ท่ามกลางแสงสว่างที่แผ่กระจายไปทั่วสนามรบมือขวาของจิตตราค่อยๆยกขึ้นช้าๆอากาศรอบตัวสั่นไหวราวกับมีบางสิ่งกำลังก่อรูปขึ้นจากมิติที่ลึกกว่าการมองเห็น เพียงเสี้ยววินาทีถัดมา…ดาบเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเธอดาบแห่งจิตวิญญาณ ใบดาบโปร่งใสเรืองแสงอ่อน ลวดลายคล้ายคลื่นพลังไหลเวียนอยู่ภายในราวกับมันไม่ได้ถูกสร้างจากสสาร แต่เป็นการรวมตัวของเจตจำนงและจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด“นี่มัน” อินทราชเบิกตากว้าง ขณะที่สายฟ้ารอบตัวเขาสงบลงอย่างไม่รู้ตัว วายุ เมขลาอัคนี และไกรศร ต่างหยุดชะงัก สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แตกต่างจากพลังใดๆที่เคยเผชิญ
มันไม่ใช่พลังที่กดทับ…แต่มันแทรกซึมลึกลงไปในระดับที่พวกเขาไม่เคยแตะต้องมาก่อน จิตตราก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียวปีกแสงด้านหลังสยายออกช้าๆ ก่อนที่เธอจะเหวี่ยงดาบลงเบาๆ วูมมมม!!!คลื่นพลังโปร่งใสแผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ครอบคลุมสนามรบในชั่วพริบตามันไม่ได้ทำลายสิ่งใด ไม่ได้ระเบิดหรือปะทะอย่างรุนแรงแต่กลับซึมผ่านทุกสิ่งเข้าสู่ “ระหว่างกลาง” ของร่างกายและจิตสำนึกของทุกชีวิตที่เป็นศัตรู
เสี้ยววินาทีถัดมา เหล่าแม่ทัพยักษ์ที่กำลังฟื้นฟูร่างกายก็หยุดลงคารันที่เพิ่งสมานบาดแผลชะงักไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย พลังที่เคยไหลเวียนกลับสะดุดพรายที่กำลังรวมร่างจากเถ้าถ่านกลับค้างอยู่ในสภาพกึ่งรูปกาลที่ควบคุมการย้อนคืนของทุกสิ่งเงยหน้าขึ้นทันที รอยแตกของมิติไม่กลับคืนดังเดิมดารันกำหมัดแน่น รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ถูก “ตัดออก” จากตัวเอง “พลังฟื้นฟูไม่ทำงาน?” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างตกตะลึง จิตตรายืนสงบนิ่งดวงตาเปล่งประกายมั่นคง เธอค่อยๆยกดาบขึ้นอีกครั้งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบแผ่ว แต่ชัดเจนไปทั่วสนามรบ
“ก่อนหน้านี้…ร่างกายของพวกมันฟื้นคืนได้ก็จริง”เธอหยุดเล็กน้อย สายลมรอบตัวสงบนิ่ง “แต่พลังของพวกมัน…ไม่ได้กลับคืนมาด้วย”คำพูดนั้นทำให้ทุกคนชะงัก อินทราชเบิกตากว้าง อัคนีหรี่ตา เมขลากำหมัดแน่นวายุเงียบลง ไกรศรเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังศัตรู “ตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมา”จิตตรากล่าวต่อ “พวกคุณทุกคนไม่ได้แค่โจมตีร่างกายของพวกมัน”ดาบในมือเธอเรืองแสงขึ้นอีกครั้ง“แต่กำลังบั่นทอนพลังของพวกมันลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว”เสียงของเธอหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย “และตอนนี้…เมื่อการฟื้นฟูถูกหยุดลง”เธอกวาดสายตามองไปยังแม่ทัพยักษ์ทั้งสี่ “พลังของพวกมัน…ก็เหลือไม่มากแล้วเช่นกัน”
ความเงียบปกคลุมสนามรบเพียงชั่วขณะก่อนที่สายลมจะเริ่มพัดอีกครั้ง แต่คราวนี้ มันไม่ใช่ลมแห่งความสิ้นหวังดวงตาของเหล่านักรบเริ่มกลับมามีประกาย อินทราชยกหอกขึ้นอีกครั้งสายฟ้าค่อยๆกลับมาคำราม อัคนีกำค้อนแน่น เปลวลาวาปะทุขึ้นใหม่วายุและเมขลายืนเคียงข้างกัน พายุและสายฟ้าเริ่มรวมตัวอีกครั้ง ไกรศรสูดหายใจลึกก่อนจะตั้งท่าพร้อมบุก “งั้นก็แปลว่า” วายุยิ้มบาง“คราวนี้มันจะไม่ลุกขึ้นมาอีกแล้วสินะ” จิตตราพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาแน่วแน่“นี่แหละ” เธอกล่าว “คือจุดสิ้นสุดที่แท้จริง”
ในขณะเดียวกัน ฝั่งของแม่ทัพยักษ์สีหน้าของพวกมันเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความตึงเครียดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเพราะเป็นครั้งแรกที่พวกมันรู้สึกได้ถึง “ขีดจำกัด” และในวินาทีนั้นเอง การต่อสู้ที่ยืดเยื้อมายาวนานก็ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงสุดท้ายอย่างแท้จริง
แสงแห่งจิตวิญญาณยังคงแผ่ปกคลุมทั่วสนามรบเมื่อคลื่นพลังของจิตตราแทรกซึมเข้าสู่ “ระหว่างกลาง” ของร่างกายและจิตสำนึกกาลที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าของไกรศรชะงักไปเป็นครั้งแรกอย่างแท้จริงพลังที่เคยไหลเวียนอย่างสมบูรณ์เริ่มสะดุด รอยแตกของมิติที่เคยฟื้นคืนกลับค้างอยู่ในสภาพบิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์“นี่มัน…” กาลก้มมองฝ่ามือตัวเองเล็กน้อย ราวกับรับรู้ถึงสิ่งที่ขาดหายไปไกรศรที่กำลังหอบหนักเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาของเขาเบิกกว้างก่อนจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความเข้าใจ “หึ…ในที่สุดก็ได้ผลสินะ”เขาค่อยๆลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลแต่พลังอสูรราชสีห์รอบตัวกลับลุกโชนขึ้นใหม่ รุนแรงกว่าเดิมเส้นพลังสีทองแดงไหลเวียนเร็วขึ้นราวกับตอบสนองต่อโอกาสที่เพิ่งปรากฏ“แกฟื้นตัวไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว…กาล” เขายิ้มมุมปากอย่างดุดัน กาลเงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตายังคงนิ่งสงบ แต่ครั้งนี้…มีบางอย่างเปลี่ยนไป “ไม่…สมบูรณ์”มันกล่าวเสียงต่ำ ก่อนที่รอยแผลเล็กๆบนแขนจะพยายามสมานตัว…แต่หยุดลงกลางคันเหลือเพียงรอยแผลที่ไม่หายสนิทเป็นครั้งแรก
ความเงียบกินเวลาชั่วอึดใจก่อนที่แรงกดดันจะปะทุขึ้นอีกครั้ง กาลกำหมัดแน่นพลังที่เหลืออยู่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ราวกับมันกำลังเร่งใช้ทุกอย่างที่มี “ถึงอย่างนั้น…ข้าก็ยังเหนือกว่า”สิ้นเสียง มันพุ่งเข้าหาไกรศรอีกครั้ง ความเร็วไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อยหมัดยักษ์พุ่งเข้ามาพร้อมแรงกดอากาศที่บีบอัดทุกสิ่ง ไกรศรไม่หลบเขากลับก้าวเข้าไปหา “เข้ามาเลย!” ตูม!!! หมัดของทั้งสองปะทะกันตรงๆแรงกระแทกระเบิดออกเป็นวงกว้าง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ไกรศรถอยหลังไปสองก้าวเลือดกระเซ็นออกจากแขน แต่เขายังยืนอยู่ ในขณะที่กาล…หยุดนิ่งไปชั่วขณะรอยปริบนหมัดของมันไม่ฟื้นกลับมา
“เห็นมั้ย” ไกรศรหอบหนัก แต่หัวเราะออกมาเบาๆ“แกก็เจ็บเป็นแล้วนี่หว่า” กาลไม่ตอบ มันพุ่งเข้ามาอีกครั้งปล่อยหมัดชุดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม ตูม! ตูม! ตูม! ไกรศรยกแขนรับบ้าง หลบบ้างแต่ทุกการปะทะทิ้งรอยแผลไว้ทั้งสองฝ่าย ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ร่างของกาลไร้รอยตำหนิ“ย้ากกก!” ไกรศรคำรามลั่น พลังอสูรราชสีห์ปะทุขึ้นถึงขีดสุดเขาพุ่งทะลวงเข้าไปกลางหมัดของกาลฝืนแรงกดดันทั้งหมดก่อนจะปล่อยกรงเล็บฟาดเข้าใส่ลำตัวของมัน ตูม!!!รอยแผลลึกปรากฏขึ้นกลางอกของกาล และครั้งนี้ มันไม่ปิดลงทันที
กาลชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย “พลัง…ลดลง”มันพึมพำราวกับยอมรับความจริง ไกรศรไม่ปล่อยโอกาสเขารวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ กล้ามเนื้อทั้งร่างสั่นสะท้านเส้นพลังสีทองแดงรวมตัวที่แขนขวาจนส่องแสงเจิดจ้า“ครั้งนี้แหละ…จะปิดฉากแกให้ได้!” เขากระโจนขึ้นสูงก่อนจะพุ่งลงมาพร้อมหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังทั้งหมด “ราชสีห์สะท้านภพ!!!”ตูมมมมม!!!! หมัดถูกปล่อยออกอย่างเต็มแรง กระแทกลงกลางอกของกาลโดยตรงคลื่นพลังระเบิดออกเป็นวงกว้าง พื้นดินยุบตัวลงหลายสิบเมตรอากาศถูกฉีกกระชากจนเกิดสุญญากาศชั่วขณะ ร่างของกาลถูกกดจมลงไปในหลุมขนาดมหึมาฝุ่นควันพวยพุ่งขึ้นปกคลุมทุกสิ่ง
ไกรศรยืนหอบอยู่กลางแรงระเบิดแขนขวาของเขาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เลือดไหลอาบทั่วร่างแต่ดวงตายังคงจ้องลงไปยังศูนย์กลางของการปะทะ “จบแล้ว…ใช่มั้ย…”ความเงียบปกคลุมเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ ครืนนน… พื้นดินจะสั่นสะเทือนอีกครั้งเงาร่างขนาดมหึมาค่อยๆขยับภายในกลุ่มฝุ่น กาล ยังคงยืนอยู่แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวพลังที่เคยสมบูรณ์บัดนี้กระจัดกระจายและไม่เสถียร แต่มันยังไม่ล้ม “ยัง…ไม่....พอ”มันกล่าวช้าๆ แต่เสียงนั้น…แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ไกรศรยิ้มออกมาแม้ร่างกายแทบจะไม่เหลือแรง “ก็ดี…” เขากำหมัดแน่นอีกครั้ง “…งั้นชั้นก็จะซัดจนกว่าแกจะล้มจริงๆนั่นแหละ!”สายลมพัดผ่านสนามรบที่แตกร้าว ราชสีห์และยักษ์ยังคงยืนประจันหน้ากันแต่ครั้งนี้…ความเป็นอมตะได้พังทลายลงแล้วและการปะทะครั้งต่อไป…จะเป็นตัวตัดสินอย่างแท้จริง