หลังจากที่ได้รับการตรวจจากหมอตามคำสั่งของนายหญิงเฒ่าแล้วหยางซูจิงก็ได้อยู่ตามลำพังในห้องอย่างที่้า
หญิงสาวนั่งชันเข่าอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดพยายามคิดทบทวนถึงเื่ราวต่างๆ อย่างมีสติ ก่อนจะรีบลุกลงจากเตียงแล้ววิ่งถลาไปที่บานกระจกทรงกลมไม่ใหญ่นักซึ่งวางตั้งอยู่บนโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายสวยงาม
“ใบหน้าเดิม”ซูจิงพูดพึมพำพลางลูบมือไปทั่วใบหน้าของตัวเอง จากนั้นก็ก้มหน้าลงมองสำรวจร่างกายอย่างพิจารณาไปด้วย“แต่ร่างกายไม่เหมือนเดิม ดูบอบบางและผิวก็ดูขาวกว่า แสดงว่าิญญาเราออกจากร่างแล้วข้ามภพมาอยู่ในร่างของผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนกับเราเปี๊ยบคนนี้อย่างนั้นเหรอนี่มันเื่จริงงั้นหรือ ฉันย้อนเวลากลับมาในอดีตได้จริงๆ หรือเนี่ยไม่อยากเชื่อเลย”
หยางซูจิงทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นอย่างคนหมดแรงหญิงสาวยกสองมือขึ้นกุมศีรษะไว้ แล้วหลับตาลงเหมือนไม่อยากยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ก็จะให้เธอยอมรับได้อย่างไรกันเล่ามันมหัศจรรย์เกินกว่าใครจะยอมรับได้ ไปบอกกับใครก็คงไม่มีใครเชื่อแน่แม้แต่ตัวเธอเองตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำไป
“ทำไม...ทำไมต้องเกิดเื่บ้าๆ แบบนี้ขึ้นกับฉันด้วยฉันทำผิดทำบาปทำกรรมอะไรเอาไว้หนักหนาเหรอ ์ถึงได้ลงโทษฉันหนักแบบนี้ ฮือๆๆ”ซูจิงร่ำไห้ออกมาด้วยความเสียใจระคนหวาดกลัวที่ต้องมาอยู่ในที่ที่ตนเองไม่รู้จักเลยสักนิดเดียว
หยางซูจิงนั่งจมกับความทุกข์ใจอยู่หลายชั่วยามจนเริ่มทำใจได้บ้างแล้วจึงลุกขึ้นเดินไปนั่งบนเตียงซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่ประตูห้องถูกเคาะ
“ฮูหยินเ้าคะ บ่าวขอเข้าไปได้หรือไม่เ้าคะ”เป็ไป๋ลู่นั่นเองที่เคาะประตู ตอนแรกซูจิงจะปฏิเสธเพราะยังอยากอยู่คนเดียวมากกว่าแต่สุดท้ายแล้วเธอก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา
“เข้ามาสิ”
สาวใช้เปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมด้วยถาดสำรับอาหารในมือกลิ่นหอมของอาหารโชยเข้ามาแตะจมูกจนหยางซูจิงเผลอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นหอมของมันช่างยั่วน้ำลายนักจนท้องของเธอร้องประท้วงขึ้นมาในทันที
โอ๊ย...หิวจัง
หญิงสาวยกมือขึ้นกุมท้องด้วยความหิว สายตาจดจ้องสำรับอาหารในมือของสาวใช้ตาเป็มัน
“บ่าวนำสำรับมาให้เ้าค่ะ” ไป๋ลู่วางสำรับอาหารแสนเลิศรสลงบนโต๊ะขณะหยิบของวางก็พูดจาหว่านล้อมไปด้วยว่า “กินสักหน่อยเถิดนะเ้าคะ ร่างกายของฮูหยินจะได้ฟื้นตัวได้เร็วนายหญิงสั่งให้แม่ครัวทำแต่ของโปรดของฮูหยินเลยนะเ้าคะ อุ๊ย!” สาวใช้ใเมื่อเงยหน้าขึ้นมองแล้วพบว่าอีกฝ่ายมานั่งรอที่โต๊ะแล้วั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้
“เอาข้าวมาสิ” ซูจิงสั่งพร้อมยื่นมือออกไปรอรับซึ่งพอสาวใช้ส่งชามข้าวมาให้หญิงสาวก็รับมากินด้วยความหิวโหยทันที
ไป๋ลู่ยืนมองฮูหยินกินข้าวอย่างตกตะลึงเพราะไม่เคยเห็นอีกฝ่ายทำกิริยาเช่นนี้มาก่อนเลย เนื่องจากฮูหยินของนางเป็บุตรสาวของตระกูลใหญ่จึงได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็อย่างดีจนเป็สตรีที่เพียบพร้อมในทุกด้าน
ดังนั้นไม่ว่าจะหิวโซมากแค่ไหน คุณหนูของนางก็จะสงวนท่าทีไว้เสมอแต่ครั้งนี้ฮูหยินของนางคงหิวมากจริงๆ กระมัง ถึงได้โกยข้าวเข้าปากไม่หยุดเช่นนี้
แม้จะแปลกใจกับกิริยามารยาทที่เปลี่ยนไปของฮูหยินอยู่บ้างแต่ไป๋ลู่ก็รู้สึกโล่งอกยิ่งนักที่เห็นอีกฝ่ายกินข้าวได้แบบนี้
หลังจากได้กินข้าวจนอิ่มท้องแล้ว หยางซูจิงก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิมและเริ่มมีสติมากขึ้นหญิงสาวยกน้ำชาขึ้นจิบช้าๆ พลางมองสาวใช้เก็บสำรับอาหารใส่ถาดไปอย่างเงียบๆก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความกลัดกลุ้มใจ
“นี่เราย้อนเวลากลับมาในอดีตได้จริงๆ เหรอเนี่ย”
“อะไรนะเ้าคะ เมื่อครู่นี้ฮูหยินพูดกับบ่าวหรือเ้าคะ”ไป๋ลู่ที่เตรียมจะยกถาดสำรับออกไปเก็บรีบวางมือลงแล้วหันมามองหน้านายสาวด้วยความสงสัย
“เอ่อ...เปล่า”
“ถ้าเช่นนั้นบ่าวขอตัวยกสำรับไปเก็บก่อนนะเ้าคะ”
“อืม”ซูจิงพยักหน้าให้แล้วมองอีกฝ่ายเดินออกจากห้องไป หญิงสาวถอนหายใจออกมาแรงๆอีกครั้งแล้วฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวจนเธอต้องรีบเงยหน้าขึ้นเพราะไม่อยากร้องไห้อีกแล้ว
“ไม่ๆ ฉันจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว ร้องไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยเพราะฉะนั้นฉันต้องเข้มแข็ง ต้องมีสติให้มากจะได้หาวิธีกลับไปยังโลกปัจจุบันได้”
หยางซูจิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆพลางใช้มือพัดตรงหางตาของตัวเองไปด้วย จนเมื่อควบคุมอารมณ์ได้แล้ว หญิงสาวก็ลุกขึ้นเดินสำรวจรอบห้องนอนอย่างสนใจ
ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องนี้ล้วนมีค่ามีราคาทั้งหมดแต่ละชิ้นทำขึ้นมาอย่างประณีตและแกะสลักลวดลายสวยงามเหมาะสมกับฐานะ...
เอ...ฐานะอะไรกันนะเธอจำเื่ราวที่สาวใช้ที่ชื่อว่าไป๋ลู่บอกกับเธอไม่ได้แล้ว ไม่ได้การล่ะ...เธอจะมามัวนั่งพิรี้พิไรตัดพ้อโชคชะตาไม่ได้อีกแล้ว เธอจำเป็ต้องหาข้อมูลในที่ที่เธออยู่ตอนนี้ให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะได้รับมือกับปัญหาที่อาจจะตามมาในภายหลังได้
“เธอชื่อไป๋ลู่ใช่ไหม”ซูจิงถามขึ้นหลังจากที่สาวใช้กลับเข้ามาในห้องแล้ว
“เ้าค่ะ” ไป๋ลู่กล่าวตอบด้วยแววตาที่เคลือบแคลงสงสัยเพราะฮูหยินของนางยังมีท่าทางแปลกๆ แถมพูดจาต่างจากเดิมไปมากนัก
“แล้วฉันชื่ออะไรเหรอ”
คำถามของคุณหนูที่เติบโตด้วยกันมาั้แ่เด็กสร้างความเศร้าใจให้แก่สาวใช้คนสนิทยิ่งนักไป๋ลู่น้ำตาซึมมองนายสาวด้วยความสงสารจับใจ เนื่องจากนางคิดเหมือนนายหญิงเฒ่าว่าฮูหยินของนางคงเสียใจมากจนอยากลืมเลือนทุกสิ่งแม้กระทั่งชื่อของตัวเองด้วย!
“โธ่...ฮูหยินของบ่าวบ่าวสงสารท่านเหลือเกินเ้าค่ะ” พูดไปนางก็ยกผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาไปด้วยซูจิงที่มองอยู่จึงทำได้เพียงแค่ยิ้มแห้งๆ เท่านั้น
“เธอจะบอกฉันได้หรือยังว่าฉันชื่ออะไร”
“โธ่...แม้แต่คำพูดของท่านก็ยังฟังดูประหลาดไปด้วย”
หยางซูจิงกลอกตามองบนด้วยความเซ็งจัดที่ไม่ได้รับคำตอบเสียทีหญิงสาวพยายามระงับโทสะเอาไว้สุดฤทธิ์ แล้วเอ่ยขึ้นใหม่ด้วยคำศัพท์ที่คนสมัยยุคโบราณเขาพูดกันซึ่งแน่นอนว่าเธอก็จำมาจากการดูหนังดูละครนั่นแหละ
“ฉัน...เอ๊ย...ข้า...ข้ามีนามว่าอะไรหรือ”
“ท่านมีนามว่าหยางลี่จินเ้าค่ะ”
แซ่เดียวกันเลย แถมใบหน้าก็ยังเหมือนกันเปี๊ยบอีกอะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้เนี่ย
ซูจิงคิดอยู่ในใจก่อนจะถามต่อเพื่อเก็บข้อมูล
“แล้วตอนนี้ข้ากำลังอยู่ที่ไหนหรือ”
“ท่านอยู่ในจวนสกุลโจวของท่านรองแม่ทัพเ้าค่ะ”
“รองแม่ทัพคือใคร?”
“คือสามีของท่าน”คราวนี้ไป๋ลู่ตอบกลับอย่างไม่ลังเลหรือสงสัยอะไรอีกเพราะคิดไปแล้วว่าฮูหยินของตนสติเลอะเลือน
“สามีของข้า!” ซูจิงชี้นิ้วใส่ตัวเองอย่างใก่อนจะคิดขึ้นได้ว่าตอนนี้เธออยู่ในร่างของคนอื่นจึงสงบท่าทีลง“เอ่อ...แล้วเขาชื่อ...เอ๊ย...นามน่ะ มีนามว่าอะไรหรือ”
“นายท่านมีนามว่าโจวตงจวินเ้าค่ะ”
“อืม...แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนเหรอ”
ไป๋ลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววลังเลออกมาให้เห็นนางมองนายสาวอยู่อึดใจก่อนที่จะตัดสินใจตอบตรงๆ ด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาว่า
“ตอนนี้นายท่านพาอนุหลี่เดินทางกลับไปเยี่ยมบิดามารดาของนางที่ต่างเมืองเ้าค่ะคงอีกหลายวันถึงจะกลับมา”
“อนุหลี่งั้นเหรอ”หยางซูจิงทวนชื่อที่สะดุดหูเบาๆ เพราะเหมือนเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้
ใช่! ใช่แล้ว! เธอเคยได้ยินชื่อนี้มาจากหญิงชราคนนั้นนี่เอง
‘ถึงแม้ตอนนี้อนุหลี่จะตั้งท้องก่อนเ้าแต่ในภายภาคหน้าเ้าก็มีสิทธิ์ตั้งท้องได้เช่นกัน’
คำพูดของนายหญิงเฒ่าดังวนอยู่ในหัวจนหญิงสาวเผลอกำมือแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแต่ไป๋ลู่ที่ยืนมองอยู่สังเกตเห็นจึงรีบกล่าวปลอบโยนว่า
“แต่ฮูหยินอย่าได้วิตกกังวลไปเลยเ้าค่ะถึงอนุหลี่จะตั้งครรภ์ก่อนท่านแต่นางก็อาจให้กำเนิดบุตรสาวก็เป็ได้ ดังนั้นฮูหยินก็ยังมีโอกาสที่จะให้กำเนิดบุตรชายคนโตของตระกูลอยู่นะเ้าคะ”
ในขณะที่สาวใช้พยายามพูดปลอบใจอยู่นั้น ซูจิงก็กำลังกรีดร้องอยู่ในใจด้วยความโมโหที่ต้องตกอยู่ในสภาพเดิมอีกแล้ว
์! ทำไมถึงได้โหดร้ายกับเธอถึงเพียงนี้ทำไมชีวิตของเธอไม่ว่าจะอยู่ในยุคปัจจุบันหรือว่าในยุคอดีตก็ตาม ทำไมถึงต้องถูกสามีนอกใจด้วยเธอทำบาปกรรมอะไรไว้หนักหนาหรือถึงต้องถูกทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้
หยางซูจิงรู้สึกเ็ปใจจนน้ำตาเอ่อคลอหญิงสาวทุบมือลงบนเตียงด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะรีบทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงเพื่อหนีสายตาของสาวใช้เพราะไม่อยากเห็นใครมามองเธอด้วยแววตาสงสารแบบนี้อีกแล้ว