Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 10 โอกาสที่คาดไม่ถึง

    หือ ?ทุกคนได้ยินเช่นนั้นต่างก็ตกใจ ฝ่ายพ่อบ้านเฉิงได้ยินเช่นนั้นก็เช่นเดียวกัน จึงกล่าวไปว่า“เช่นนั้นคงไม่ได้ ท่านลืมไปแล้วหรือ ว่าเกณฑ์ขั้นต่ำคืออะไร หากเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ผ่าน ย่อมต้องขับออกจากตระกูลเท่านั้น มิใช่ใครจะมารับเอาไว้เช่นนี้ได้ดอก” บัณฑิตหนุ่มหน้าอ่อนหยางเตอผิง (杨德平) ผู้นี้เป็นถึงผู้ดูแลหอคัมภีร์กลาง ทั้งยังเป็นผู้ประเมินวิชาบุ๋นของปีนี้อีกด้วย เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงตอบกลับพ่อบ้านหยางไห่อย่างมั่นใจว่า“สำหรับเด็กหนุ่มหยางไคผู้นี้ ด้านบุ๋นผู้นี้ถือว่าโดดเด่นเป็นอันมากทั้งพัฒนาจากผู้ไม่รู้หนังสือจนสามารถแต่งโคลงกลอนอันไพเราะพิสดารได้ แม้ด้านบู๊จะตกต่ำ แต่อย่างน้อยยังมีพลังวัตรเพราะครอบครองพลังลมปราณได้แม้จะเป็นสายสนับสนุนก็ตามเถิด จึงถือว่าผ่านเกณฑ์อย่างแบบพอดิบพอดีมิใช่หรอกหรือ ?” สำหรับสายตาของทุกคนนั้น ย่อมถือว่าหยางไคคือต้นไม้ที่ปลายยอดด้วน ถึงแม้จะยังไม่ตายแต่ก็ไม่อาจเติบโตต่อไปได้ อันถือเป็นการลดทอนเกียรติประวัติของตระกูลอย่างชัดเจน ท่านหมอหยางไห่จึงเตือนสติไปว่า“หยางเตอผิง ท่านก็ทราบดีว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อาจจะนำความอัปยศในฐานะนักรบของตระกูลได้” สิ่งที่นายแพทย์หยางไห่นั้นกล่าวไว้นั้นไม่มีส่วนผิด เพราะแม้แต่ลูกสะใภ้ซึ่งเป็นสตรีในตระกูลนี้ก็ต่างมีวรยุทธ์ สามารถหยิบจับศัสตราวุธขึ้นมาปกป้องตนเอง และบ้านเมืองเอาไว้ได้หลายต่อหลายครั้ง แต่มหาบัณฑิตผู้นี้ย่อมมีเหตุผลบางอย่างเช่นเดียวกัน จึงตอบกล่าวไปว่า“การก้าวหน้าในทางวิชาการมิได้ไร้เกียรติดอก ข้าพเจ้าจะส่งเสริมให้เขาเป็นบัณฑิต และอีก 3 ปี ตระกูลของเราอาจจะมีจอหงวนสวมเสื้อไหมกลับเข้ามาฟื้นฟูตระกูลก็เป็นได้!” หยางเตอผิงกล่าวออกไปอย่างมั่นใจ ..แต่หากในภายหลังทราบว่ากลอนบทนั้นหยางไคมิได้แต่งออกมาเอง ก็ทราบว่ารู้สึกเช่นไรกันแน่ ?......หยางไคตื่นขึ้นมาตอนเช้าตามเวลาปกติ แล้วก็นอนนิ่ง ๆ งง ๆ เพื่อระลึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน จนเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ‘เรายังได้ไปต่อ หรือไม่ได้ไปต่อกันนะ ?’ แต่ดูเหมือนคำตอบจะมาหาเขาถึงหน้าเตียงนอนอีกแล้ว เมื่อมหาบัณฑิตหยางเตอผิงเดินเข้ามาแจ้งเพื่อแจ้งว่า “หยางไคจงลุกขึ้นแล้วตามข้ามา” เด็กหนุ่มเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามออกไปยังห้องโถงด้านนอก ซึ่งมีท่านหมอหยางไห่รออยู่ ตามด้วยบทสัมภาษณ์ต่าง ๆ ที่สอบถามเขารัว ๆ โดยเฉพาะการแอบฝึกลมลมปราณในคัมภีร์ของหอรักษา“ข้ามิได้หวงแหนวิชาเหล่านี้ดอก เพียงแต่เวทนาเจ้าที่ได้บ่มเพาะด้วยลมปราณซึ่งไม่อาจเติบโตไปได้มากกว่านี้ .. เฮ้อ” หยางไคจึงจำเป็นต้องพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว โดยแจ้งเพียงว่าเขาไร้ซึ่งพรสวรรค์ในการยุทธ์ จึงไม่สามารถฝึกได้แม้กระทั่งพลังลมปราณขั้นเบื้องต้น จึงจำเป็นต้องเสี่ยงฝึกลมปราณนอกสารบบเช่นนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ร่างกายที่เคยบกพร่องของเขา ได้ฟื้นฟูขึ้นมาอยู่ในระบบของคนทั่วไปได้แล้ว จากนั้นเด็กหนุ่มจึงหยิบเอามันหวานออกมา 1 หัว แล้วส่งออกไปให้ท่านหมอเพื่อยืนยันสิ่งที่เขารับประทานเข้าไปก่อนการประเมินวิชาบู๊ ท่านหมอหยางไห่ เมื่อวิเคราะห์เพียงคร่าว ๆ แล้วจึงก็เอ่ยขึ้นอีกว่า“นี่คือสาเหตุที่ตลอดทั้งเดือน เจ้าไปคลุกอยู่ที่สวนผักสินะ!!” ว่ากันว่าการปลูกพืชพรรณธัญญาหารและสมุนไพรหยูกยาต่าง ๆ นั้น 1 ต้นจาก 10,000 ต้น จะมีผลผลิตสักลูกที่มีคุณสมบัติส่งเสริมพลังวัตรโดยธรรมชาติโดยมิต้องแปรรูปหรือปรุงแต่งเพิ่มเติมแต่ประการใด.. ว่าแต่ว่า เด็กหนุ่มผู้นี้ใช้พื้นที่เท่าไร ในการเพาะปลูก ? แม้จะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ท่านหมอก็ได้กล่าวไปว่า“แม้จะแทบสิ้นไร้วรยุทธ์ แต่วาสนาของเจ้านั้นไม่ธรรมดาอย่างแท้จริงจึงสามารถเพาะปลูกได้สิ่งนี้ออกมาได้ ข้าจะขอเก็บมันไว้ตรวจสอบเสียก่อน เจ้าจะยินยอมหรือไม่ ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางไคก็พยักหน้า พร้อมเอ่ยขึ้นว่า“เสี่ยวไคขอมอบไว้กับผู้อาวุโสด้วยความเต็มใจขอรับ~” แม้แต่ท่านมหาบัณฑิตหยางก็ต้องแปลกใจไม่น้อย เพราะด้วยการตอบรับของเด็กหนุ่มวัย 15 ปีเช่นนี้ ย่อมแสดงถึงไหวพริบปฏิภาณที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนส่วนเรื่องพลังลมปราณที่เขาฝึกฝนนั้น เด็กหนุ่มยังคิดจะปกปิดไว้เป็นความลับ เพราะโดยเทคนิคแล้ว ลมปราณดินปลูกย่อมห่วยแตกกว่าลมปราณแพทย์สนามเสียอีก ซึ่งเขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นต้องเป็นกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องราวของเขามากจนเกินไป เพราะหากเขาตั้งใจจะเลือกเส้นทางบัณฑิตแล้ว ความสามารถในทางยุทธ์ ย่อมจะมีความสำคัญเล็กน้อยลงไปโดยสภาพอยู่ดี