ต้นฝ้ายนั้นมีไม่เยอะ หลังจากก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในลานบ้านสักพัก ต้นฝ้ายที่ปลูกในแปลงทั้งหมดก็ถูกตัดยอดออกไป เวลานี้เองประตูใหญ่ที่ปิดอยู่ก็มีเสียงเคาะดังขึ้น
ฟังจังหวะการเคาะที่คุ้นเคย หนิงเยี่ยนไม่ต้องถามก็รู้ได้ทันทีว่าด้านนอกคือใคร นอกจากเ้าหนูน้อยของเธอใครจะมามีมารยาทขนาดนี้
หนิงเยี่ยนเปิดประตู ด้านนอกมีเด็กสองคน นอกจากเ้าหนูน้อยหนิงโหย่วหยูแล้วยังมีเด็กชายที่ตัวเล็กกว่าตามมาอีกคน
“นี่คือ?”
“แม่ นี่คือเพื่อนข้าเอง”
หนิงโหย่วหยูเชิดคางขึ้น การมีเพื่อนสำหรับเ้าหนูน้อยนี่เป็เื่ที่น่าภูมิใจมากทีเดียว
“อ้อ..งั้นก็ชวนเพื่อนเข้ามาในบ้านสิ ทำไมปล่อยให้เพื่อนยืนอยู่ด้านนอกแบบนั้นล่ะ?”
“อู๋เป่าฉือเข้ามาเร็ว”
หนิงโหย่วหยูเปิดประตูห้องของเขา แล้วโบกมือเรียกเพื่อนให้เข้าไป
หนิงเยี่ยนได้ฟังชื่อของเ้าหนูคนนั้น ‘อู๋เป่าฉือ’ เธอยิ้มแข็ง ๆ ออกมาอยู่แป๊บหนึ่ง แล้วจึงทำหน้าให้กลับมาสภาพปกติ ชื่ออู๋เป่าฉือไม่ได้หมายความว่าจะเป็ลูกชายของอู๋หวยซานเสียหน่อย
......
แต่ความสัมพันธ์กับบ้านตระกูลอู๋นั้นดูเหมือนจะตัดไม่ขาด
อย่างไรก็ตามอู๋เป่าฉือก็เป็เพื่อนคนแรกของเ้าหนูน้อยโหย่วหยู หนิงเยี่ยนจะให้เด็กสองคนต้องเลิกเล่นด้วยกันเพราะความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่ไม่ได้หรอกนะ
ยืนอยู่ที่ลานบ้านก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากเด็กทั้งสองคนดังชัดออกมาจากห้องเ้าหนูน้อย หนิงเยี่ยนยิ่งคิดว่าเธอนั้นตัดสินใจถูกแล้ว
ส่วนเ้าเด็กอู๋เป่าฉือจะมีปัญหาอะไรไหม หนิงเยี่ยนเองก็จะไม่เอานิสัยของเด็กมานับเป็ปัญหา เขาเองเพิ่ง 4-5ขวบ ถึงจะมีนิสัยบางอย่างไม่ถูกต้องแต่ก็ยังแก้ไขตัวเองได้
หนิงเยี่ยนเข้าครัว ทีแรกก็คิดอยากจะนึ่งขนม*เกาเตี่ยนสักหน่อย แต่พอเดินเข้าไปกลับพบแค่ห้องครัวที่ว่างเปล่า เธอยื่นมือมาตบหน้าผากตัวเองหนึ่งฉาด กัดฟันขบกรามแล้วส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมา ไอ้โจรในคราบทหารกลุ่มนั้น อยากจะเอาของของเธอไป คิดว่าง่ายนักเหรอ
(*ขนมชนิดหนึ่งทำด้วยแป้ง)
เธอเดินกลับเข้าไปในห้องเอาแป้งทอดเนื้อหมาป่าที่ลู่หานจางกินเหลือไว้ 2-3 ชิ้นไปอุ่นในหม้อ แล้วเดินไปที่ห้องเ้าหนูโหย่วหยู ส่งแป้งทอดให้อู๋เป่าฉือ
“กินอะไรสักหน่อยสิจ๊ะ”
“แป้งทอดไส้เนื้อ”
อู๋เป่าฉือตาเป็ประกาย แล้วถอยหลังไป
“ไม่กินเหรอ”
หนิงเยี่ยนถาม
อู๋เป่าฉือไม่พูดอะไรออกมา หันไปมองหนิงโหย่วหยู หลังจากหนิงโหย่วหยูพยักหน้าให้ เขาจึงค่อยหยิบเอาแป้งทอดจากมือหนิงเยี่ยน ค่อย ๆ กินทีละคำ ทีละคำ ยิ่งกินก็ยิ่งเร็ว จะมีบางครั้งที่มองไปทางหนิงเยี่ยนบ้างด้วยสายตาระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าหนิงเยี่ยนจะแย่งมันออกไปจากมือ
ถ้าเกิดไม่มีความทรงจำจากเ้าของร่างเดิม หนิงเยี่ยนคงต้องสงสัยว่าเด็กข้างหน้านี้เป็ลูกชายของอู๋หวยซานจริงไหม
อู๋หวยซานเองก็เป็พวกล่าสัตว์ ว่ากันตามหลัก ลูกชายของนักล่าสัตว์ไม่ควรจะเห็นเนื้อแล้วแสดงทีท่าใแบบนั้น
แต่พอนึกถึงอู๋เหมย หนิงเยี่ยนเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เธอบอกให้เด็กทั้งสองคนเล่นกันดี ๆ แล้วจึงไปหาท่านอาจารย์ซวีที่บ้าน
หนิงเยี่ยนจำได้ว่าที่บ้านของท่านอาจารย์ซวีมีดอกมั่นถัวหลัวอยู่! ดอกมั่นถัวหลัวเป็ส่วนผสมปรุงยาหม่าเฟ่ยซานที่ขาดไม่ได้ ถ้าเกิดมีหม่าเฟ่ยซาน ไอ้พวกปล้นอาหารจากบ้านเธอรับรองว่าวิ่งไม่ออกแม้แต่คนเดียว (*ดอกไม้ที่เป็ทั้งยาดีและยาพิษ)
ท่านอาจารย์ซวีกำลังเบื่อเต็มที ในมือถือดอกยาร์โรว์ไว้ แล้วให้เ้าเด็กชายใช้ดอกยาร์โรว์ทำนายดวงชะตา
เพียงแต่ ทำนายมา 10 ครั้งมี 9 ครั้งที่ผลออกมาไม่เหมือนกัน เ้าเด็กชายที่นั่งยองอยู่บนพื้นได้ยินถึงวิธีที่ตัวเองจะตาย 100 แบบ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ชีวิตหมดความหมาย
การมาถึงของหนิงเยี่ยนทำให้เด็กชายหลุดพ้น
“โอ้ แม่หนูหนิงมาแล้ว เ้าหมาน้อยตัวนั้นยังไม่ตายใช่มั้ย?”
“อยู่ดีเลยเ้าค่ะ หลังจากนี้มันจะดุกว่าเ้าสองตัวที่ท่านอาจารย์เลี้ยงไว้แน่”
“แม่หนูหนิงมั่นใจถึงเพียงนี้เชียว ไม่กลัวว่าจะต้องพลิกลิ้นเลยนะ”
นี่คือคำชมมั้ยนะ? หนิงเยี่ยนแอบกลุ้มเบา ๆ เธอเดินตามระเบียงทางเดินเข้าไปในบ้าน แล้วหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องเก็บยา
“ว่ามาเถอะ เ้าอยากได้อะไรขึ้นมาอีก ตามกติกาเก่า เอาสูตรยามาแลก”
“กติกาเก่า? แล้วไอ้กติกาเก่านี่มันมีั้แ่ตอนไหนกัน?”
หนิงเยี่ยนถาม
ท่านอาจารย์ซวีเองก็ตอบอย่างไม่ขัดเขินเลยสักนิด
“ตอนนี้ ถ้าเ้าจะมาเอาของจากบ้านข้าไป ก็ต้องจ่ายอะไรสักหน่อยล่ะ”
“.....”
สูตรยา... หนิงเยี่ยนเองก็ไม่ได้อยากจะปกปิดหรอกนะ ที่จริงของสิ่งนี้มันสามารถพัฒนาการแพทย์ได้ แต่เพราะในยุคนี้มันเป็ของหายาก ผู้คนจึงหวงแหนมันมาก แบบนี้ไม่ดีเลย เพราะคนในยุคนี้ไม่มียาดี ๆ รักษา จึงไม่กล้าแม้แต่จะป่วย
หนิงเยี่ยนนำสูตรยาหม่าเฟ่ยซานออกมาให้ท่านอาจารย์ซวีการแพทย์จะได้พัฒนาไปอีกขั้น
หนิงเยี่ยนเองก็ไม่กล้ารับรองว่าหลังจากนี้ตัวเองจะไม่ป่วย ดังนั้นั้แ่รู้ว่าท่านอาจารย์ซวีนอกจากจะเป็หมอดวงแล้วยังเป็หมอคน เธอก็ให้ความเคารพท่านอาจารย์ซวีมากขึ้นเรื่อย ๆ
“อยากได้ดอกมั่นถัวหลัว กุหลาบพันปี รากดอกหลงลี่ ตังกุย ชังผู”
“นี่เ้ารู้จักดอกมั่นถัวหลัวด้วยงั้นเหรอ” ท่านอาจารย์ซวีใเล็กน้อย
เขาพบแล้วว่า แม่หนูหนิงคนนี้มาที่นี่มักจะเอาของดีกลับไป ครั้งที่แล้วก็มาเอาต้นฝ้ายเขาไป ตอนนี้ยังจะมาเอาดอกมั่นถัวหลัวของเขาไปอีก
“ข้าอยากได้ดอกมั่นถัวหลัว ของสิ่งนี้มีประโยชน์ยิ่งใหญ่มาก แน่นอนว่าข้าไม่บอกท่านหรอกว่ายาสูตรนี้ใช้ทำอะไร ท่านไปศึกษาเอาเองแล้วกัน”
“เ้าอยากได้มั่นถัวหลัวเท่าไหร่ล่ะ?” ท่านอาจารย์ซวีถามขึ้น
“ยิ่งเยอะยิ่งดี” หนิงเยี่ยนเอ่ย
คิดถึงคำพูดที่ผู้ใหญ่บ้านว่า ทหารพวกนั้นมีราว ๆ ร้อยกว่าคน ต้องเพิ่มปริมาณยาชาเท่านั้น ถึงจะมั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองได้
“เอาไป เอาไป ได้แล้วก็รีบกลับไป”
ท่านอาจารย์ซวีรีบศึกษาสูตรยาที่หนิงเยี่ยนให้อย่างใจจดใจจ่อ เขารีบจัดของให้หนิงเยี่ยน แล้วรีบผลักไสไล่ส่งเธอออกไป
หนิงเยี่ยนเองไม่ได้ทุกข์ใจอะไร อายุก็มากแล้วคงต้องมีอารมณ์หงุดหงิดบ้างล่ะ แต่เทียบกับนักวิจัยในอนาคตข้างหน้า ท่านอาจารย์ซวีก็อ่อนโยนมากกว่าเลยทีเดียว
หนิงเยี่ยนหอบเอายากลับบ้านแล้วจัดยาอย่างดี วางไว้ในห้องแล้วเดินออกไปอีกครั้ง ก่อนออกจากห้องก็ไม่ลืมปิดประตู
การกระทำของหนิงเยี่ยนไม่ได้ปิดบังลู่หานจางสักนิด
ลู่หานจางพยายามเปิดประตูห้องหนิงเยี่ยน แต่ก็เปิดไม่ออก มองไปที่ประตูใหญ่ ลังเลนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ตามออกไป
ออกไปตอนกลางวันคงไม่ดี แต่กลางคืนล่ะไม่แน่
หนิงเยี่ยนไปบ้านป้าหวง แล้วไล่จางเถี่ยจู้ออกจากห้องหลอมเหล็กอีกครั้ง เธอคิดถึงหน้าไม้ที่เคยใช้เมื่อภพก่อนขึ้นมา ในใจก็ออกแบบหน้าไม้ให้ง่ายขึ้น ใช้กรรมวิธีง่าย ๆ ก็ทำได้ ยกนิ้วมาร่างภาพบนฝ่ามืออยู่ 2-3 ที แล้วเธอจึงตัดสินใจทำมันขึ้น
ค้อนถูกยกขึ้นมาฟาดครั้งแล้วครั้งเล่า ั้แ่บ่ายจนเย็น หนิงเยี่ยนจึงหยุดมือ มองไปที่อุปกรณ์ในมือ แววตาของเธอก็มีรอยยิ้ม เธอโยนค้อนทิ้งไปแล้วคืนห้องหลอมเหล็กให้จางเถี่ยจู้ตามเดิม
“เสร็จแล้ว ข้ากลับนะ”
หนิงเยี่ยนว่าแล้วลุกออกไป
ป้าหวงได้ยินเสียงของหนิงเยี่ยนจึงเดินมาดู แต่ตอนเดินมาหนิงเยี่ยนได้ออกไปแล้ว เหลือเพียงแต่จางเถี่ยจู้ที่ยืนตะลึงงันอยู่ที่เดิม สายตาก็มองตามหลังหนิงเยี่ยนไป
เห็นสีหน้าของลูกชายเป็แบบนั้น ในใจของป้าหวงก็รู้สึกยุ่งเหยิง เธอก็ชอบแม่หนูหนิงนะ แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่จะให้ทั้งบ้านมาชอบด้วย ถ้าอยากให้ลูกชายแต่งงานใหม่ หนิงเยี่ยนที่เป็แบบนี้ไม่เหมาะสมเลยสักนิด
หลังจากไปมาหาสู่กัน่นี้ ป้าหวงจึงเริ่มเข้าใจนิสัยหนิงเยี่ยนในเบื้องต้นแล้วล่ะ
หนิงเยี่ยนจะไม่ยอมเสียเปรียบ!
สองคนนี้หากอยู่ด้วยกัน จะมีแต่ความเสียเปรียบ ถ้าหนิงเยี่ยนไม่เสียเปรียบ งั้นถ้าลูกชายเธอต้องเสียเปรียบล่ะ คลอดลูกมา เลี้ยงมาก็หลายปี ไม่ใช่เพื่อมามองลูกชายตัวเองเสียเปรียบหรอกนะ
“แม่ของยายหนูจากไปกี่ปีแล้วล่ะ ถ้าเกิดมีความคิดเื่นั้น ตอนนี้ธุรกิจของบ้านเราก็ดี ข้าให้ยายหลิวหาสาวโสด…”
“แม่ ข้าไม่รีบ”
พอได้ฟังคำแม่ หน้าของจางเถี่ยจู้ก็สะท้อนประกายเพลิงสีแดงจากเตาไฟ
“ใช่ ใช่อยู่ เ้าไม่รีบ แต่ยายหนูก็ไม่ใช่เด็กแล้ว เ้าควรมีลูกชายสักคน เ้าวางใจให้แม่ดูแล จะไม่ให้ยายหนูเสียเปรียบหรอก”
................