่ แต่เื่ไปแข่งเนี่ย...เหมือนใครได้ไปจะกลายเป็ตัวตลกไปซะนี่
จู่ๆ เพียวก็ยกมือขึ้น ไม่เพียงแค่คนในกลุ่มเท่านั้นที่ใ แต่ยังรวมไปถึงทุกคนในห้องด้วย เพราะเป็ที่รู้กันว่าเพียวอยู่สายว่างงานชนิดที่ว่าใครอย่าได้จับให้เธอมีหน้าที่ทำอะไรโดยที่เ้าหล่อนไม่ได้ขอเชียว แม่วีนวอดวายถล่มราบเป็หน้ากลองแน่ และงานแบบนี้ดูยังไงก็ไม่น่าใช่งานที่คนอย่างเพียวจะสนเลยสักนิด
“แกจะสมัครรึไงไอ้เพียว ไม่ใช่ลงแล้วกลับมาวีนใส่ฉันอีกนะ” กิ๊ฟมีสีหน้าไม่ไว้ใจ
“ใครบอกว่าฉันจะสมัคร ฉันมาเสนอวิธีต่างหากล่ะ ไหนๆมันก็ไม่มีคนเต็มใจอยู่แล้วนี่ สุ่มเลือกเลยซะก็สิ้นเื่ จับฉลากเอายุติธรรมดีมั้ยล่ะ” เพียวยิ้มแบบมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มว่าตัวเองต้องไม่โดนแน่ๆ เพราะห้องนี้มีผู้หญิงอยู่ 28 คนจาก 49 คน จากความน่าจะเป็แล้ว ยังไงมันคงไม่ดวงซวยมาโดนเธอแน่
กิ๊ฟดูจะเห็นดีกับวิธีนี้ “ดีนี่ งั้นโม แกช่วยทำฉลากให้ด้วยนะ”
“อ้าว! ไหงเป็ฉันอะ” โมลุกพรวดทันทีเมื่อโดนโยนงานมาให้
“ไหนๆ ก็นั่งข้างๆ คนเสนอแล้วนี่ ก็ช่วยทำหน่อยละกันนะ”
โมบ่นอุบอิบแต่ก็ยอมทำแต่โดยดี มีเอลหันหลังมาช่วยทำด้วยอีกคน ส่วนเนียร์...รายนี้หลับไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วน...เื่ผล...
“ฮ่าๆๆ”
เสียงหัวเราะแผดดังลั่นขึ้นกลางโต๊ะกินข้าวโดยเด็กหนุ่มผมดำที่มีสีทองแซม ส่วนผู้ใหญ่อีกสองคนก็พากันอมยิ้มน้อยๆไม่รู้จะขำตามลูกชายคนโตหรือเห็นใจลูกสาวคนเล็กดี
“ไม่ใช่เื่ตลกเลยนะ...พี่” เนียร์เอ่ยเสียงเย็น
“หึๆ ก็มันน่ามั้ยล่ะ ผู้หญิงในห้องมีออกเยอะแยะแต่ดันมาจับได้เธอเนี่ยนะ” ว่าแล้วทินก็ะเิหัวเราะออกมาอีกรอบจนข้าวติดคอ ลำบาก บ๊อกต้องยกน้ำมาให้ มีเนียร์แอบสะใจเล็กๆ และหวังให้ติดคอไปชั่วชีวิตได้เลยยิ่งดี
เด็กสาวรู้สึกว่าเื่ยุ่งๆชวนปวดหัวจะคอยเรียงคิวต่อแถวมาให้เธอเผชิญได้ไม่มีหยุด เผลอหลับไปแป๊ปเดียวเท่านั้นเอง ตื่นมางานเข้าทันที จากคนที่อยู่สายว่างงานมาตลอด มาตอนนี้กลับต้องมารับหน้าที่เป็ตัวแทนไปประกวดเต้นรำซะอย่างนั้น
เธอกล้าท้าเลยว่าหากวันไหนไม่เจอเื่สักเื่ เธอยอมจมน้ำตายเลยเอ้า
“แล้วต้องเต้นคู่กับใครเหรอจ๊ะ” กุลถาม
“เอ่อ...ชื่อจินค่ะ”
พรวด!
คราวนี้ทินพ่นน้ำใส่บ๊อกแบบเต็มสตรีมขนเปียกลู่เลยทีเดียว ถ้ามันพูดได้มันคงบ่นด้วยความน้อยใจไปแล้วว่า ‘อุตส่าห์เอาน้ำมาให้แท้ๆยังจะมาพ่นใส่ผมอีก ทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาปจริงๆ’
ส่วนคนที่ถูกสัตว์เลี้ยงน้อยใจก็มองน้องตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ “ไอ้จิน!? หมอนั่นน่ะเหรอที่ว่าหน้าตาดี เรียนเก่ง กีฬาเลิศจนถึงขั้นมีแฟนคลับเป็ของตัวเองน่ะ”
เนียร์ไม่เข้าใจว่าทินจะทำท่าใเวอร์ขนาดนั้นไปทำไม แต่ก็ยอมรับ “ใช่ คนนั้นแหละ...แต่พี่ก็มีแฟนคลับเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
ทินยกมือเสยผมตัวเองขึ้นพูดว่า “ให้ตายสิ นี่เธอโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่เนี่ย”
เธอขอคิดว่ามันเป็โชคร้ายดีกว่านะ เหนื่อยจากงานพิเศษไม่พอยังต้องมาซ้อมเต้นรำอีก ไม่มีอะไรจะโชคร้ายไปมากกว่านี้อีกแล้ว
และที่สำคัญ...ไม่มีเพื่อนคนไหนคิดเห็นใจกันเลยสักนิด นอกจากจะไม่ยอมปลุกเธอให้ตื่นมารับรู้เื่ราวแล้ว ยังกีดกันพวกผู้หญิงคนอื่นไม่ให้มีการจับตัวแทนผู้หญิงใหม่อีก จนส่งรายชื่อให้ทางโรงเรียนไปแล้วนั่นล่ะ ถึงเพิ่งจะยอมบอก ทั้งๆ ที่ถ้าปลุกเธอขึ้นมาซะั้แ่แรก ก็จะยินยอมสละสิทธิ์ให้เพื่อนผู้หญิงที่อยากเต้นคู่กับจินไปอย่างไม่นึกเสียดายเลย
“หา!?เธอเนี่ยนะจะแข่งเต้นรำ” ฟิวส์ะโลั่นขณะอยู่ใน่ทำงานพิเศษ แล้วพอดีว่าเป็่ลูกค้ายังไม่เยอะ ทำให้มีเวลามานั่งคุยกัน ถึงตอนแรกหมอนี่จะทำเป็เล่นตัวไม่ยอมยุ่งด้วยก็เถอะ
“ก็ใช่น่ะสิ ทำไม” เนียร์หงุดหงิดขึ้นกว่าเดิม เพราะพอเอาเื่นี้ไปเล่าให้ใครฟังเป็ต้องเจอปฏิกิริยาตอบรับแบบนี้ไปซะทุกราย
หนุ่มหัวส้มมองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้าไปมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะลงไปหัวเราะลั่นอย่างหยุดไม่อยู่
“ฮ่าๆๆ สงสัยพวกเพื่อนเธอคงอยากให้งานนี้มีสีสันขึ้นแหงเลย ถึงได้ส่งตัวตลกอย่างเธอไป ฮ่าๆ ขนาดแค่คิดนะยังรู้สึกจี้เส้นดีชะมัด”
ถึงเนียร์จะไม่ได้รู้สึกดีกับการที่ต้องไปเต้นรำอวดประชาชี แต่การที่คนอื่นมาหัวเราะเยาะราวกับเธอเป็ตัวตลกแบบนี้ก็เป็สิ่งที่เธอไม่ชื่นชอบเหมือนกัน
“จี้เส้นตรงไหนของนายฮึ”
ฟิวส์เช็ดน้ำตาที่เกิดจากการหัวเราะมากเกินไปพลางบอก “ก็คนที่จะไปเต้นรำ ทั้งทรวดทรงองเอวกับนิสัยมันต้องดูเป็ผู้หญิงมากกว่านี้ไม่ใช่รึไง แต่เธอน่ะ มองจากมุมไหนมันก็ราบเรียบอย่างกะผู้ชายเลยนี่ แถมนิสัยก็ไม่ใช่เลยสักนิด” ว่าแล้วเขาก็สรุปสั้นๆ ตรงๆ “เธอมันก็ผู้ชายสวมวิกดีๆ นั่นแหละ”
ปึด!
เนียร์ถึงกับฉุนขาดกับคำบอกนั้น
เออ...เธออาจจะไม่ได้มีหุ่นแบบหน้าอกหน้าใจล้นทะลัก แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ถึงขึ้นผอมแห้งแบบเพียวนะ เพียงแต่เธอชอบใส่เสื้อใหญ่เกินตัวต่างหากล่ะ ทำให้มันพรางหุ่นเธอไปจนหมด
“สรุปคือ...ยังไงนายก็ไม่ยอมรับว่าฉันเป็ผู้หญิงสินะ” เนียร์กัดฟันถามกำมือแน่น พยายามเป็อย่างมากไม่ให้อารมณ์พุ่งพรวดกับข่มใจตัวเองไม่ให้เผลอไปมีเื่กับอีกฝ่าย เพราะนี่มันที่ทำงาน เกิดเื่ของเสียหายขึ้นมาได้ถูกตัดค่าแรงโดยใช่เหตุ
ฟิวส์ไม่ได้ตอบคำถาม ทำเพียงแค่ยักไหล่เท่านั้นราวกับกำลังพูดว่า ‘ก็รู้ๆกันอยู่’ ก่อนจะลุกไปทำงานต่อ เมื่อมีคนจากในห้องครัวเข้ามาบอกให้ยกของไปให้เป็การยุติบทสนทนาลง
แต่เนียร์ยังคงหงุดหงิดที่ยังไม่ได้พูดโต้อะไรกลับไป จึงได้แต่หันไปทำงานอย่างใส่อารมณ์แบบวางของทีคนแถวนั้นเป็ต้องสะดุ้งไปตามๆกัน
“โชคดีจริงๆ เลยนะที่ได้นิศาชลมาทำงานที่นี่” เฮียพูดลอยๆ ขณะนั่งอยู่ในห้องพักพนักงาน เขามานั่งคุยกับหนุ่มผมส้มเป็การฆ่าเวลา ขณะที่เนียร์กำลังเปลี่ยนเสื้อในห้องข้างๆ “ช่วยงานได้เยอะเลย”
ฟิวส์ที่ดื่มโค้กกระป๋องเพิ่มน้ำตาลในเืหลังจากทำงานมาเหนื่อยๆได้ยินคำชมนั้นก็อดบ่นไม่ได้ “โธ่เฮีย ไอ้งานยกของธรรมดาๆแบบนี้ ใครๆ ก็ทำได้”
“เหรอ...” เสียงลากยาวดังลอดออกมาทางช่องประตู “งั้นนายลองให้คนอื่นมาลองแบกของหนักสี่ห้ากิโลฯ ทั้งวันดูซิ อยากจะรู้นักว่าจะมีคนทำได้สักกี่คน”
ฟิวส์เงียบไปเพราะรู้ดีว่าถึงมีก็คงหาไม่ได้ง่ายๆ ผู้ชาย..อาจมีบ้าง แต่ผู้หญิงที่จะทำได้แบบนั้น...เห็นทีคงจะยาก
ราวกับจนมุมหาคำเถียงต่อไม่ได้ ทำให้เฮียส่งหัวเราะเสียงดังที่ได้เห็นคนกำราบฟิวส์ได้
“ฉันว่านายน่าจะเลิกดูถูกผู้หญิงได้แล้วนะ” เสียงเนียร์ดังใกล้เข้ามาบ่งบอกว่าเธอเปลี่ยนชุดเสร็จแล้ว และกำลังเดินมาหาพวกเขา
“มันเื่ของฉัน” ฟิวส์โยนกระป๋องโค้กที่ยังดื่มไม่หมดไปตรงถังขยะอย่างไม่นึกเสียดายของ เป็เวลาเดียวกันกับที่เนียร์ก้าวมาอยู่ระหว่างเขากับถังขยะพอดี
เข้าเป้าอย่างไม่ต้องสงสัย เสียงกระป๋องกระทบพื้นดังต่อเนื่องกันก่อนจะเงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงรอยเปื้อนสีน้ำตาลเหนียวๆวงใหญ่ไว้บนเสื้อของเด็กสาว
เนียร์ที่เนื้อตัวทั้งเปียกและเหนียวเหนอะหนะหรี่ตาลง ตวัดสายตาไปที่ตัวต้นเหตุ ทำให้คนถูกจ้องรีบแก้ตัวโดยเร็ว
“เฮ้ย! อย่ามามองฉันแบบนั้นนะ มันเป็ความผิดของเธอไม่ใช่รึไง ที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาแบบนี้น่ะ”
เนียร์ทำสายตาเ็ายิ่งกว่าเดิม และอาจเข้าไปหาเื่ด้วยแล้ว หากเฮียไม่เข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็ห่วงซะก่อน
“อย่ากลับบ้านในสภาพนี้เลยนะนิศาชล เอาเสื้อไปซักให้สะอาดก่อนเถอะ” เฮียชี้ทางไปห้องซักรีดในโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากห้องอาหารเท่าไหร่ให้ แม้จะดึกเกือบเที่ยงคืนแล้ว ก็ยังคงเปิดบริการอยู่เพื่อรอให้บริการลูกค้าที่พักในโรงแรม
เฮียให้เนียร์ไปเปลี่ยนเป็ชุดเครื่องแบบก่อน พลางหันไปทางฟิวส์ด้วยสายตาสื่อความหมายว่าเขาควรรับผิดชอบเื่นี้ด้วย
ฟิวส์ตีหน้าบึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอเนียร์ออกมาพร้อมกับเสื้อที่สกปรก เขาก็คลายสีหน้าลง แต่ยังคงมุ่นคิ้วด้วยความไม่เต็มใจอยู่ดี ตรงเข้าไปกระชากเสื้อในมือพลางบอกให้เธอรออยู่ห้องนี้ก่อนเดี๋ยวเขาไปเอง
เฮียมองตามหลังเด็กที่เขารู้สึกเอ็นดูไปจนกระทั่งลับสายตาแล้วหันมามองทางเนียร์ที่ยังคงตีหน้าไร้อารมณ์ เขาถอนหายใจบอกเธอว่า “อย่าไปถือสาเลยนะ ฟิวส์ก็ทำท่าแบบนั้นไปเองน่ะแหละ ความจริงเฮียว่าเขาเป็คนดีนะ”
เนียร์หันมองเขาพร้อมคลายสีหน้าเคร่งขรึมออกไปก่อนจะยักไหล่ “เื่นั้นก็พอรู้อยู่หรอกค่ะ” ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้เธอมาทำงานพร้อมกับสัญญาว่าจะดูแลหรอก...ถึงสถานการณ์มันจะเหมือนหลอกให้เขาทำแบบนั้นก็เถอะ อย่างน้อยเขาก็ยังรักษาคำพูดของตัวเองไว้
“หมอนั่นน่ะ...แค่มีนิสัยคล้ายเด็กไม่ชอบยอมแพ้ใครเท่านั้นเอง...” แล้วก็คงเป็พวกมีปัญหาครอบครัวด้วย เนียร์นึกถึงตอนที่ฟิวส์มีท่าทีโมโหเวลาพูดถึงแม่ ก็พอเดาออกว่าความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวคงไม่ดีนัก
ได้ยินแบบนั้น เฮียก็ตั้งท่าอ้าปากราวกับจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ยั้งใจไว้แล้วเปลี่ยนมาเป็มอบรอยยิ้มบางให้เด็กสาวแทน แม้รู้ว่าเธอจะไม่ได้มองก็ตาม
“...งั้น...เฮียขอกลับก่อนแล้วกันนะนิศาชล ฝากปิดร้านด้วยล่ะ” เฮียวางกุญแจไว้บนโต๊ะแล้วโบกมือลาให้ก่อนจะเดินออกไป โดยให้เนียร์รอฟิวส์คนเดียว
ในห้องซักรีด ฟิวส์ยืนจ้องช่องกลมๆของเครื่องซักผ้าที่เป็กระจกใสให้เห็นว่ามีเสื้อตัวหนึ่งกำลังหมุนติ้วๆอยู่ในนั้น เขารอมันด้วยอาการนิ่งสงบเกินกว่าที่ควรจะเป็ เพราะตามนิสัยแล้ว ตอนนี้เขาควรจะหัวฟัดหัวเฟียดบ่นไม่หยุดที่ต้องมาทำอะไรให้ผู้หญิงแบบนี้ คงจะแปลกดีถ้าบอกว่าเขากำลังคิดเื่ของเนียร์ เื่ของผู้หญิง
มีบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ ผู้หญิงในความคิดของฟิวส์คือ อ่อนแอ และเป็จอมโวยวายอันดับหนึ่ง และชอบนักที่จะอ่อยพวกผู้ชาย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม...
ฟิวส์กล้าพูดได้เลยว่าเนียร์มีลักษณะตรงกันข้ามกับที่เขาคาดไว้สำหรับผู้หญิงทั้งหมด แต่...ส่วนหนึ่งเล็กๆที่เธอยังพอมีความเป็ผู้หญิงอยู่
แก้มของฟิวส์ขึ้นสีแดงเรื่อเมื่อนึกภาพร่างบางในเสื้อตัวใหญ่เกินตัวโดนน้ำเปียกจนเสื้อแนบเนื้อ ถึงมันจะไม่ถึงขั้นโป๊ แต่ก็พอมองเห็นส่วนโค้งเว้าของอีกฝ่าย
ฟิวส์คิดแล้วส่ายหัวเร็วๆ นึกอยากชกหน้าตัวเองขึ้นมาตงิดๆ ตอนเจอผู้หญิงคนอื่นใส่โชว์ออกมาให้ดูกันจะๆยังไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย ออกจะนึกขยะแขยงด้วยซ้ำ แล้วทำไมพอมาเจอแบบนี้เข้าถึงได้รู้สึกอาย อายทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็คนโดนเห็นด้วยซ้ำ
“ฮึ่ม!”
อารมณ์เด็กหนุ่มขุ่นมัวด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเข้าไปโขกหัวตัวเองกับเครื่องซักผ้า พลางบ่นสบถไปด้วย “โธ่เว้ย! หยุดคิดอะไรบ้าๆ ได้แล้วไอ้ฟิวส์ เลิกทำตัวงี่เง่าซะ ยัยนั่นมันจะเป็อะไรก็ช่างหัวมันสิฟะ” ว่าแล้วก็รุมโขกหัวตัวเองไม่ยั้ง
โป๊กๆๆ..โป๊ก! ...
...แหมะ...
หยดน้ำหนึ่งไหลออกมาจากหัวหยดลงบนพื้นเป็สีแดง ความรู้สึกเจ็บซ่านเข้ามา
“เวร”
...................................................................
............................................
“งี่เง่าชะมัด” ฟิวส์บ่นพึมพำ ยกมือขึ้นแตะรอยแผลที่แห้งแล้วตรงหน้าผาก มืออีกข้างถือเสื้อของเนียร์อยู่ เขากำลังเดินกลับไปที่ห้อง พลางนึกสงสัยว่าเฮียจะกลับไปหรือยัง เพราะนี่ก็เกือบตีหนึ่งแล้ว นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องรอให้เืแห้งก่อนนะ..
เป็ไปดังคาดเมื่อเข้าไปในห้องแล้วพบว่าไม่มีเฮียยืนรออยู่ และมีกุญแจปิดร้านวางไว้บนโต๊ะ
ฟิวส์หันมองรอบๆ หาคนที่สมควรจะรออยู่ได้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่บอกแล้วแท้ๆ ว่าให้อยู่รอก่อน สงสัยให้เฮียไปส่งถึงบ้านแล้วมั้ง
เด็กหนุ่มคิดแล้วพาลหงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งความจริงเขาควรจะดีใจสิที่ตัวสร้างภาระไปแล้ว แต่ฟิวส์กลับขว้างเสื้อลงกับโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์
“เหอะ! ผู้หญิง...”
หากยังไม่ทันสิ้นคำ สายตาก็เหลือบไปเห็นคนที่ตามหากำลังนอนตะแคงยาวบนม้านั่งไร้ที่พิงพนัก มีกระเป๋าใส่ของวางไว้แทนหมอนหนุน
อารมณ์ที่เคยเดือดพล่านพลันเย็นลง โล่งใจอย่างประหลาดที่เธอยังรออยู่ ถึงแม้จะหลับก็เถอะ
ฟิวส์เข้าไปนั่งยองๆอยู่ข้างม้านั่งที่เนียร์ใช้เป็เตียงนอนชั่วคราว แอบสำรวจเด็กสาวใกล้ๆ ที่เวลาปกติไม่มีโอกาสได้ทำ
เปลือกตาปิดสนิทกับลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะบ่งบอกว่าหลับสนิท
ท่าทางเถียงคำไม่ตกฟากแบบนั้น ความจริงแล้วคงเหนื่อยน่าดูเลยสิท่า แล้วยังต้องอยู่จนดึกดื่นแบบนี้อีก
ฟิวส์ปัดเส้นผมสีดำยาวที่มาตกอยู่ตรงหน้าเนียร์ออกไป เห็นรอยดำคล้ำใต้ตาบางๆที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน ทั้งๆที่ความจริงเหนื่อยใจจะขาดแล้วยังจะทำปากเก่งว่าไหวอีก เงินค่าของขวัญคนอื่นนี่มันสำคัญจนถึงขั้นยอมเหนื่อยได้ขนาดนี้เลยหรือไง
หนุ่มหัวส้มส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจกับความคิดอีกฝ่าย เป็คนที่แปลกไม่เหมือนใครจริงๆนั่นแหละ...มีอะไรที่ไม่เหมือนอีกบ้างนะ ฟิวส์คิด พิจารณาคนหลับใกล้ๆ
อืม...ผมก็ไม่ได้ย้อมสีแถมไม่ดัดไม่ซอยอีก ฟิวส์จับปอยผมของเนียร์ขึ้นมาถูนิ้วเล่น ...ฟิวส์ได้รู้อีกอย่างหนึ่งว่าเนียร์ไม่มีกลิ่นน้ำหอมแบบที่ผู้หญิงทั่วไปชอบใส่กันจนฉุน เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกแล้วพบว่าไม่ใช่ไม่มีกลิ่นเลย แต่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งเด็กอยู่
“ยัยนี่เป็เด็กรึไง น้ำหอมไม่ใช้ แต่ดันมาใช้แป้งเด็กเนี่ยนะ” ฟิวส์นึกขัน แต่ก็ยังเข้าไปใกล้หน้าของเด็กสาวมากขึ้นเพื่อสูดกลิ่นหอมบางนั้น
“อือ...”
เหมือนรับรู้ได้ว่ามีสิ่งกวนใจทำให้เนียร์ตื่นขึ้น กะพริบตาปริบๆ อย่างคนเพิ่งตื่น แล้วต้องตื่นเต็มที่เมื่อมีใครบางคนยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะประชิดอยู่แล้ว
ดวงตาสีดำเบิกกว้างก่อนจะเหวี่ยงมือออกไปตามสัญชาตญาณ
ผัวะ!
..............................................................................................................................................................................................
“ก็บอกแล้วไง ว่าฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรเธอสักหน่อย” ฟิวส์ที่แก้มซ้ายมีรอยกำปั้นประทับเด่นหราพูด ขณะขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งอีกฝ่ายถึงบ้าน
เนียร์ซึ่งซ้อนหลังยังคงมองหลังคนนั่งหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ ไม่เข้ามานั่งชิดแบบทุกครั้ง แต่เขยิบถอยจนเกือบสุดเบาะที่นั่ง
“แล้วนายจะยื่นหน้ามาใกล้แบบนั้นทำไม ถ้าไม่ใช่นายจะหะ...” เนียร์กัดปากตัวเอง รู้สึกกระดากปากที่จะพูดชอบกล
แต่อีกฝ่ายก็รู้ดีถึงคำที่หายไปและไม่เถียงอะไรด้วยเพราะสิ่งที่เขาทำไปมันก็ใกล้เคียงกับคำว่าจะหอมแก้มอยู่หรอก เพียงแต่เขาไม่ได้มีเจตนาจะทำอย่างนั้นลงไปสักหน่อย
ทั้งคู่เงียบไปตลอดทางจนกระทั่งเนียร์ลงจากรถแล้วรับกระเป๋าที่อีกฝ่ายส่งมาให้ เธอยังไม่ยอมเดินเข้ารั้วบ้านเสียที หากยังยืนเฉยๆ จนฟิวส์สงสัย
“เป็อะไร”
“...ทำไมนายถึงทำแบบนั้นล่ะ” เธอถาม “ฉันคิดว่านายคงไม่ใช่ผู้ชายประเภทนั้นหรอก เพราะนายเกลียดผู้หญิงนี่นา...ใช่มั้ย” เนียร์ถามอีกครั้ง เพราะไม่เข้าใจการกระทำของคนที่เคยบอกว่าเกลียดผู้หญิงเลยสักนิด
ฟิวส์ถอนหายใจ “...ก็แค่...ฉันชอบกลิ่นแป้งที่เธอใช้มันก็เท่านั้นเอง”
“เดี๋ยววันหลัง ฉันจะเอาแป้งทั้งขวดมาให้นายดมทั้งวันเลย”
“.....................”
ฟิวส์ตัดสินใจไม่อธิบายต่อ เขาเองยังไม่รู้เลยว่าทำไม มันเป็กลิ่นที่ชอบก็จริงอยู่ แต่กลับรู้สึกชอบมากยิ่งขึ้นเมื่อมันมาจากตัวเธอ
ว่าแล้วหนุ่มหัวส้มก็รีบสลัดความคิดนั้นออกจากหัวโดยเร็ว พูดปัด “เออ ช่างเหอะน่า รีบเข้าไปได้แล้ว เดี๋ยวหมอนั่นจะหาว่าฉันมายืนจีบไม่ให้เธอเข้าไปซะที”
เนียร์หันไปมอง แล้วต้องพบว่าทินยืนกอดอกทำตาเขียวอยู่ตรงประตูทางเข้าบ้าน ท่าทางบ่งบอกว่าถ้ายังไม่เข้ามาอีกภายในเสี้ยววินาทีนี้ จะจัดการมาลากเข้าไปด้วยตัวเองแน่
“หวา...หมอนั่นยังไม่นอนอีกเหรอเนี่ย” เนียร์รีบยกมือลาคนตรงหน้าก่อนจะรีบบึ่งไปหาทินที่ตั้งต้นบ่นทันทีว่ากลับมาช้ากว่าปกติ ซึ่งฟิวส์คงไม่อยู่รอให้คนผมสีดำแซมทองเข้ามาลากให้ไปอธิบายด้วยอีกคนแน่ จึงรีบชิ่งกลับอย่างเร็ว