เยว่ชิงยังคงคิดเื่ที่เสวี่ยฉินพูดเมื่อครู่ พุทธองค์ใช้ลูกเล่นเพื่อซ่อนตัวตนของเขาไว้
ดวงตาสีชามองแผ่นหลังของสมณะที่เดินนำอยู่ด้านหน้า หากไม่ใช่เพราะพุทธองค์เข้ามาทันเวลา เกรงว่าเขาคงได้เปิดเผยตัวตนทุกอย่างกับเสวี่ยฉินไปแล้ว
พลันคำพูดของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางก็วกเข้ามาในหัว
‘ยุทธภพนั้นอันตรายเกินไป!’
สมณะแห่งวิหารระฟ้ายังเดินไปเรื่อยโดยไม่สนใจหันมามอง ความเ็าแผ่ซ่านจนเยว่ชิงเองััได้ เมื่อครู่ที่ปะทะกับเสวี่ยฉิน เขารู้สึกว่าพุทธองค์มีอารมณ์อื่นแฝงอยู่นิดหน่อย เป็การกระตุ้นให้เสวี่ยฉินยิ่งเกิดความสงสัยมากขึ้น
หรือจะเป็แผนการของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง หรือนี่คือการหยั่งเชิงตามแบบนักบวช
ปึก!
เพราะมัวแต่ครุ่นคิดเื่ในหัวร้อยแปด จึงไม่ทันมองว่าด้านหน้านั้นพุทธองค์หยุดเดิน เยว่ชิงชนเข้ากับแผ่นหลังนั้นจนเกือบหงายท้อง “ท่านหยุดทำไมเนี่ย!”
นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบแล้ว พุทธองค์หลี่จิ้งหยางเพียงปรายตาสีอำพันมอง แล้วเดินต่อไปโดยไม่คิดสนใจ หากเป็ชาวบ้านทั่วไปเยว่ชิงคงคิดว่าพุทธองค์กำลังไม่พอใจ แต่เมื่อเป็สมณะผู้สูงส่งแห่งวิหารระฟ้าอย่างหลี่จิ้งหยาง คิดได้ว่ากำลังสงวนกิริยาในฐานะนักบวชอยู่กระมัง
ยิ่งท้องฟ้าอึมครึมมากเท่าไร เยว่ชิงก็ยิ่งรู้สึกว่าพุทธองค์นั้นอึมครึมมากกว่า รอบกายมีเพียงความเงียบและเสียงฝีเท้าที่ย่ำไปกับเศษกิ่งไม้ที่ทับถมปนอยู่กับหิมะ ความจริงพุทธองค์หายตัวแวบเดียวก็ถึงวิหารระฟ้าแล้ว ไม่เห็นต้องมาเดินให้เหนื่อยแบบนี้เลย
“อาตมาเตือนแล้วใช่หรือไม่? ว่ายุทธภพนั้นอันตราย”
“...”
“สิ่งที่อาตมาเป็กังวล คือการที่เยว่ชิงนั้นอยู่ในยุทธภพ เสวี่ยฉินไม่ยอมรามือจากความสงสัย และเขาคงจะหาคำตอบพบเจอในเร็ววัน”
“คำตอบอะไร?”
“มนต์ดำในกายิญญาของเยว่ชิง พลังดาราดับที่สำนักเทียนฉีอยากกำจัดทิ้ง”
“...!” อีกครั้งที่คำตอบของพุทธองค์ทำเยว่ชิงใ แปลว่าหลี่จิ้งหยางรู้จักกับพลังดาราดับเป็อย่างดี เยว่ชิงส่ายหน้าราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่พุทธองค์เอื้อนเอ่ย
“อาตมาอยากให้เยว่ชิงหยุด ก่อนที่สำนักเทียนฉีจะพบเจอมันเข้า”
“ข้าน้อยจำเป็ต้องมีมัน”
“...”
“มิเช่นนั้นสำนักเทียนฉีคงบุกมาชิงสิ่งที่ท่านเก็บซ่อน ข้าน้อยไม่หวังให้มันเป็เช่นนั้น” เยว่ชิงปรายสายตามองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ทุกคำพูดนั้นพุทธองค์หลี่จิ้งหยางยังคงรับฟังด้วยความสงบ
“เยว่ชิงอยากได้เคล็ดวิชานั้นหรือ?”
“อะไรนะ!”
“อาตมาเพียงแค่อยากรู้ ว่าเยว่ชิงสนใจเื่เดียวกันกับที่ยุทธภพกำลังสนใจหรือเปล่า”
ไป๋เยว่ชิงยกยิ้มอย่างอดสู เขาไม่หวังพลังบ้าบออะไรทั้งนั้น เดิมทีเขากลับมาก็เพื่อสะสางเื่ระหว่างตัวของเขาเองกับพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง ทว่ามันกลับไม่ง่ายเลยที่ต้องมารับรู้ว่ายุทธภพกำลังจ้องเล่นงานวิหารระฟ้าตาเป็มัน
“ข้าน้อยสนใจเพียงเื่เดียวเท่านั้น คือตามจองเวรพุทธองค์จนไม่ได้ไปนิพพาน!”
“...”
“ความลับเื้ัโสมมของพุทธองค์นั้นข้าน้อยไม่อยากใส่ใจ เพียงแต่เื่ระหว่างเราข้าน้อยไม่อาจปล่อยให้ใครเข้ามายุ่งได้ ฉะนั้นท่านอย่าได้ยอมอ่อนข้อให้กับใครอื่นอีก นอกจากข้าน้อยเพียงผู้เดียว!”
เยว่ชิงเอ่ยจบก็เดินนำลิ่วไม่สนใจว่าพุทธองค์จะเอ่ยสิ่งใด หลี่จิ้งหยางหลับตาลงอย่างอ่อนใจ การละวางนั้นไม่ได้แปลว่าจะไม่รู้สึก ทุกอย่างเป็ไปตามที่พุทธองค์วางเอาไว้แต่ต้น ปล่อยเยว่ชิงให้ตามติดเป็เงา แลกกับการที่จะไม่ไปวุ่นวายกับยุทธภพอีก
แม้ว่าสิ่งที่เยว่ชิงทำอยู่จะเป็บาปมหันต์ก็ตาม เมื่อถึงตอนนั้นหลี่จิ้งหยางจะช่วยให้ทุเลาเอง
หิมะปรอยลงมาเบาบาง ทว่าอากาศก็หนาวเหน็บมากขึ้นเป็เท่าตัว
เสวี่ยฉินกลับมาถึงโรงเตี๊ยมเกือบฟ้ามืด สีหน้าของเขาเรียบตึงไร้อารมณ์อื่นใด คนเป็พ่อเห็นดังนั้นก็อดเป็ห่วงไม่ได้ เ้าตัวบอกว่าจะลอบไปสังเกตการณ์แถววิหารระฟ้า แต่กลับมาด้วยท่าทางไม่ดีเช่นนี้ คงไปพบเจออะไรเข้าสักอย่าง “เสวี่ยฉิน เ้าเป็อะไรไป?”
“ข้าเชื่อในเนตรจักรดารามาโดยตลอด จนกระทั่งวันนี้!”
“หือ?”
“พลังใดกันที่สามารถปกปิด ซ่อนเร้น ให้หลบไปจากการมองของเนตรจักรดารา” เสวี่ยฉินพูดด้วยน้ำเสียงห้วน เจือความไม่พอใจเอาไว้ ยามนึกถึงใบหน้าของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง มันยิ่งชวนให้เขารู้สึกเหมือนคนต่ำต้อยและไร้ค่า
เสวี่ยซางลูบศรีษะของลูกชายปลอบโยน เนตรจักรดาราถือเป็พร์ของเสวี่ยฉิน มันก็ไม่แปลกที่เสวี่ยฉินจะรู้สึกหัวเสียเช่นนี้ “ใครกันที่ทำเ้าเป็เช่นนี้”
“พุทธองค์หลี่จิ้งหยางเลี้ยงคนที่มีมนต์ดำเอาไว้ในวิหารระฟ้า”
“หา!”
“ข้าไปพบเจอมากับตัวเอง เนตรจักรดาราข้าตรวจสอบไม่พบ แต่ปราณของข้าััได้ถึงมนต์ดำในกายของคนผู้นั้น”
“เ้าแน่ใจหรือเสวี่ยฉิน”
เสวี่ยฉินพยักหน้าให้กับผู้เป็บิดา สายตานั้นมุ่งมั่นและเชื่อความคิดของตนเอง “ข้ายังไม่ทันได้ถามความจริง พุทธองค์หลี่จิ้งหยางก็มาพบเข้าเสียก่อน และบอกว่าคนผู้นั้นเป็ศิษย์ในวิหารระฟ้า”
“แปลว่าพุทธองค์เองก็สนใจเื่ในยุทธภพอยู่ไม่น้อย”
“คนผู้นั้นประหลาดนัก ร่างกายล้วนแต่ไร้ลมปราณ มีเพียงมนต์ดำอยู่ทั่วทั้งร่าง ไม่ต่างกับภาชนะที่ใช้รองรับความสกปรก เรียกอีกอย่าง...”
“อะไรรึ?”
“คนตายที่ไม่ยอมตาย ิญญาที่ไม่ได้ไปเยือนยมโลก”
“เ้าอย่าพูดอะไรที่ทึกทักไปเอง จนกว่าเราจะสืบหาความจริงเสียก่อน” เสวี่ยซางปรามลูกชายของตนเอง นับั้แ่ที่มีข่าวเื่เคล็ดวิชาที่สูญหาย ดูเหมือนในยุทธภพนี้ต่างก็ออกเสาะหากันให้วุ่น ทุกอย่างเต็มไปด้วยความลับและอันตราย เสวี่ยซางเดาไม่ได้เลยว่าพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นกำลังคิดทำสิ่งใดอยู่
“ครั้งก่อนที่ข้าไปเยือนวิหารระฟ้า ข้าพบเจอการทักทายจากพลังดาราดับ”
“...!”
เป็เื่น่าใอย่างยิ่งที่พลังดาราดับอยู่ในวิหารระฟ้า ใครต่างก็รู้ทั้งนั้นว่ามันคือคำสาปอย่างร้ายแรงของผู้ที่ นานมากแล้วที่ไม่เคยมีใครได้พบเจอกับพลังนี้อีก
ผู้จะถูกลงทัณฑ์อย่างน่าอดสู มิอาจหลีกเร้นหนีหายหลบซ่อนไปที่ใดได้
“พุทธองค์หลี่จิ้งหยางทำอันใดกันแน่?”
“ข้ากังวลใจกับสิ่งที่พบเจอ การตายของท่านผู้สร้างเคล็ดวิชาอาจเกี่ยวข้องกับพุทธองค์”
“มิน่าเล่า ประมุขเว่ยหลานจึงต้องกลายเป็ผีไปเยือนยมโลก”
เสวี่ยซางวิเคราะห์ตามเื่ที่ได้รับรู้มา พุทธองค์หลี่จิ้งหยางกุมความลับทุกอย่างไว้ เมื่อมีผู้ใดล่วงรู้เข้าก็เลยต้องฆ่าปิดปากคนผู้นั้น เผ่ามารเองก็เป็ปรปักษ์กับวิหารระฟ้า ความแค้นที่มีต่อพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นมิอาจดับลงได้
“เสวี่ยฉินเ้าอย่างผลีผลามไป พุทธองค์หลี่จิ้งหยางไม่ใช่อะไรที่ต่อกรได้ง่าย”
“ข้ารู้ท่านพ่อ”
“วิหารระฟ้าไม่อาจมีมนต์ดำหลุดเข้าไปได้ บางทีมันอาจเป็การลอกเลียนแบบ ลูกเล่นของพุทธองค์มีมากมายจนเราตามไม่ทัน ข้าว่าอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่พิสูจนไม่ได้เลยดีกว่า”
“ขอรับ”
“พรุ่งนี้ข้าจะไปเยือนวิหารระฟ้าตามที่ได้นัดไว้ พอมีเวลาที่จะตรวจสอบเื่นี้อยู่” เสวี่ยซางเอ่ยกับลูกชายอย่างเป็กังวล มนต์ดำกับพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นไม่ควรเลยสักนิด หากเป็เช่นนั้นสำนักเทียนฉีคงปล่อยไปไม่ได้
จื่อหลิงหายไปทั้งวันโดยที่ไม่มีใครรู้ กลับมาอีกทีก็ฟ้ามืดตะวันลาลับไปเสียแล้ว สีหน้าท่าทางดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ่ที่ผ่านมาพฤติกรรมประหลาดของจื่อหลิงนั้น สร้างความสงสัยเคลือบแคลงให้เยว่ชิงอยู่ไม่น้อย ทว่าเยว่ชิงก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยถามอะไรออกมา
โบราณว่าตีงูต้องดีให้ตาย มิเช่นนั้นมันอาจจะกลับมาแว้งกัดเราได้อีก!
รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าจื่อหลิงเดินเข้ามา เยว่ชิงเอ่ยทักทายอย่างเช่นเคย สีหน้าของจื่อหลิงดูตระหนกเล็กน้อย ก่อนที่จะปรับให้มันเป็ปกติอย่างเช่นทุกวัน
“เ้าไปนอนพักซะ สภาพอย่างกับคนไม่ได้นอน”
“ข้าอ่านตำราเตรียมสอบเลื่อนขั้นน่ะสิ ่นี้ข้าเหนื่อยมาก เหนื่อยจนจะตายอยู่แล้ว” จื่อหลิงบ่นออดแอดพร้อมกับเดินหายเข้าห้องไป ทิ้งความสงสัยเอาไว้ให้เยว่ชิงนั้นต้องหาต่อไป
สดับเพียรหมื่ภพชาติ