พระอนุตตโร[1]ออก
บวชมาได้เกินกว่าอาทิตย์แล้ว
หลวงตาเจตนาตั้งฉายาทางธรรมอันมีความหมายว่า ‘ผู้ประเสริฐ’ นี้ให้กับเดชาด้วยหวังว่าไอ้เ้าอดีตขี้เมาคนนี้จะรู้ตื่นมีความประเสริฐขึ้นได้จริงดังเ้าตัวว่า
ซึ่งในกว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาจากที่สังเกตดูก็เหมือนว่าเ้าเดชจะประเสริฐขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ เสียด้วยสิ
กับไอ้ขี้เมาที่กอดขวดเหล้าแทนเมียมาทั้งชีวิตแบบนั้นอยู่ ๆ ก็มาขอบวชแล้วบอกว่าจะเลิกเหล้า ในทีแรกหลวงตาไม่คิดว่าเ้านี่จะทำได้จริงดังคำพูดเพราะอย่างน้อยก็อาจจะมีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ลิซึ่มตกค้างทำให้ทนไม่ไหวกลับไปพึ่งพาเหล้ายาอีกก็ได้ แต่เดชานั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีอาการเ่าั้เลยแม้แต่น้อย
ทั้งในด้านของการสวดมนต์ ทำวัตรปฏิบัติ เ้าอดีตขี้เมาก็ยังทำให้หลวงตาต้องถึงกับตกตะลึงเพราะการปฏิบัตินั้นดูไม่เหมือนกับพวกคนไกลวัดที่ไม่เคยบวชเรียนมาก่อนทั้งยังสวดบททำวัตรได้คล่องแคล่ว สวดพระคาถาได้มากมายหลายบทจนน่าใครั้นพอถามถึงว่าทำไมถึงสวดได้ ก็ได้คำตอบมาแค่ว่า
“ตอนที่ตายไปในคืนนั้นผมพบว่าชาติที่แล้วตนเองเคยบวชเรียนมาก่อนหลายพรรษาและจดจำในวัตรปฏิบัติตอนที่ตนเองบวชได้ครับ”
‘……’
อุวะ! หรือมันจะเคยตายแล้วฟื้นขึ้นมาจริง ๆไม่ได้ฝันเป็ตุเป็ตะอย่างที่ท่านสมภารเข้าใจว่าจะเป็?
ใช่เพียงเท่านั้น พระอนุตตโรยังกระทำในสิ่งที่เหมือนกับการ ‘ทำนายทายทัก’ ออกมาได้แม่นยำหลายประการจนหลวงตาแช่มเริ่มจะลังเลว่าอดีตขี้เมาคนนี้แท้จริงแล้วจะเป็ผู้มีบุญมีตาทิพย์แต่ปางไหนแฝงตนเป็คนเมาเหล้ามาเกิดในชาตินี้หรือไม่แต่พอลองสอบถามดูแล้วพระเดชก็กลับบอกว่าตนไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นมันเป็แค่เื่บังเอิญ?
รู้สึกว่าต้องพูดแบบนั้น?
เอาสิเว้ยคนเรามันจะบังเอิญแบบช่วยคนได้ฉิวเฉียดไปเสียทุกเื่แบบนั้นก็ยังเรียกว่าบังเอิญได้ด้วยรึ?
เกี่ยวกับความสามารถของความบังเอิญ(?)ที่ว่านี้ไตเติ้ลเองก็อยากจะร้องไห้กับตนเองอยู่เช่นกัน
เขาคิดว่าการที่ตนตายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างของเ้าขี้เมาบาปหนักนี่มันคงจะเป็ความซวยอย่างยิ่งยวดที่ไม่น่าจะมีอะไรให้ซวยไปได้มากกว่านี้แล้วหากหลังจากที่บวช ออกบิณฑบาตกับหลวงตาได้เพียงวันสองวันเขาก็กลับค้นพบว่าความสามารถพิเศษทางสายตาของตนที่มีมาแต่อดีตชาตินั้น…
ความตายเพราะเผือกกับกรรมของชาวบ้านมันไม่ได้ทำให้ความสามารถด้านการเผือกกรรมของเขาจางหายลงไปได้เลยตรงกันข้าม มันดูเหมือนว่าจะชัดเจนชัดแจ้งยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
เป็ต้นว่าเมื่อสองอาทิตย์ก่อนหลังจากที่บวชใหม่ได้สามวัน หลวงตาแช่มเดินนำพระอนุตตโรไปรับบาตรที่ร้านของ เจ๊พรขายลูกชิ้น
ร้านลูกชิ้นเจ๊พรนั้นเป็ลูกชิ้นแบบโฮมเมดเปิดมานับแต่รุ่นพ่อ ยาวนานมาถึงตอนนี้ก็กว่าแปดสิบปีแล้วแต่ก่อนในรุ่นพ่อมีการทำลูกชิ้นและก๋วยเตี๋ยวขายแต่มาจนถึงรุ่นลูกนั้นแค่ทำลูกชิ้นขายส่งละแวกบ้านและเขตใกล้เคียงก็ขายดีเป็เทน้ำเทท่าเจ๊พรจึงยุบธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว มาตั้งหน้าตั้งตาทำลูกชิ้นขายส่งแบบจริงจังมีการลงเครื่องไม้เครื่องมือเหมือนอย่างโรงงาน แต่ก็เป็เพียงเครื่องเล็ก ๆยังรักษามาตรฐานของความเป็โฮมเมดให้ได้คุณภาพตามที่สืบต่อมาจากรุ่นพ่อได้เป็อย่างดี
ในตอนที่ไปรับบาตรหน้าร้านเจ๊พรนั้น สายตาเ้ากรรมมันทำให้ไตเติ้ลมองเห็นผ่านประตูเข้าไปถึงบันไดในร้านที่มีข้าวของวางระเกะระกะตามขั้นบันไดเต็มไปหมดเขามองเห็นเงาดำปกคลุมบันไดนั้นจนมืดมัว
เท่านั้นไม่พอ สายตาเ้ากรรมที่ดันเพิ่มออปชั่นขึ้นมาคราวนี้มันยังทำให้เขามองเห็นสีแดงที่เป็เหมือนกับเือยู่ที่เครื่องซีล[2]ถุงพลาสติกแบบใช้เท้าเหยียบที่อยู่ตรงตีนบันไดนั้นด้วย
จากประสบการณ์ในการเผือกกับกรรมของชาวบ้านมายาวนานอย่างยิ่งยวดในภพชาติเดิมไตเติ้ลมองรู้ทันทีว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่บันไดและอาจมีคนาเ็เพราะเครื่องซีลถุงนั้นแน่ ๆ
สันดานคนอ่ะนะลองว่าถ้ามีนิสัยเผือกแล้วมันก็จะเผือกต่อไปเรื่อย ๆ อย่างหยุดไม่ได้นั่นแหละถึงแม้จะตายเพราะความเผือกมาก่อนแต่ไตเติ้ลก็จะรู้สึกไม่ดีมาก ๆหากคนที่บ้านนี้เกิดอุบัติเหตุโดยที่เขารู้เห็นก่อนและอาจจะสามารถช่วยได้แต่กลับเพิกเฉยไม่ยอมช่วยเหลือ
ดังนั้นในตอนที่เจ๊พรใส่บาตรรับพรจากพระเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะเดินจากไป อยู่ ๆ พระบวชใหม่ที่เจ๊พรไม่เคยคุ้นหน้าตามาก่อนก็พูดขึ้นมาว่า
“การวางของไว้ตามขั้นบันไดนั้นมันจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเครื่องไม้เครื่องมือ โต๊ะ ตั่ง แถวตีนบันไดนั้นก็ไม่สมควรเลยหากใครเหยียบพลาดตกลงมาหัวกระแทกก็อาจจะอันตรายถึงชีวิตได้”
พูดจบพระบวชใหม่ก็หันหลังออกบิณฑบาตตามหลวงตาแช่มต่อไปทิ้งให้เจ๊พรที่เพิ่งจะรับพรไปหมาด ๆ ออกอาการงุนงงกับตนเอง
เมื่อครู่นี้หลวงพี่รูปนั้นพูดกับเธอเหรอ?
อยู่ ๆ ก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยพูดจบก็เดินออกไป ไม่ขยายความอะไรเลย มันแปลว่าอะไรกันแน่?
แต่คิด ๆ ไปแล้วบันไดที่บ้าน[3]เธอก็รกจริง ๆ เสียด้วยสิซื้อของมาก็เอามากองสุม ๆ ตั้งใจว่าจะเก็บก็ไม่ได้เก็บสักที อยู่ ๆถูกทักมาแบบนี้ถึงจะเป็การทักลอย ๆ ก็เถอะ แต่ไปเก็บของให้เข้าที่เข้าทางสักหน่อยก็น่าจะดี
“ทำไมอยู่ ๆ จึงพูดไปอย่างนั้นล่ะ เ้าเดช?”
หลวงตาแช่มถามหลังจากที่เดินเลยร้านของเจ๊พรมาได้ระยะหนึ่ง
“รู้สึกว่าต้องพูดครับ” พระเดชตอบ
“มองเห็นอะไรรึ?” หลวงตาแช่มซัก
พระเดชมารับบาตรที่ร้านเจ๊พรบ่อยก็จริงแต่ในทุกครั้งเจ๊พรก็จะปิดบ้านปิดร้านเอาไว้ตลอดไม่น่าจะมองเห็นทะลุเข้าไปส่วนข้างในได้หรือจะเป็ตอนก่อนบวชที่เคยแวะมาแล้วได้เห็น?
อืม…นั่นก็เป็ไปได้อยู่ อาจจะเคยมาขอเงินแล้วถูกเจ๊พรไล่ตะเพิดเอาก็ได้แต่ก่อนสองคนนี้ก็เคยเป็ไม้เบื่อไม้เมากันมาใช่ย่อยหากยามนี้เดชาภาคบวชนั้นโกนผมโกนเคราถึงจะยังดูผอมแห้งแต่เนื้อตัวที่สะอาดสะอ้านมากขึ้นก็ทำให้หน้าตาผ่องใส ดูผิดแผกไปจากเดิมนัก
ดูอย่างที่หลวงตาพาออกมาบิณฑบาตทุกวันชาวบ้านก็แค่เห็นว่าเป็พระบวชใหม่ แต่ไม่มีใครดูออกสักคนว่าเป็ไอ้เ้าเดชอดีตขี้เมาที่เคยก่อกวนสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านเขาไปวัน ๆ
“ผมแค่รู้สึกว่าควรต้องพูดอย่างนั้นครับ” พระเดชย้ำคำตอบเดิม
ไตเติ้ลไม่อยากป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าตนเป็คนมีเซนส์มองเห็นสิ่งโน้นสิ่งนี้มากมายเขาเคยใช้ชีวิตในฐานะคนมองเห็นกรรมมาแล้วจากโลกเดิมก่อนตายมันไม่เคยมีความสงบสุขเกิดขึ้นถ้าผู้คนรู้ว่าเรามองเห็นกรรม ลางร้ายหรือคุยกับภูตผีิญญาได้ พวกคนที่เจตนาจะใช้ความสามารถในส่วนนี้หาเงินสร้างกระแสให้ตนเองอาจจะคิดว่าโชคดีแต่สำหรับไตเติ้ลแล้วเขารู้มาโดยตลอดว่าความสามารถเหล่านี้นั้นเป็เสมือนดาบสองคม
ไม่มีใครไปยุ่งกับกรรมของชาวบ้านอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้แล้วจะจบได้สวยหรอกนะเหมือนอย่างที่เขาต้องตายเพราะเผือกกับกรรมของคนอื่นนี่ไงล่ะ!
แต่กับโลกนี้ที่เป็เพียงโลกสมมุติในนิยายไตเติ้ลก็ไม่รู้หรอกว่าตรรกะจากโลกจริงของเขาจะยังใช้ได้อยู่หรือเปล่าแต่ตราบเท่าที่เขายังมองเห็นกรรมและลางร้ายของคนได้ก็แปลว่าคนในโลกนี้ต่างก็มีกรรมเป็ของตนเองทั้งหมดทั้งสิ้น
ก็ไม่แน่นะว่าคนบางคนที่เขาเดินผ่านแล้วเผลอไปมองเห็นกรรมลางร้ายอะไรได้เนี่ยอาจจะเป็ตัวละครอีกตัวในนิยายเื่อื่นของนักเขียนคนเดียวกันแต่เป็นิยายแนวิญญาแค้น เ้ากรรมนายเวรตามติดมาแต่อดีตชาติก็เป็ได้
อ่า… แต่ถ้าเป็แบบนั้นแล้วเขาดันสะเหล่อไปเผือกดูกรรมให้จนเื่คลี่คลายเร็วกว่าเดิมแล้วนิยายของนักเขียนเสียพล็อตล่ะ?
…..
…….
ช่างแม่มนักเขียนไปแล้วกัน!
เื่ช่วยคนนี่ไตเติ้ลก็เลิกสันดานตัวเองไม่ได้เสียด้วยดังนั้นถ้าดันเป็ตัวละครจากเื่ไหนโผล่มาให้เขาเผือกเองอันนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะ
เติ้ลสะดวกของเติ้ลแบบนี้คนเขียนจะสะดวกรึเปล่าก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของนักเขียนไปก็แล้วกัน.
[1]อนุตฺตโรแปลว่า ผู้ประเสริฐ ผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีใครยิ่งกว่า
[2]seal (ซีล)คำทับศัพท์ แปลว่า ปิดผนึก
[3]บ้านเจ๊พรเป็ตึกแถวหากคนอื่นพูดถึงส่วนหน้าก็คือหน้าร้าน มักจะเรียกว่าร้านแต่หากเป็เจ๊พรก็จะเรียกร้านตัวเองว่าบ้าน