พิชิตสวรรค์สะท้านฟ้า

    บทที่ 32  อู่จวินเหยียนหนึ่งในสิบวีรบุรุษแห่งเป่ยหวง

            บทที่ 32  อู่จวินเหยียนหนึ่งในสิบวีรบุรุษแห่งเป่ยหวง


            เฉินชิงหยวนเดินไปที่ด้านหน้าของเรือบิน เมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนอย่างชัดเจนสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย 


            “เป็นเจ้านี่เอง” 


            ผู้มาเยือนสวมเสื้อคลุมสีม่วงปักลวดลาย ร่างกายสูงโปร่ง ผมยาวมวยขึ้นไปดูองอาจและผึ่งผายยิ่งนัก


            “ได้ยินว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็เลยแวะมาดู” เขาชื่ออู่จวินเหยียนอันดับหนึ่งของดินแดนเป่ยฉางซิง 


            อู่จวินเหยียนยังมีอีกตำแหน่งหนึ่ง นั่นคือหนึ่งในสิบวีรบุษแห่งทวีปเป่ยหวง


            “ดูเสร็จแล้ว ก็ควรจะหลีกทางได้แล้วนะ! เกะกะ!” เฉินชิงหยวนส่งสัญญาณให้อู่จวินเหยียนหลีกทาง อย่าได้ขวางอยู่


            ในทวีปหวงเป่ย ในหมู่เพื่อนร่วมรุ่นเห็นทีคงจะมีแต่เฉินชิงหยวนเท่านั้นที่กล้าพูดกับอู่จวินเหยียนเช่นนี้ หากเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น อู่จวินเหยียนต้องตบสลบแน่นอน


            “ปีนั้นข้ากับเจ้านัดประลองกัน แต่เจ้ากลับผิดคำพูด” ในฐานะเป็นหนึ่งในสิบวีรบุรุษแห่งหวงเป่ยเหมือนกัน อู่จวินเหยียนอยากจะวัดระดับกับเฉินชิงหยวน วันหนึ่งเมื่อร้อยปีก่อนทั้งสองได้พบกัน ดื่มสุราไม่กี่ถ้วย พูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนแยกย้ายในยามนั้นอู่จวินเหยียนได้เสนอข้อเรียกร้องที่จะประลองกันกับเขา




            “เหล่าอู่ ปีนั้นข้าเกือบตาย! จะไปทำตามคำสัญญาที่จะประลองกับเจ้าได้อย่างไร?” แต่ใครจะรู้ว่าไม่นานหลังจากนั้น เฉินชิงหยวนก็ประสบเหตุที่แดนต้องห้ามเทียนหยวน การประลองของทั้งสองจึงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย


            “สัญญาต้องรักษา หากเจ้ายังไม่ตายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องทำให้ได้ ปีนั้นเจ้าไม่มา!! นั่นเป็นปัญหาของเจ้า!” อู่จวินเหยียนเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคำสัญญามาก ถือว่าสำคัญยิ่งกว่าชีวิต


            “เจ้านี่ไม่มีเหตุผลเลยนะ” เฉินชิงหยวนบ่นอุบ


            “ข้าเข้าใจเจ้าได้ แต่เจ้าต้องทำตามสัญญาท้าประลองเมื่อร้อยปีก่อน ไม่ควรปล่อยให้ข้ารอคอยมาหลายปีเช่นนี้” สีหน้าของอู่จวินเหยียนเย็นชา ราวกับใครเป็นหนี้เขา


            “ข้าเพิ่งจะให้ผู้เยียวยารักษารากฐานวิญญาณหายดี เจ้าจะมารังแกข้าตอนนี้เลยหรือ?” เฉินชิงหยวนพูดอย่างเหลืออด “ถือว่าข้าแพ้ก็แล้วกัน! ตกลงหรือไม่?”


            “ไม่ได้!” อู่จวินเหยียนส่ายหน้า “ข้าไม่ได้จะรังแกเจ้า แต่จำเป็นต้องต่อสู้กับเจ้าอย่างยุติธรรม”


            “ในโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมมากมายขนาดนั้นหรอก” เฉินชิงหยวนว่า


            “เจ้าเลือกเวลาใหม่มาเถอะ ข้าจะกดขั้นให้เทียบเท่าเจ้าแล้วเราก็มาต่อสู้กัน” สัญญาท้าประลองเมื่อร้อยปีก่อน อู่จวินเหยียนจดจำมาโดยตลอด หากไม่ได้ชี้ชัดแพ้ชนะกับเฉินชิงหยวน เวลาผ่านไปนานเข้าก็จะกลายเป็นบ้าแน่


            “จำเป็นด้วยหรือ?” เฉินชิงหยวนสีหน้างุนงง ไม่อาจเข้าใจความคิดของอู่จวินเหยียนได้ นี่มันจำเป็นบ้าบออะไรกัน


            “มี!!” อู่จวินเหยียนพูดน้อยแต่ได้ใจความ ผงกศีรษะช้าๆ


            “ต่อสู้ในขั้นเดียวกัน หากเจ้าชนะก็ยังพอไหว แต่ถ้าแพ้จะเสียหน้าขนาดไหนกัน ฟังข้าเถอะ! คำสัญญาการต่อสู้เมื่อปีก่อนผ่านไปแล้ว พวกเรามองไปข้างหน้ามิดีกว่าหรือ?” เฉินชิงหยวนตักเตือน


            “สัญญาที่ให้ไว้ จะเอามาพูดพร่พเพรื่อ ได้อย่างไร?” อู่จวินเหยียนส่งเสียงฮึดฮัดเบา ๆ สายตาราวกับคบเพลิง “ผู้ที่ผิดสัญญา มีแต่ต้องเผชิญกับความตายเท่านั้น”


            พูดจบ พลังของอู่จวินเหยียนก็มุ่งตรงไปที่เฉินชิงหยวน เมื่อพูดกันถึงขั้นนี้แล้ว เฉินชิงหยวนจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร เขาจึงรีบพูดว่า 


            “ได้ ๆ ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการ”


            “อืม!” ได้ยินดังนั้นอู่จวินเหยียนก็พยักหน้าอย่างพอใจ 


            “ครั้งต่อไปจะนัดประลองกันเมื่อใด?”


            “สิบปีข้างหน้า เจ้าว่าอย่างไร?” เฉินชิงหยวนเอ่ยถาม ที่จริงแล้วในใจของเฉินชิงหยวนตั้งใจจะบอกว่าสักร้อยปี แต่พอคิดอีกที! ต้องทำให้อู่จวินเหยียนควันออกหูแน่ ๆ หากเป็นสิบปีก็ยังพอยืดเวลาได้สักพัก!


            “ได้!” อู่จวินเหยียนพิจารณาครู่นึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง “ถึงเวลานั้น ข้าจะไปตามหาเจ้าเอง!”


            “เจ้านี่ ช่างดื้อรั้นจริง ๆ” เฉินชิงหยวนรู้สึกอับจนปัญญา ก็แค่นัดประลองกันเท่านั้นเอง เหตุใดต้องจริงจังขนาดนี้?


            “เจ้ามิเข้าใจหรอก!!” อู่จวินเหยียนยึดมั่นในสัจจะ คนธรรมดาย่อมไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย


            “ก็จริง” เฉินชิงหยวนถอนหายใจเบา ๆ หยิบสุราชั้นดีสองไหออกมา พลางชี้ไปทางเรือ 


            “จะเข้ามาดื่มสักจอกหรือไม่?”


            “ได้!” อู่จวินเหยียนไม่เกรงใจ เดินตรงเข้าไปในเรือเลย ทั้งสองนั่งดื่มสุราตรงข้ามกัน พลางพูดคุยถึงเรื่องในอดีต


            ทันใดนั้น อู่จวินเหยียนก็พูดถึงเฉินชิงหยวน เขากล่าวตรงไปตรงมาว่า “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าถูกทิ้งรึ?”


            “...” เฉินชิงหยวนรู้สึกรำคาญเป็นอย่างมากเมื่อมีคนพูดถึงเรื่องนี้ในช่วงนี้ ราวกับเทน้ำมันลงบนกองไฟ “แล้วมันเรื่องอะไรของเจ้า?”


            “ก็แค่ถามเฉย ๆ” อู่จวินเหยียนมีนิสัยเย็นชา ดูเหมือนจะไม่เคยสนิทสนมกับใครมาก่อน


            ประการแรก นิสัยของเขาทำให้ผู้คนยากที่จะอยู่ด้วย ประการที่สอง เขาเป็นหนึ่งในวีรบุรุษแห่งเป่ยหวง ดังนั้นพวกผู้บำเพ็ญธรรมดาทั่วไปจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะนั่งเคียงข้างเขา ไม่ต้องพูดถึงการเป็นเพื่อนกันเลย


            “นางจะต้องเสียใจแน่” คำว่า ‘นาง’ ออกจากปากของอู่จวินเหยียน หมายถึงไป๋ซีเสวียที่ทิ้งเฉินชิงหยวนไป


            “ข้าไม่เหมือนในอดีตแล้ว นางจะเสียใจอะไร” เฉินชิงหยวนหัวเราะเยาะตัวเอง


            “ไม่” แม้ว่าอู่จวินเหยียนจะมองไม่เห็นกระดูกเซียนในร่างของเฉินชิงหยวน แต่ด้วยสัญชาตญาณของเขา เขาก็สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า 


            “ในสายตาของข้า เจ้าแค่ลงจากภูเขาไปเดินเล่นเท่านั้น และจะกลับขึ้นไปบนยอดเขาอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเมื่อไหร่ที่เป็นเช่นนั้น เมื่อเจ้ามองลงมาก็จะเห็นภูเขาและแม่น้ำนับยาวไกลหมื่นลี้”


            “เหตุใดเจ้าถึงมั่นใจในตัวข้าขนาดนั้น” เฉินชิงหยวนงุนงง


            “หากเจ้าไม่มีความสามารถนี้ เจ้าก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของข้า” อู่จวินเหยียนจิบเหล้าแล้วครุ่นคิด


            “เจ้ากำลังชมข้า หรือชมตัวเจ้าเอง?” เฉินชิงหยวนขับเรือบินต่อไป กลิ่นเหล้าหอมฟุ้งกระจายไปทั่วทุกมุมของเรือ


            “ทั้งสองอย่าง” อู่จวินเหยียนตอบอย่างซื่อสัตย์


            “เจ้าเคยเจอกับเหล่าวีรบุรุษแห่งเป่ยหวงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบ้างหรือไม่? หลังจากที่ได้ท้าประลองกัน” เฉินชิงหยวนยังคงสนใจในเรื่องนี้อย่างยิ่ง


            “เคย” อู่จวินเหยียนพยักหน้า


            “ได้ต่อสู้กันหรือไม่?” เฉินชิงหยวนจ้องตาอู่จวินเหยียนแล้วถามขึ้น


            “ไม่มีโอกาส” เกี่ยวกับเรื่องนี้ อู่จวินเหยียนก็รู้สึกเสียดายอยู่มิน้อย


            “ในใต้หล้ามีผู้มีฝีมือมากมาย เหตุใดเจ้าถึงได้ตามรังควานข้าไม่เลิกรา” แววตาของเฉินชิงหยวนดูน้อยใจอยู่มิน้อย


            “หากต่อสู้กับพวกเขา ก็ต้องแบ่งแพ้ชนะ และแบ่งเป็นตายด้วย แต่กับเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น” ในใจของอู่จวินเหยียน แม้ว่าเฉินชิงหยวนจะรักทรัพย์สมบัติและมีเล่ห์เหลี่ยมมากเพียงใด แต่ก็เป็นคนที่มีหลักการ คู่ควรแก่การคบหา


            ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่ออยู่กับเฉินชิงหยวน อู่จวินเหยียนสามารถถอดหน้ากากออกได้ รู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่ง ความรู้สึกเช่นนี้เป็นสิ่งที่อู่จวินเหยียนไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย


            “เจ้ากลัวตายอย่างนั้นหรือ?” เฉินชิงหยวนประหลาดใจ “ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้!”


            “ความตายไม่มีอะไรน่ากลัว เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องสู้จนตัวตายก็เท่านั้น”อู่จวินเหยียนกล่าวเสียงนุ่มลึก


            “ก็ใช่อยู่หรอก! อนาคตยังมีความเป็นไปได้อีกมากมาย หากถึงเวลาที่ต้องสู้ตายจริง ๆ ก็ต้องไปยังเวทีใหญ่ของโลก ไม่อาจหยุดย่างก้าวไว้ที่นี่ได้”


            “เฉิงชิงหยวน ข้าได้ยินมาว่าเจ้ารอดชีวิตออกมาจากเทียนหยวนได้ เจ้าไม่คิดจะมาพบเพื่อนเก่าบ้างเลยหรือ?” 


            ในขณะที่เฉิงชิงหยวนและอู่จวินเหยียนกำลังสนทนาถึงอนาคตอย่างเพลิดเพลิน วาจาไม่เป็นมิตรก็ดังมาจากที่ไกล ๆ 


            ก่อนหน้านี้ เฉิงชิงหยวนได้ปรากฏกายที่แดนมรณะ และได้ติดต่อกับตระกูลมู่หรง ข่าวที่เขามาถึงดินแดนเป่ยฉางซิงก็ได้แพร่ไปถึงหูของคนคุ้นเคยหลายคน พวกนั้นย่อมอยากมาดูให้เห็นกับตา


            คนที่มาครั้งนี้ คงจะไม่ใช่คนที่พูดจาดีเหมือนอู่จวินเหยียน ส่วนใหญ่น่าจะมาเยาะเย้ยซ้ำเติมมากกว่า


            ทวีปเป่ยหวงนั้นกว้างใหญ่ แต่ก็ยังไม่ใช่ที่สุดของโลก ตามตำนานเล่าว่า ในต้าโจวอันไกลโพ้นนั้นต่างหากคือศูนย์กลางของโลก เหล่าผู้แข็งแกร่งและปีศาจมารมากมายมาชุมนุมกัน


            มีเพียงเมื่อไปถึงต้าโจวเท่านั้น จึงจะมองเห็นสีสันของเวทีโลกได้ ชีวิตนี้จึงจะไม่ได้ถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์