สีหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองยิ่งได้ยินเสียงรอบข้างฮือฮากันมากเท่าไรรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งชัดขึ้น
เทียนเฟิงมองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้นในใจเขาเพียงคิดว่าถ้าตัวเขาได้เริ่มฝึกยุทธ์ไวกว่านี้ระดับของเขาอาจจะเท่ากับเด็กหนุ่มหรือแม้กระทั่งเหนือกว่าด้วยซ้ำนี่เป็ความมั่นใจในตัวเองของเขา
การทดสอบดำเนินไปเรื่อยๆมีผู้ผ่านการทดสอบไปแล้วนับพันคนจนในที่สุดก็ถึงคิวของเทียนเฟิงเขาเดินออกไปแล้วค่อยๆวางมือลงบนลูกแก้วตรวจสอบปราณ
“อายุสิบสี่ ระดับเบิกชีพจรขั้นสอง”ศิษย์ที่รับหน้าที่ประกาศผลออกมา
เมื่อทดสอบผ่านเทียนเฟิงจึงเดินไปรวมกับกลุ่มคนที่ผ่านการทดสอบก่อนหน้าเพื่อที่รอคอยให้การทดสอบจบลง
การทดสอบผ่านไปอย่างรวดเร็วมีทั้งคนที่สมหวังและผิดหวังจนผ่านไปหนึ่งชั่วยามการทดสอบก็ได้สิ้นสุดลงจำนวนคนที่ผ่านการทดสอบมีนับกว่าหกพันคน ซึ่งเป็จำนวนที่น่าใเป็อย่างยิ่ง
สีหน้าของคนที่ผ่านการทดสอบล้วนเต็มไปด้วยความดีใจแต่แล้วสีหน้าดีใจนั้นก็หมดลงเมื่อผู้าุโสามประกาศว่าการทดสอบรอบที่สองจะเริ่มขึ้นแล้ว
“เอาล่ะ ต่อไปจะเริ่มการทดสอบขั้นที่สองเมื่อผ่านการทดสอบขั้นที่สองไปได้พวกเ้าก็จะนับว่าเป็ศิษย์ของสำนักกระบี่นภาอย่างแท้จริง”ผู้าุโสามพูดออกมา
“ตามข้ามา” เมื่อพูดจบผู้าุโสามก็เดินนำไป
หลังเดินมาเป็ระยะเวลาหนึ่งถ้วยชาพวกเขาก็มาถึงตีนเขาลูกหนึ่ง ตีนเขาลูกนั้นมีบรรไดทอดยาวขึ้นไปสุดลูกหูลูกตา
“นี่คือ เส้นทางพิสูจน์ตนมีทั้งหนึ่งพันขั้นจุดเริ่มต้นภายในสำนักกระบี่นภาก็อยู่ที่ว่าพวกเ้าจะเดินขึ้นไปได้ถึงขั้นไหน”
“ภายในสามชั่วยามถ้าพวกเ้าสามารถเดินไปจนถึงขั้นที่สามร้อยสามสิบสามได้เ้าจะได้เป็ศิษย์สายนอกถึงขั้นที่หกร้อยหกสิบหกจะได้เป็ศิษย์สายใน ถึงขั้นที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าจะได้เป็ศิษย์หลักหรือก็คือศิษย์ส่วนตัวของผู้าุโ”
“เอาล่ะพวกเ้าจะประสบความสำเร็จถึงขั้นไหนล้วนดูที่ความพยายามและพร์ของพวกเ้าแล้วล่ะ”
“เริ่มการทดสอบรอบที่สองได้”เมื่อผู้าุโสามอธิบายเสร็จก็ประกาศเริ่มการทดสอบทันที
หลังผู้าุโสามประกาศเริ่มการทดสอบกลุ่มคนทั้งหกพันคนก็เริ่มทยอยกันเดินขึ้นบันไดพิสูจน์ตน ขั้นบันไดแต่ล่ะขั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของความเก่าแก่บ่งบอกถึงการคงอยู่มาอย่างยาวนานอีกทั้งบันไดแต่ล่ะขั้นก็กว้างขวางเป็อย่างยิ่ง สามารถรองรับผู้คนนับร้อยได้สบายๆ
โอ๊ยยย
ทันทีที่กลุ่มคนบางส่วนเดินขึ้นไปบนบันไดแล้วบางคนก็ส่งเสียงร้องออกมาทันทีในขณะที่บางคนไม่เป็อะไรเลยสิ่งนี้สร้างความสงสัยให้แก่ผู้คนที่ยังไม่ได้ก้าวขึ้นบันได
เทียนเฟิงเองเมื่อเห็นดังนั้นก็เกิดความสงสัยเช่นกันแต่เขาก็ยังคงก้าวขึ้นบันไดไปด้วยความมั่นใจ
เมื่อเทียนเฟิงก้าวขึ้นไปบนบันไดพิสูจน์ตนขั้นแรกเขาััได้ถึงบรรยากาศบนขั้นบันไดที่แตกต่างจากปกติแต่สิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเทียนเฟิงแม้แต่น้อยนอกจากบรรยากาศที่ดูหนาแน่นเล็กน้อยอย่างอื่นล้วนไม่ส่งผลต่อเทียนเฟิง
ตัวเขายังคงเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆเขาััได้ว่ายิ่งเดินขึ้นไปสูงขึ้นมากเท่าไรบรรยากาศก็ดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆแต่สิ่งนี้ก็ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อเทียนเฟิงได้อยู่ดี
จนกระทั่งเขาเดินมาถึงขั้นที่สามร้อยสามสิบสามบรรยากาศที่ชั้นนี้เมื่อเทียบกับบันไดขั้นที่หนึ่งแล้วแรงกดดันของบรรยากาศรุนแรงกว่ากันมากนักทำให้คนที่มากถึงชั้นนี้ได้มีเพียงสามพันกว่าคนเท่านั้น
ด้วยจำนวนคนที่ลดลงกว่าครึ่งนี้ทำให้สามารถรู้ได้เลยว่าบททดสอบที่สองนี่ยากขนาดไหนกลุ่มคนมากกว่าครึ่งถูกคัดออกไปจบความฝันของการที่จะได้เป็ศิษย์ของสำนักกระบี่นภา
แต่เวลายังคงไม่หมดลงทำให้ยังมีคนส่วนหนึ่งยังไม่ยอมแพ้พวกเขายังคงพยายามที่จะเดินหน้าต่อไปเพราะขอแค่พวกเขาสามารถมาถึงขั้นที่สามร้อยสามสิบสามได้ก็จะได้เป็ศิษย์สายนอกของสำนักกระบี่นภาซึ่งจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้
เทียนเฟิงยืนพักอยู่บนบันไดขั้นที่สามร้อยสามสิบสามอยู่ชั่วครู่หลังจากพักเสร็จแล้วตัวเขาก็ก้าวขาขึ้นไปบนบันไดขั้นที่สามร้อยสามสิบสี่เมื่อก้าวขึ้นไปตัวเขาสามารถััได้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้งยิ่งกว่าขั้นที่สามร้อยสามสิบสามกว่าเท่าตัว การก้าวเดินขึ้นไปหลังจากนั้นยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆแต่ล่ะขั้นๆล้วนมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น
“บันไดนี่ไม่ธรรมดาเลยหากไม่ก้าวขึ้นมาคงจะไม่อาจััได้ถึงความไม่ธรรมดานี้” เทียนเฟิงคิดในใจตัวเขาเริ่มโคจรลมปราณขึ้นมาเพื่อต้านแรงกดดันบนขั้นบันได
“นี่ เ้าหนุ่ม” อยู่ๆเสียงของเหล่าเจี้ยนก็ดังขึ้นมาในหัวเทียนเฟิง
“หืม มีอะไรเหรอ ไหนเ้าว่าจะเงียบไปสักพักไง”เทียนเฟิงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ข้าบอกว่าจะพักแต่ไม่ได้บอกว่าจะหายไปสักหน่อยถึงข้าจะพักแต่ตัวข้าก็รับรู้เื่ราวภายนอกทุกเื่นะ”เสียงยียวนของเหล่าเจี้ยนดังขึ้นมา
“เดี๋ยวนะ ตาแก่เ้าจะบอกว่าเ้ามองเห็นและรับรู้ทุกอย่างยังงั้นเหรอถ้างั้นตอนข้าอาบน้ำเ้าก็เห็นนะสิ” เทียนเฟิงถามขึ้นด้วยความใ
“สมองเ้าไม่ปกติใช่ไหม เ้าหนุ่มตัวข้าเหล่าเจี้ยนผู้ยิ่งใหญ่จะสนใจในร่างกายของตัวผู้แบบเ้าได้อย่างไร”น้ำเสียงของเหล่าเจี้ยนเต็มไปด้วยความขยะแขยง
“ก็แล้วไปข้าก็นึกว่าตัวเ้าจะมีรสนิยมประหลาดๆ” เทียนเฟิงนึกขึ้นมาในใจ
“พอๆ ออกนอกเื่ไปไกลแล้วฟังข้าเ้าหนุ่มอย่าได้โคจรลมปราณจงใช้ร่างกายและแรงกายเพียงอย่างเดียวของเ้าเดินฝ่าบันไดขึ้นไปซะแบบนี้จะดีต่อตัวเ้ามากกว่า” เหล่าเจี้ยนพูดจุดมุ่งหมายตั้แ่แรกขึ้นมา
“ทำไมต้องทำแบบนั้น มันมีประโยชน์อะไร”เทียนเฟิงถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“เ้าโง่ข้ากำลังบอกให้เ้าใช้แรงกดดันของขั้นบันไดนี้มาขัดเกลาร่างกายของเ้าอย่างไรล่ะการทำแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายของเ้าแข็งแกร่งขึ้นอีกทั้งยังช่วยกดดันให้เส้นลมปราณที่ตีบตันรวมถึงกล้ามเนื้อที่ติดขัดของเ้าให้ปลอดโปร่งขึ้น”เหล่าเจี้ยนสาธยายข้อดีออกมาแต่ก็ยังไม่วายที่จะด่าเทียนเฟิงด้วย
“ก็ไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะ”เทียนเฟิงบ่นออกมากจากนั้นเขาก็ทำการหยุดโคจรลมปราณตามที่เหล่าเจี้ยนบอก
“อึก”เมื่อไม่ได้ทำการโคจรลมปราณเพื่อต้านแรงกดดันทำให้ร่างกายของเทียนเฟิงเผชิญกับแรงกดดันของบันไดพิสูจน์ตนเข้าเต็มๆส่งผลให้ร่างกายของเขาถูกแรงกดดันบนบันไดกดจนร่างกายค้อมลงเล็กน้อย
“รู้สึกหนักเป็บ้า” เทียนเฟิงกัดฟันพูดออกมา
“นี่จะเป็ผลดีต่อเ้าจงอดทนแล้วผ่านมันไปให้ได้ซะ” เหล่าเจี้ยนพูดขึ้นมา
เทียนเฟิงค่อยๆอดทนแล้วเดินขึ้นไปช้าๆการเดินขึ้นไปโดยไม่โคจรลมปราณเพื่อต้านแรงกดดันนั้นยากลำบากเป็อย่างมากความเร็วของเทียนเฟิงเริ่มตกลงเรื่อยๆแต่เขาก็ยังคงเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นๆด้วยความมั่นคง
หลังจากเดินมาถึงขั้นที่หกร้อยหกสิบหกทั้งร่างกายและใบหน้าของเทียนเฟิงล้วนเต็มไปด้วยเหงื่อไหลเต็มไปทั่วใบหน้าและร่างกายเขาหยุดอยู่ที่ขั้นนี้อยู่ราวหนึ่งถ้วยชาเพื่อปรับลมหายใจของตนเองให้เป็ปกติ
เมื่อถึงขั้นที่หกร้อยหกสิบหกจำนวนคนที่เดินมาถึงขั้นนี้ได้นั้นก็เหลือเพียงแค่สองร้อยกว่าคนเท่านั้นซึ่งเป็จำนวนที่น่าใเป็อย่างมากแต่ก็ยังมีคนที่ไม่ยอมแพ้กำลังพยายามเดินขึ้นมาทีละขั้นๆ อยู่เช่นกัน
ผ่านไปหนึ่งถ้วยชาเทียนเฟิงปรับลมหายใจของตนเองจนเข้าสู่สภาวะปกติแล้วเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆจากนั้นก็ตัดสินใจก้าวขาขึ้นไปยังขั้นที่หกร้อยหกสิบเจ็ด
เมื่อเท้าของเขาเหยียบเข้าขั้นหกร้อยหกสิบเจ็ดแรงกดดันที่เกิดขึ้นก็ยิ่งทวีคูณเป็เท่าตัว
“อึก”เทียนเฟิงพยาวามกัดฟันทนรับต่อแรงกดดันที่กำลังกดทับร่างกายของเขาอยู่
ผ่านมากว่าสองชั่วยามแล้วมีคนจำนวนไม่มากที่ผ่านบันไดขั้นที่หกร้อยหกสิบหกมาได้ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกหยุดไว้ที่ขั้นสามร้อยกว่าๆเท่านั้น
ตอนนี้คนที่นำอยู่เป็อันดับหนึ่งก็คือเด็กหนุ่มอายุสิบสองปีคนนั้นใน่แรกของการทดสอบเด็กหนุ่มพุ่งทะยานผ่านขั้นบันไดไปด้วยความรวดเร็วจนกระทั่งถึงขั้นที่เจ็ดร้อยกว่าๆความเร็วของเขาก็ตกลงอย่างเห็นได้ชัดกลายเป็การเดินขึ้นไปทีละขั้นๆ
ที่ตามหลังเด็กหนุ่มผู้นั้นก็คือชายหนุ่มร่างกายบึกบึนอายุราวสิบสี่ปีคนหนึ่งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายที่ตามหลังเขาอยู่คือหญิงสาวผู้หน้าตางดงามผู้หนึ่งอายุของราวสิบสามปีไม่น่าเชื่อเลยว่ารูปร่างอ้อนแอ้นของนางจะทนรับแรงกดดันมหาศาลขนาดนั้นได้สิ่งนี่แสดงให้เห็นว่าระดับลมปราณของนางต้องไม่ธรรมดาเป็แน่
เทียนเฟิงค่อยๆก้าวเดินขึ้นไปบนบันไดทีละขั้นด้วยก้าวเท้าที่มั่นคงเขาค่อยๆเดินขึ้นไปเรื่อยๆกัดฟันทนรับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทุกขั้นบันไดร่างกายของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไหลเป็สายน้ำแต่เขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะเดินขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามเด็กหนุ่มผู้นั้นก็ขึ้นไปถึงขั้นที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้านับเป็คนแรกที่ไปถึงเท่านี้ก็รับประกันแล้วว่าเขาจะได้เป็ศิษย์หลักหรือก็คือศิษย์ส่วนตัวแล้วแน่นอน
“ฮ่าฮ่าฮ่า” เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาด้วยความดีใจพลางหันลงไปมองผู้คนที่กำลังเดินขึ้นบันไดด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่า
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังมาทุกคนต่างก็แหงนหน้ามองขึ้นไปบนขั้นบันไดขั้นที่สูงที่สุดทุกคนต่างเห็นเด้กหนุ่มอายุสิบสองปีผู้นั้นยืนอยู่ดวงตาของทุกคนต่างเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยายืนอยู่บนขั้นนั้นมันหมายความว่าอะไรมันหมายถึงจะได้เป็ศิษย์หลักหรือก็คือศิษย์ส่วนตัวของผู้าุโเลยเชียวนะมีใครที่จะไม่อิจฉาบ้าง
“อืม ไม่เลว”ผู้าุโสามที่เป็ผู้คุมการทดสอบซึ่งกำลังมองดูการทดสอบอยู่กล่าวขึ้นมา
เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นเหล่าผู้เข้าทดสอบก็พากันกัดฟันฮึดสู้ขึ้นอีกครั้งยังมีเวลาเหลืออยู่ไม่ว่าใครต่างก็ยังไม่อยากยอมแพ้
ฝั่งเทียนเฟิงตอนที่เขาอยู่ที่ขั้นที่แปดร้อยกว่าๆลมหายใจของเขาหอบหนักร่างกายเริ่มเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่เขายังคงกัดฟันสู้ต่อไปเพราะเหล่าเจี้ยนบอกไว้ว่าการทำแบบนี้จะดีต่อเขาอย่างแน่นอน