"ธิดาแห่งหอราตรีรื่นรมย์โบตั๋นพร่างจันทราเจ้าปรารถนาสิ่งใด และเจ้าต้องการแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด" เสียงดังมาจากมวลเมฆา
"คือ คือหนู หนูต้องการเงินเหรียญหมิงเยอะๆ"
"เยอะๆ ในความหมายของเจ้าคือเท่าไร"
ใบหน้าเฉินรุ่ยฟางปรากฏความลังเล เธอกระสับกระส่าย สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด
"100 ล้านเหรียญหมิงเจ้าคะ หนูต้องการ 100 ล้านเหรียญหมิง หนูยอมทำทุกอย่างให้ได้มัน!"
ทุกคนจับจ้องเฉินรุ่ยฟางเป็นตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นเหล่าหญิงงาม ทาสบาป และเหล่าผู้สูงส่งที่ปรากฏตัวในสภาพมายายากจะแยกแยะบนเหล่ามวลเมฆาเบื้องสูง
เหล่าหญิงงามส่วนใหญ่มองเฉินรุ่ยฟางด้วยสายตากดต่ำ ราวกับเห็นหญิงโง่ที่ทำการด้อยค่าพวกเธอให้ด่าพล่อย ณ ที่แห่งนี้มีใครคิดขายความบริสุทธิ์ตัวเองด้วยมูลค่า 100 ล้านเหรียญหมิง บ้าง นี่มันไม่ใช่ค่าตัวนางโลมทั่วไปงั้นรึ เหตุใดพรหมจรรย์ของพวกเธอจึงต้องมีราคาถูกเช่นนี้
เฉินรุ่ยฟางไม่รู้ เหล่านางงามดุจเทพธิดา ณ ที่แห่งนี้ เพียงแค่ให้พวกเธอร่วมหนังโต๊ะดื่ม ร่ำสุรารำพันรักก็ต้องเริ่มต้นที่ 500,000 เหรียญหมิง
และแต่ละคนเมื่อคิดจะขายความบริสุทธิ์ราคาค่าตัวก็เกินจะนับ เริ่มต้นก็ต้องเริ่มประมูลกันที่ 1,000 ล้านเหรียญหมิง
แต่นี่เฉินรุ่ยฟางเธอกำลังทำอะไร เทพธิดาแห่งสวนรังสรรค์นี้มีค่าแค่ 100 ล้านเหรียญหมิง โถ่ นี่มันจะเป็นเรื่องบ้าหรือเรื่องตลกไปแล้ว
เฉินรุ่ยฟางใบหน้าเลิ่กลั่กสิ่งที่เธอคิดแตกต่างจากคนอื่นๆ ของที่นี่ ที่คิดว่าเธอเรียกค่าตัวถูกเกินไป เพราะการที่เธอบอกว่ายอมทำทุกอย่าง นั่นย่อมรวมถึงสิ่งใดๆ ที่บุรุษปรารถนา ณ ที่แห่งนี้มีใครบ้างไม่มีเงินพร้อมจับจ่ายให้เธอ
สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องตลกที่ยากจะพบ ณ ‘หอราตรีรื่นรมย์’ แห่งนี้
เสียงขำขันดังก้องมวลเมฆาเบื้องสูง
เฉินรุ่ยฟางเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้เธอร้อนรนนี่เธอเรียกค่าตัวแพงไปงั้นเหรอ ไม่ได้การ ตอนนี้เธอหมดทางเลือกแล้ว อย่างน้อยๆ เธอก็ต้องหาให้ได้สัก 50 ล้านเหรียญหมิง เฉินรุ่ยฟางเธอคิดแบบนี้ เพราะฉะนั้น
"นายท่านมันแพงไปงั้นเหรอ งั้นหนู... หนูขอแค่ 80 ล้านเหรียญหมิง ไม่ไม่ไม่แค่ 50 ล้านเหรียญหมิงก็พอ" เฉินรุ่ยฟางไม่พูดเปล่ากางมือชูห้านิ้ว
เสียงหัวเราะดังสนั่นมวลเมฆาอีกครั้ง
สุดท้ายก็มีผู้สูงส่งทนไม่ไหว จำต้องออกปากพูดเพื่อความรื่นเริง ราวกับต้องการกลั่นแกล้งปักษาน้อยที่ไร้มารดาดูแลตัวนี้
ที่ยังต้องรออาหารจากแม่ไม่อายโบยบินสูงสู่ท้องนภา
"โอ้ 50 ล้านเหรียญหมิงงั้นเหรอ แพงเกินไปแล้ว ไหนเจ้าลองเล่าหน่อยสิ ว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน และมีสิ่งใดที่ทำให้พวกเราต้องประมูลเจ้าในราคาตั้ง 50 ล้านเหรียญหมิงแน่ะ"
ด้านหลังเฉินรุ่ยฟาง หน้ากากไร้นามที่สามสิบสามกำหมัดแน่นจนปรากฏเส้นเลือด เขามีความไม่พอใจเฉินรุ่ยฟาง และคิดว่าตัวเองอาจจะถูกตำหนิจากหน้ากากอรุ่ณผู้เป็นนาย เหตุใดนางจึงไร้เดียงสาแบบนี้ และเหตุใดนางจึงทำตัวให้ ‘หอราตรีรื่นรมย์’ แห่งนี้ดูไร้ค่า
ในความนอบน้อมของเหล่าบ่าวไร้นาม แท้จริงมีการชิงชัยเพื่อการมีชีวิตอยู่ ทุกๆ ความผิดพลาดอาจจะหมายถึงชีวิตของพวกเขาที่สิ้นสูญ ดังนั้นไม่แปลกที่บ่าวไร้นามที่สามสิบสามจะมีอารมณ์โกรธมากถึงขนาดที่เขาคิดลงมือฆ่าเฉินรุ่ยฟางให้ตายเสียตรงนี้
แต่เขาก็รู้ดีว่าทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะหากเขาทำ จะเป็นเขาเองที่จะต้องตายอย่างอนาถ ซึ่งมันจะอนาถถึงขนาดไหนนั้น เกรงว่าทุกคนในเหล่าผู้ไร้นามต่างรู้ดีว่า ความตายที่กระชับรวดเร็วนั่นคือความโชคดีและเป็นการได้รับความเมตตาแล้วสำหรับพวกเขาหากถูกคาดโทษ
เฉินรุ่ยฟางเล่าเรื่องของตัวเองอย่างซื่อตรง "หนูขยันมาก หนูทำงานหนักได้ไม่บ่น พ่อของหนูเป็นนายพรานนักล่าอสูร และหนูชำนาญมากๆ ที่จะใช้จมูกรับกลิ่น หนูจำกลิ่นของผู้คนได้ แม้ห่างกันนับสิบลี้ยี่สิบลี้ หนูก็ตามหาคนคนนั้นจากกลิ่นได้..."
"โอ้ยอดเยี่ยม ข้าเริ่มรู้สึกคุ้มค่ามาเล็กน้อย พ่อเจ้าเป็นนักล่างั้น แล้วมารดาเจ้าเขาเป็นใครและทำอาชีพอะไร เรื่องของเจ้าชักถูกใจข้าแล้ว"
เฉินรุ่ยฟางได้ยินแบบนี้นางกังวลเล็กน้อย แต่นางก็พูดตามความจริง นางคิดว่านางอาจจะได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นหากนางซื่อสัตย์ "แม่หนูคือนางโลม แต่เธอนิสัยดีมาก ใจดี และอ่อนโยนที่สุดเลย"
เสียงฮือฮ่าดังก้องท้องนภาอีกครั้ง ใช่แล้วเฉินรุ่ยฟางนับว่างดงาม แต่ชาติตระกูลที่ต่ำต้อยและมีการมารดาเป็นนางโลมทำให้ผู้คนดูถูก โดยเฉพาะเหล่าผู้สูงส่งที่มาจากตระกูลบรรดาศักดิ์ พวกเขาไม่เคยคาดหญิงงามการและท่องไปรื่นเริงกับเทพธิดาชั่วคราวเช่นเหล่านางโลม
แต่พวกเขายอมจ่ายเงินกันมากมาย ณ ที่แห่งนี้เพราะอะไร หากไม่ใช่เพราะต้องการชื่นชมหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าที่แสนพิเศษ
แต่นี่อะไร สถานที่แห่งนี้กลับนำสตรีนางโลมต่ำต้อยศักดิ์ศรีมาหากิน จะมีอะไรตลกร้ายไปมากกว่านี้อีกไหม
แน่นอนว่าผู้คนทั้งหมดก็ไม่ได้คิดแบบนี้
หลายคนชอบความใสซื่อไร้เดียงสาของเฉินรุ่ยฟางด้วยซ้ำ
แต่เหล่าผู้สูงส่งก็มีศักดิ์ศรีของตัวเอง พวกเขาคล้ายไม่กลัวสินค้าราคาแพง แต่กังวลจะได้ของถูกไร้ราคา
เสมือนสินค้าหรูหราของสตรี กระเป๋าใบหนึ่งราคาร้อยแสน ซึ่งคุณภาพวัสดุนั้นจริงๆ มีค่าเพียงแสนเดียว
แต่เหล่าผู้สูงส่งสนใจซื้อหาของหนึ่งแสนหรือไม่
นั่นย่อมไม่ พวกเขาไขว่คว้าแย่งชิงกระเป๋าร้อยแสน ทั้งหมดก็เพื่อหน้าตาและการโอ้อวด
"..." ความเงียบงันปรากฏยาวนานไม่มีใครประมูลนาง
จนสุดท้ายเสียงชายคนหนึ่งถอนหายใจ เขาคือชายที่หยอกล้อเฉินรุ่ยฟางเป็นคนแรก
"ในเมื่อเหล่าพี่น้องผู้สูงส่งไม่สนใจเช่นนั้นข้าจะมอบให้นาง 10 ล้านเหรียญหมิงก็แล้วกัน หากนางมอบทุกสิ่งให้ข้า ข้าก็พร้อมจ่ายในราคาเท่านี้ ธิดาโบตั๋นพร่างจันทรา เจ้ายอมรับหรือไม่ พูดตรงๆ นะนี่เป็นราคาดีที่สุดที่ข้ามอบให้เจ้าได้ คิกคิกคิก" ช่วงสุดท้ายของผู้สูงส่งผู้นี้ปรากฏน้ำเสียงเย้ยหยัน มันแฝงความดูถูกดูแคลนสตรี
และนี่ทำให้เหล่าหญิงงามที่นี่ต่างไม่พอใจผู้สูงส่งท่านนี้ พวกนางมองท้องฟ้ามวลเมฆเพื่อหาต้นทางของเสียง แม้สายตาพวกนางจะมองเขาอย่างไม่พอใจ แต่ในใจลึกลึกของพวกนางกลับเป็นเฉินรุ่ยฟางต่างหากที่ทำให้พวกนางไม่พอใจมากที่สุด
ตอนนี้เฉินรุ่ยฟางเสียงอ่อน นางได้ค่าตัวแค่นี้จริงๆ เหรอ แบบนี้นางจะจ่ายหนี้ที่ยืมท่านอาจารย์หม่าอิ๋งอิ๋งมาได้อย่างไร
แต่ในขณะนั้นเองเสียงบุรุษที่เป็นสุภาพชนก็ดังขึ้น มันแฝงไว้ด้วยความสงสารสายหนึ่ง
"50 ล้านเหรียญหมิงใช่ไหม ข้าจะให้เจ้า"
ดวงตาเฉินรุ่ยฟางเป็นประกาย นางพูดขอบคุณ ขอบคุณดังต่อเนื่องอย่างไรเดียงสา
แต่การกระทำของผู้สูงส่งที่มีเสียงสุภาพชนดูเหมือนสร้างความไม่พอใจให้ใครอีกคน
"ผู้สูงส่ง 'เหล็กกล้า' อาชาเทพ นี่ท่านจะหาเรื่องข้าผู้สูงส่งชั้น 'ทองคำ' เช่นข้างั้นรึ"
คำว่า 'เหล็กกล้า' และคำว่า 'ทองคำ' ยอมหมายถึงระดับชั้นของพวกเขา ซึ่งมันอ้างอิงตรงกับชนชั้นของเหล่าตระกูลบรรดาศักดิ์อันประกอบไปด้วย
ชั้นหนึ่ง. นิรันดร์
สอง. บรรพกาล
สาม. เจ้าดินแดน
สี่. ทองคำ
ห้า. เหล็กกล้า
หก. ทองเหลือง
เจ็ด. ศิลาดิน
ผู้สูงส่งที่มีน้ำเสียงสุภาพชนไม่สนใจน้ำเสียงพูดของผู้สูงส่งชั้นทองดำ เขากล่าวอย่างไม่เกรงใจ
"ผู้สูงส่งทองคำ 'สามปาก' ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ชิงชัยกันด้วยเงินตราและความมั่งคั่งงั้นเหรอ หากท่านอยากได้ธิดาโบตั๋นพร่างจันทรา ท่านก็ประมูลแข่งกับข้าสิ หากให้มากกว่าก็รับนางไป อย่าใช้ถ้อยคำแข่งขันกับข้าเลย"
"ผู้สูงส่งเหล็กกล้าอาชาเทพนี่เจ้า... กรอด!!! ก็ได้ 50 ล้านกับอีก 1 เหรียญหมิง" ผู้สูงส่งทองคำสามปากกล่าว แม้เขาจะเกรี้ยวกราดแต่เขาก็ยังชอบแสดงนิสัยดูถูกคนเช่นเดิม
"100 ล้านเหรียญหมิง"
"100 ล้านกับอีก 1 เหรียญหมิง"
"200 ล้านเหรียญหมิง"
"200 ล้านกับอีก 1 เหรียญหมิง"
เฉินรุ่ยฟางได้ยินการแข่งขันแบบนี้ นางดีใจมาก นางได้เงินเหรียญหมิงมากกว่าที่นางคิด นางมองข้ามการโดยดูถูกโดยสิ้นเชิง
โดยสุดท้ายการเสนอราคามาหยุดที่
"400 ล้านกับอีก 1 เหรียญหมิง!!!" ผู้สูงส่งทองคำสามปากแผดเสียง แต่ครั้งนี้ไร้คนไล่ระดับราคาต่อ