จารึกที่ 232 : สมบัติชิ้นสุดท้าย : หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตรและหินวิปริต
"สามแสนหนึ่งหมื่นศิลาปราณระดับกลาง!"
เสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังของผู้อาวุโสจากสำนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ดังก้องไปทั่วโถงประมูลใต้ดารา ราวกับเป็นการจุดชนวนระเบิด หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร 唤魂开明草 (ฮ่วนหุนไคหมิงเฉ่า) ที่แผ่กลิ่นอายวิญญาณอันบริสุทธิ์อยู่บนเวที คือกุญแจสำคัญที่อาเจียต้องการเพื่อนำมาประสานดวงตาเนื้อและฟื้นฟูจุดตันเถียนที่แตกร้าว
"สามแสนสามหมื่นศิลาปราณ!" ตัวแทนจากตระกูลใหญ่ในแดนใต้ตะโกนสู้ราคา แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความโลภ
อาเจียนั่งนิ่งอยู่ในห้อง VIP หมายเลขหนึ่ง แม้ผ้าดิบเปื้อนเลือดจะพันรอบดวงตา ทว่า 'เนตรสูญตา' ของเขามองเห็นสายใยปราณแห่งความขัดแย้งที่พุ่งพล่านไปมาในโถงประมูล ชายหนุ่มรัวลูกคิดในใจอย่างรวดเร็ว เครดิตห้าแสนศิลาปราณของเขาถูกใช้เปย์ของฝากให้บรรดาสหายและศิษย์พี่หญิงไปแล้วสามแสนสองหมื่นก้อน ตอนนี้เขามีเครดิตเหลือเพียงหนึ่งแสนแปดหมื่น บวกกับเงินสดที่นักพรตหมื่นอีแปะเพิ่ง "แบ่ง" ให้แบบจำใจอีกสองแสนก้อน รวมเป็นสามแสนแปดหมื่นศิลาปราณระดับกลาง!
"สามแสนเจ็ดหมื่นศิลาปราณ!" เสียงดุดันของตัวแทนสำนักอัสนีบาตดังขึ้นอีกครั้ง หมายมั่นจะช่วงชิงสมบัติชิ้นเอกนี้ไปให้ได้
"สามแสนเจ็ดหมื่นครั้งที่หนึ่ง... มีผู้ใดจะเสนอราคาสูงกว่านี้หรือไม่!" ผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งหอสุวรรณดารากวาดสายตามองไปรอบโถง บรรยากาศตึงเครียดจนหยาดเหงื่อของผู้คนเย็นเยียบ
อาเจียสูดหายใจลึก เขาไม่มีที่ว่างให้ถอยอีกต่อไป ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนช้าๆ คว้าไม้เท้าหยกทมิฬกระแทกลงบนพื้นห้องเสียงดังสนั่น ก่อนจะกดปุ่มบัญชาอักขระเพื่อกระจายเสียงและประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงอำนาจแห่งอนัตตา
"สามแสนแปดหมื่นศิลาปราณระดับกลาง! หญ้าต้นนั้น... บิดาผู้นี้ขอรับไป!"
คลื่นเสียงที่แฝงเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า กระแทกทะลวงม่านปราณออกไปสะกดข่มทั่วทั้งโถงประมูล ตัวเลขสามแสนแปดหมื่นคือขีดสุดของมูลค่าตลาด และเป็นการเดิมพันด้วยทรัพย์สินทั้งหมดที่มีของอาเจีย ทั่วทั้งห้องประมูลเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสู้ราคาสูงลิ่วเกินความเป็นจริงนี้อีก
"สามแสนแปดหมื่นครั้งที่สาม... ปัง! หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร ตกเป็นของห้อง VIP หมายเลขหนึ่ง!"
อาเจียทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดสภาพ ลอบปาดเหงื่อเย็นๆ ที่ซึมชื้น แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่ม 'รอดตัวไป... ขืนมีใครเสนอเพิ่มอีกแค่พันเดียว ข้าคงต้องเอาพยนต์เทวะเจ้าสัวไปเข้าโรงรับจำนำแน่ๆ...'
นักพรตหมื่นอีแปะที่เห็นศิษย์รักทุ่มเงินก้อนสุดท้ายจนหมดหน้าตัก ถึงกับยกมือกุมขมับ ชายชราฟุบหน้าลงกับพรมขนอสูรร้องไห้กระซิกๆ ราวกับญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต "ไอ้ศิษย์ล้างผลาญ... เงินทองมากมายมลายหายไปในพริบตา... ข้าปวดใจเหลือเกิน..."
บนเวทีประมูล ผู้อาวุโสลำดับที่สามยังคงยืนอยู่ด้วยรอยยิ้มการค้า เขาสะบัดมือให้พนักงานนำถาดหยกใบสุดท้ายที่มีผ้าคลุมสีดำสนิทออกมา
"แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน งานประมูลในค่ำคืนนี้ดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว ทว่าทางหอสุวรรณดาราของเรา ยังมี 'ของแถม' ชิ้นพิเศษที่เพิ่งได้มามานำเสนอ..." ผู้อาวุโสดึงผ้าคลุมออก เผยให้เห็นก้อนหินสีดำสนิทขนาดเท่ากำปั้น รูปร่างบิดเบี้ยว ไร้ซึ่งกลิ่นอายปราณเซียน ดูราวกับก้อนกรวดริมทาง "ศิลาดำนิรนาม 无名黑石 (อู๋หมิงเฮยสือ) ก้อนนี้ถูกค้นพบในรอยแยกมิติที่พังทลาย ไม่มีพลังปราณใดๆ เล็ดลอดออกมา ทว่ามันมีความแข็งแกร่งระดับที่ศัสตราเซียนยังไม่อาจสร้างรอยขีดข่วน ราคาเริ่มต้นเพียง... หนึ่งหมื่นศิลาปราณระดับกลาง!"
ทั่วทั้งโถงประมูลเงียบกริบ ไม่มีใครโง่พอจะเอาเงินไปแลกกับหินทับกระดาษไร้ประโยชน์ ทว่าในวินาทีนั้นเอง...
"ตึกตัก!"
เตาหลอมปราณจำลองในตันเถียนของอาเจียพลันกระตุกวูบ! พู่กันนิรันดร์ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในอกเสื้อ สั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนหน้าอกเสื้อแทบจะฉีกขาด!
(หอม... กลิ่นบริสุทธิ์ที่ไร้ขอบเขต... ข้า... ต้องการ... มัน...)
คลื่นวิญญาณที่แฝงไปด้วยเจตจำนงระดับปฐมบททะลวงเข้าสู่ห้วงจิตของอาเจียโดยตรง! "อิสตรีตัวน้อย" จิตวิญญาณที่เกิดมาพร้อมกับพู่กันนิรันดร์และหลับลึกมานาน บัดนี้ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว! เนตรแห่งจิตของอาเจียมองเห็นเงาร่างโปร่งแสงของเด็กสาวผมสีหมึกกำลังยืนจ้องมองออกไปนอกห้วงจิตด้วยสายตาดุดันและหิวโหย
(อาเจีย... นางตื่นขึ้นเพราะสัมผัสได้ถึงสัจธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน!) เสียงของปรมาจารย์มู่เฉินดังก้องขึ้นในห้วงจิต แม้น้ำเสียงจะแฝงไปด้วยความตื่นตะลึง ทว่าวิญญาณเซียนของเขากลับยืนหยัดอย่างมั่นคงเพื่อสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงของมหาภาวะซวีอย่างเยือกเย็นสมฐานะยอดคน
(นางบอกว่าศิลาดำก้อนนั้นคือ 'ร่องรอยแห่งปฐมกำเนิด' ที่ตกค้าง! มันคือสภาวะไร้รูปก่อนการก่อกำเนิดเอกภพ ซึ่งเป็นแก่นแท้เดียวกับ 'อักขระหลิง (零)' ของเจ้า! สัญลักษณ์วงกลม (O) นั้นคือวัฏจักรแห่งการกำเนิดและดับสูญ เป็นพื้นที่กักเก็บความเป็นไปได้นับอนันต์... หากนางไม่ได้ดูดซับหินก้อนนั้นเพื่อนำไปหล่อเลี้ยงความว่างเปล่าภายในวงกลม วัฏจักรแห่งสูญตาจะเสียสมดุล! พลังแห่งจุดเริ่มต้นนี้จะเปลี่ยนสถานะจาก 'ผู้สร้าง' เป็น 'ผู้ทำลาย' และหันมากลืนกินปราณชีวิตของเจ้าเพื่อเติมเต็มวัฏจักรของมันแทน! อาเจีย... เจ้าต้องประมูลมันมาให้ได้ นี่คือกฎเกณฑ์ของการแลกเปลี่ยนระหว่าง 'ความมี' และ 'ความไม่มี'!)
"บ้าเอ๊ย! กฎเกณฑ์สวรรค์อะไรไม่รู้ แต่ยัยหนูผีนี่ตื่นมาก็บังคับให้กินของแพงเลยรึไง! ข้าเพิ่งจะหมดตัวไปหยกๆ นะขอรับท่านปรมาจารย์!" อาเจียสบถลั่นห้อง VIP จนนักพรตเฒ่าสะดุ้งโหยง
(อาเจีย! รีบตัดสินใจเข้า! หากนางโมโหดึงพลังจากจุดกำเนิดเอกฐานมาทดแทน ตันเถียนที่แตกร้าวของเจ้าจะแหลกสลายกลายเป็นผุยผง!) มู่เฉินเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"หยุดๆๆ! ยอมแล้วโว้ย!" อาเจียหน้าซีดเผือด เขาหันขวับไปหานักพรตหมื่นอีแปะราวกับสัตว์ร้ายสบเหยื่อ "อาจารย์! ขอยืมหนึ่งหมื่นศิลาปราณเดี๋ยวนี้! ด่วนที่สุดในชีวิต!"
"เพ้ย! ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ให้ศิษย์ยืมเงิน! ไม่มี! ข้าไม่มี!" ตาเฒ่ากอดถุงมิติแน่นราวกับจงอางหวงไข่
"ถ้าท่านไม่ให้ยืม ข้าจะแฉความลับเรื่องที่ท่านแอบขโมยชุดชั้นในของเจ้าสำนักชีตอนหนีหนี้เมื่อสิบปีก่อนให้แม่นางซูเหม่ยฟัง! เอาให้หอสุวรรณดาราประกาศจับท่านไปทั่วแคว้นเลยขอรับ!" อาเจียขู่กรรโชกด้วยไม้ตายสุดท้าย
"เจ้า! ไอ้ศิษย์อกตัญญู!" นักพรตเฒ่าช็อกจนหน้าเขียว ก่อนจะจำใจล้วงเอาศิลาปราณหมื่นก้อนออกมาโยนใส่หน้าอาเจียด้วยความแค้น "เอาไป! ดอกเบี้ยวันละเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์!"
อาเจียไม่สนดอกเบี้ยหน้าเลือด เขารีบตะโกนลั่นแข่งกับเวลา
"หนึ่งหมื่นศิลาปราณระดับกลาง! หินก้อนนั้นข้าเอา!"
ผู้อาวุโสลำดับที่สามบนเวทีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบเคาะค้อนทันทีด้วยความดีใจที่มีคนยอมซื้อขยะก้อนนี้ "หนึ่งหมื่นศิลาปราณ! ขายให้ห้อง VIP หมายเลขหนึ่ง!"
สิ้นเสียงค้อน อาเจียถอนหายใจเฮือกใหญ่ ร่างกายทรุดฮวบลงกับเก้าอี้ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ในห้วงจิตของเขา อิสตรีตัวน้อยลดแรงกดดันลง นางนั่งลงอย่างเรียบร้อยและส่งเสียงครางแผ่วเบาด้วยความพึงพอใจ ปรมาจารย์มู่เฉินลอบระบายลมหายใจวิญญาณ (วิถีแห่งสูญตานั้นลึกล้ำและอันตรายยิ่งนัก... อาเจีย เจ้าจงจำไว้ การครอบครองตัวตนแห่งจุดกำเนิด ย่อมต้องแลกมาด้วยการหล่อเลี้ยงที่มหาศาลเพื่อรักษาสมดุล
มหาเศรษฐีวิถีสูญตา บัดนี้ได้แปรสภาพกลับกลายเป็นยาจกตาบอดโดยสมบูรณ์ ทว่าในมือของเขาครอบครองสมบัติที่จะพลิกชะตากรรมของเขาไปตลอดกาล!
อาเจียกำหญ้าวิเศษไว้ในมือซ้าย และกำหินวิปริตไว้ในมือขวา รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนทั้งงานประมูลที่มองว่าเขาคือคนบ้าที่รวยแต่โง่อย่างแท้จริง!