ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 358 : น้ำหนักแห่งปฐมกาล

จารึกที่ 358 : น้ำหนักแห่งปฐมกาล : โครงข่ายดาราและสายพานศิลา


บรรยากาศเหนือป้อมปราการหมื่นอักขระเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่แฝงความตึงเครียด เกาะลอยฟ้าขนาดยักษ์เคลื่อนตัวแหวกผ่านความมืดมิดของสุสานเผ่าเซียนโบราณไปอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น รากไม้ศิลาที่ถักทอเชื่อมต่อกับเตาหลอมดาราบรรพกาลยังคงทำงานอย่างขะมักเขม้น ถ่ายเทแรงบีบอัดมิติขึ้นมาหล่อเลี้ยงแก่นภพของเกาะอย่างต่อเนื่อง ปราศจากการกระเพื่อมของปราณฟ้าดินที่จะเป็นเบาะแสให้สวรรค์เบื้องบนแกะรอยตาม


ภายในห้องศิลาเร้นเงาใต้ตำหนักประธาน กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งบัดนี้เจือจางลงด้วยกลิ่นของกำยานสมุนไพร อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหยกเย็น ท่อนบนของร่างกายเปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนัก ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดกลับเป็นท่อนแขนขวาของชายหนุ่ม


แขนข้างนั้นมิได้มีสีผิวเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปอีกต่อไป ตั้งแต่หัวไหล่จรดปลายนิ้ว ผิวหนังของเขาถูกสลักเสลาด้วยลวดลายอักขระสีเทาเงินยวงที่ฝังลึกลงไปถึงชั้นกระดูก ลวดลายเหล่านั้นสลับซับซ้อนและเต้นตุบๆ ตามจังหวะการไหลเวียนของ 'หมึกปฐมกาล' ที่เข้าไปแทนที่โลหิตและเส้นชีพจรเดิม


ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาอันลึกล้ำทอประกายความเยือกเย็น เขาลองขยับนิ้วมือขวาทั้งห้าเข้าหากัน


*แกรก... กึก...*


เสียงการเสียดสีของกระดูกที่ดังก้องประดุจฟันเฟืองศิลาขบประสานกันดังกังวาน อาเจียขมวดคิ้วเล็กน้อย ชายหนุ่มยื่นมือขวาออกไปคว้าจอกชาศิลาที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียง หมายจะยกขึ้นดื่มเพื่อดับกระหาย


ทว่า ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับผิวของจอกชา...


*เพล้ง!*


จอกชาศิลาที่ถูกหล่อหลอมมาอย่างทนทาน กลับแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงในเสี้ยวลมหายใจ! ผงศิลาร่วงกราวลงบนพื้น น้ำชาหกกระจาย อาเจียชะงักงัน เขามิได้ออกแรงบีบเลยแม้แต่น้อย ทว่า 'น้ำหนักพื้นฐาน' ของแขนที่ถูกสร้างจากหมึกปฐมกาลนั้น มีความหนาแน่นและมวลธาตุที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของยุคปัจจุบันมหาศาล เพียงแค่น้ำหนักของปลายนิ้วที่ทาบทับลงไป ก็มากพอจะบดขยี้วัตถุธรรมดาให้แหลกสลาย


"โครงสร้างทางกายภาพที่วิปริตยิ่งนัก..." อาเจียพึมพำกับตนเอง ชายหนุ่มรู้สึกถึงอาการปวดร้าวที่บริเวณกระดูกไหปลาร้าและข้อต่อหัวไหล่ น้ำหนักของแขนขวาข้างนี้ เทียบเท่ากับการแบกภูเขาหินแกรนิตขนาดย่อมๆ เอาไว้ตลอดเวลา หากเขาปล่อยให้มันห้อยตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง กระดูกไหล่ของเขาคงจะหลุดออกจากเบ้าอย่างแน่นอน


มู่เฉินที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดใส่ตำราค่ายกล เห็นเหตุการณ์นั้นพอดี ปรมาจารย์เฒ่าทอดถอนใจยาว "การครอบครองรากฐานที่มาก่อนฟ้าดิน ย่อมต้องแลกมาด้วยการปฏิเสธกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้... อาเจีย ร่างกายซีกซ้ายของเจ้ายังเป็นเพียงมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม มันไม่อาจประคองน้ำหนักของมวลธาตุปฐมกาลได้ตลอดเวลา หากเจ้าไม่หาทางปรับสมดุล เจ้าจะกลายเป็นคนพิการที่เดินเอียงไปตลอดชีวิต"


"ศิษย์ตระหนักถึงปัญหานี้แล้วขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียตอบกลับเสียงเรียบ ชายหนุ่มมิได้ตื่นตระหนก ทว่าสมองของเขากำลังคำนวณโครงสร้างอักขระอย่างรวดเร็ว "ในเมื่อแขนขวาของข้าคือ 'จุดเริ่มต้นของมวลธาตุ' ข้าก็ไม่สามารถลดน้ำหนักของมันได้ ทว่าข้าสามารถสร้าง 'ค่ายกลถ่ายเทน้ำหนัก' ได้"


อาเจียยกมือซ้ายที่ยังเป็นปกติขึ้นมา พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้น ชายหนุ่มตวัดวาดอักขระสายหนึ่งกลางอากาศ เป็นอักขระ 'กระจายแรง' และ 'โอบอุ้มมิติ' จากนั้นเขากดปลายพู่กันประทับอักขระเหล่านั้นลงบนหัวไหล่ กระดูกไหปลาร้า และแนวกระดูกสันหลังของตนเอง!


เส้นสายหมึกปราณสีทองแดงฝังลึกลงไปในผิวหนัง ทำหน้าที่ประดุจ 'สายสลิง' และ 'สปริงซับแรง' ที่มองไม่เห็น มันดึงเอาน้ำหนักอันมหาศาลของแขนขวา กระจายออกไปตามแนวกระดูกสันหลังและถ่ายเทลงสู่พื้นดินโดยตรง อาเจียพ่นลมหายใจยาว ความเจ็บปวดที่หัวไหล่ทุเลาลงทันที


"นี่คือการประยุกต์ใช้ค่ายกลเข้ากับสรีรวิทยา... เป็นการแก้ปัญหาที่เฉียบขาดนัก" มู่เฉินพยักหน้าอย่างชื่นชม "ทว่าเจ้าจะหยิบจับสิ่งของทั่วไปได้อย่างไร ในเมื่อเพียงแค่สัมผัสก็บดขยี้มันเสียแล้ว?"


อาเจียแย้มยิ้มลึกล้ำ "วิถีแห่งหมื่นอักขระสอนให้เรากำหนดกฎเกณฑ์ ทว่าก็สอนให้เรารู้จักควบคุมมันด้วยขอรับ ข้าจะต้องสร้าง 'อักขระผ่อนปรน' สลักไว้ที่ปลายนิ้ว เพื่อสร้างชั้นมิติบางๆ กั้นระหว่างผิวหนังของข้ากับวัตถุ... ทว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการวิจัยและทดลองอย่างละเอียด ตอนนี้พวกเรามีเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ต้องกระทำ"


ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน คว้าเสื้อคลุมสีครามมาสวมทับ รอยแผลและรอยเลือดถูกปกปิดไว้ภายใต้อาภรณ์อันเรียบง่าย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของบุรุษผู้ลึกล้ำและอันตราย


เมื่ออาเจียและมู่เฉินก้าวเดินออกมายังลานกว้างหน้าตำหนักประธาน สหายทั้งสี่และเฟิงหลิงเอ๋อร์กำลังยืนปรึกษาหารือกันอยู่หน้าแผนที่โครงสร้างของสุสานบรรพกาล ซึ่งถูกวาดขึ้นกลางอากาศด้วยปราณพฤกษาของเย่ปิงอวิ๋น


"อาเจีย! เจ้าลุกไหวแล้วหรือ!" เฟิงอี้หรานทักขึ้นด้วยความแปลกใจ "ข้านึกว่าเจ้าจะต้องนอนพักฟื้นไปอีกหลายสิบวันเสียอีก การผ่าตัดชีพจรตัวเองไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ!"


"ข้าไม่มีเวลามานอนทอดหุ่ยหรอก อี้หราน" อาเจียเดินเข้าไปสมทบ สายตากวาดมองแผนที่มิติ "กับดักที่พวกเราวางไว้ ทำลายกองสอดแนมของสวรรค์ไปได้ก็จริง แต่มันก็เป็นเพียงการซื้อเวลา วิหารเทพอนันตกาลจะต้องส่งผู้ที่ฉลาดกว่า และเชี่ยวชาญกว่าลงมาแกะรอยพวกเราอย่างแน่นอน... ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง เราต้อง 'เปลี่ยน' ป้อมปราการแห่งนี้ ให้กลายเป็นป้อมค่ายทหารที่สมบูรณ์แบบ"


"เจ้าหมายถึง... การสร้างกองทัพหุ่นกลศิลา?" ฉินมู่หลางเอ่ยถาม มือของเขาลูบคลำปลอกหุ้มกระบี่ศิลาดาราอย่างทะนุถนอม


"ถูกต้อง" อาเจียพยักหน้า ชายหนุ่มชี้ปลายนิ้วซ้ายไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าเกาะลอยฟ้า "เตาหลอมดาราบรรพกาลมีศักยภาพในการหล่อหลอมทุกสรรพสิ่ง ทว่ามันต้องการ 'วัตถุดิบ' ในสุสานแห่งนี้เต็มไปด้วยเศษซากอุกกาบาต เกาะศิลาที่พังทลาย และเศษอาวุธของเผ่าเซียนโบราณ เราจะใช้สิ่งเหล่านี้แหละ เป็นรากฐานวัตถุในการหล่อหลอมเขี้ยวเล็บของเรา"


อาเจียหันไปมองสหายแต่ละคน แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเฉียบแหลม เขาไม่ได้พูดถึงอุดมการณ์ที่ล่องลอย ทว่าเขากำลังแจกแจงหน้าที่ใน 'สายการผลิต' อย่างเป็นรูปธรรม


"การขุดค้นทรัพยากรในสถานที่ที่เต็มไปด้วยรอยแยกรั่วไหลของมิติเช่นนี้ เป็นเรื่องอันตราย พวกเราต้องประสานงานกันอย่างรัดกุม... หลิงเอ๋อร์!"


"ข้าพร้อมเสมอ" ดรุณีน้อยตระกูลเฟิงก้าวออกมา ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของนางทอประกายความมั่นใจ


"เนตรดาราของเจ้าคือศูนย์กลางการสำรวจ เจ้าจงขึ้นไปยืนบนยอดหอคัมภีร์ที่สูงที่สุด สแกนหา 'สายแร่โลหะดาวตก' ที่บริสุทธิ์ที่สุดในรัศมีร้อยลี้ ห้ามเลือกเศษหินที่ปนเปื้อนเจตจำนงวิปลาสเด็ดขาด เมื่อพบแล้ว จงส่งพิกัดมาให้ชิงเสวี่ย!"


หลินชิงเสวี่ยก้าวออกมารับช่วงต่อ "ข้าเข้าใจแล้ว เมื่อได้พิกัด ข้าจะใช้เข็มทิศมิติ สร้างสะพานมิติหรือรอยพับมิติ เพื่อย่นระยะทางและเปิดเส้นทางที่ปลอดภัยจากแรงโน้มถ่วง"


"ดีมาก ชิงเสวี่ย" อาเจียพยักหน้า ก่อนจะหันไปหายอดกระบี่และดาวนำโชค "พี่มู่หลาง เมื่อเส้นทางเปิดออก ท่านจงใช้ความคมกริบของกระบี่หยกเย็นที่ถูกเร่งพลังด้วยปลอกศิลาดารา 'ตัด' แร่โลหะก้อนยักษ์เหล่านั้นให้หลุดออกจากเศษซากอุกกาบาต การตัดของท่านต้องแม่นยำ ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมที่จะไปปลุกค่ายกลโบราณที่หลับใหลอยู่... อี้หราน! เมื่อแร่ถูกตัดขาด เจ้าใช้กำไลอัคคี ควบคุมแส้เพลิงไปรัดและดึงพวกมันกลับมา พร้อมกับ 'เผาไล่ความชื้นมิติ' ออกไปในระหว่างการขนย้าย เพื่อไม่ให้เตาหลอมทำงานหนักเกินไป!"


"วางใจเถอะ เรื่องการใช้ไฟเผางานถนัดข้าอยู่แล้ว!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่า


"และปิงอวิ๋น..." อาเจียหันมาหาสตรีผู้เงียบขรึมที่สุด "เมื่อแร่โลหะถูกลากกลับมาถึงขอบเกาะ เจ้าจงใช้ปราณพฤกษาและเมล็ดพันธุ์ศิลา ถักทอเป็น 'ตาข่ายลำเลียง' คอยรับน้ำหนักและส่งพวกมันไหลลงสู่ช่องว่างของรากไม้ศิลา เพื่อป้อนเข้าสู่ใจกลางเตาหลอมดาราบรรพกาลเบื้องล่าง!"


การจัดสรรหน้าที่อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับคุณสมบัติของศัสตราใหม่ ทำให้สหายทุกคนมองเห็นภาพการทำงานที่ชัดเจน พวกเขาไม่ได้กำลังจะไปต่อสู้กับยอดฝีมือที่ใด ทว่ากำลังจะทำสงครามกับ 'ข้อจำกัดทางทรัพยากร' ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างรากฐานอันแข็งแกร่ง


"แล้วเจ้าล่ะ อาเจีย? เจ้าเพิ่งจะผ่าตัดตัวเองมา จะไปทำหน้าที่ใด?" ฉินมู่หลางถามด้วยความเป็นห่วง


อาเจียแย้มยิ้มลึกล้ำ ชายหนุ่มยกมือขวาที่มีลวดลายอักขระสีเทาเงินยวงขึ้นมา "ข้าคือผู้บัญญัติความจริง... เมื่อมวลธาตุไหลลงสู่เตาหลอม ข้าจะลงไปอยู่ข้างล่างนั่น ใช้แขนขวานี้และพู่กันของข้า 'ทุบตี' และ 'จัดเรียง' โครงสร้างของพวกมัน ให้กลายเป็นชิ้นส่วนพยนต์ที่สมบูรณ์แบบ... เริ่มการจัดหาทรัพยากรได้!"


สิ้นคำบัญชา กลวิธานการทำเหมืองขนาดยักษ์ของป้อมปราการหมื่นอักขระก็เริ่มขับเคลื่อน!


เฟิงหลิงเอ๋อร์ทะยานร่างขึ้นสู่ยอดหอคัมภีร์ นางหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างฉับพลัน ลำแสงสีฟ้าอมม่วงสาดกระเซ็นออกจากเนตรดารา กวาดผ่านความมืดมิดของอวกาศบรรพกาล โครงสร้างของอุกกาบาตและเศษซากเกาะศิลานับหมื่นก้อน ปรากฏเป็นเส้นสายโครงร่างในสายตาของนาง


"พบแล้ว! ห่างออกไปยี่สิบจั้ง ทิศบูรพาเฉียงเหนือ มีซากแขนของหุ่นรบมหาบรรพกาล โลหะบริสุทธิ์เก้าส่วน!" หลิงเอ๋อร์ตะโกนบอกพิกัด พร้อมกับวาดเส้นสายส่งข้อมูลเข้าสู่ค่ายกลจิตวิญญาณ


หลินชิงเสวี่ยไม่รอช้า นางตวัดเข็มทิศมิติ กรีดนิ้วชี้ไปในอากาศ มิติเบื้องหน้าพลันบิดเบี้ยวและพับซ้อนกัน สร้างเป็นอุโมงค์โปร่งแสงที่ทอดยาวไปถึงซากแขนหุ่นรบนั้นในชั่วพริบตา


"ถึงคราวของข้า!" ฉินมู่หลางทะยานร่างเข้าไปในอุโมงค์มิติ เมื่อเข้าประชิดเป้าหมาย เขากำด้ามกระบี่หยกเย็นที่สวมอยู่ในปลอกศิลาดารา รังสีอำมหิตถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด ชายหนุ่มชักกระบี่ออกเพียงครึ่งเล่ม!


*ฉัวะ!*


คลื่นกระบี่สีขาวโพลนที่ถูกทวีคูณพลังจากแรงสะท้อนมิติ พุ่งตัดผ่านข้อต่อของซากแขนโลหะดาวตกที่มีขนาดเท่าศาลาหลังใหญ่ให้ขาดสะบั้นอย่างหมดจด ไร้ซึ่งเสียงระเบิดกึกก้อง ไร้ซึ่งแรงกระเพื่อมที่สูญเปล่า!


"อี้หราน! ลากมันมา!" มู่หลางตะโกน


เฟิงอี้หรานสะบัดมือ แส้เพลิงสีแดงอมทองพุ่งทะลุอุโมงค์มิติเข้าไปพันธนาการท่อนโลหะยักษ์นั้นไว้แน่น ความร้อนถูกปรับระดับให้พอดีกับการไล่ความชื้นและตะกรันมิติที่เกาะติดอยู่ด้านนอก เขาออกแรงดึง โลหะดาวตกขนาดยักษ์ก็ลอยละลิ่วกลับมาตามอุโมงค์


เมื่อท่อนโลหะพ้นจากอุโมงค์มิติ เย่ปิงอวิ๋นก็ประสานมุทรา เถาวัลย์พฤกษาขนาดใหญ่ที่อาบไล้ด้วยปราณศิลา พุ่งขึ้นไปถักทอเป็นตาข่ายรับน้ำหนักของมันไว้อย่างนุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆ หย่อนมันลงสู่ช่องว่างของรากไม้ที่เชื่อมต่อกับเตาหลอมดาราเบื้องล่าง


การประสานงานของพวกเขาลื่นไหลและทรงประสิทธิภาพประดุจฟันเฟืองที่ขบกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทรัพยากรก้อนแล้วก้อนเล่าถูกขุดค้นและส่งตรงลงสู่เบื้องล่างอย่างไม่ขาดสาย


ลึกลงไปใจกลางเตาหลอมดาราบรรพกาล อาเจียยืนรอรับมวลธาตุเหล่านั้นอยู่ท่ามกลางความร้อนระอุและแรงบีบอัดมหาศาล ชายหนุ่มมิได้ใช้ค้อนเหล็กในการตีเหล็ก ทว่าเขายก 'แขนขวา' ที่ถูกสลักด้วยอักขระปฐมกาลขึ้นมา!


เมื่อท่อนโลหะดาวตกไหลลงมาสู่จุดศูนย์กลางของฟันเฟือง อาเจียไม่ได้หลบหลีก ทว่าเขากำหมัดขวาแน่น สัจธรรมแห่งมวลธาตุที่หนักอึ้งไหลเวียนไปรวมกันที่ปลายนิ้ว ชายหนุ่มชกหมัดขวาเข้าใส่โลหะเหล่านั้นตรงๆ!


*เปรี้ยงงงง!*


เสียงปะทะดังกึกก้องประดุจฟ้าผ่า โลหะดาวตกที่แข็งแกร่งจนปราณกระบี่ธรรมดาฟันไม่เข้า กลับยุบตัวและเปลี่ยนรูปทรงไปตามเจตจำนงของหมัดอาเจีย! น้ำหนักของหมึกปฐมกาลที่ฝังอยู่ในกระดูกของเขา ทำหน้าที่เป็น 'แท่นพิมพ์' ที่ทรงพลังที่สุดในโลก!


"จงจัดเรียงโครงสร้างใหม่! ถอดรหัสตรรกะแห่งความว่างเปล่า!"


อาเจียไม่ได้เพียงแค่ทุบตี ทว่าทุกครั้งที่หมัดของเขากระทบลงไป อักขระสีเทาเงินยวงจากเส้นชีพจรของเขา จะประทับลวดลายค่ายกลลงไปในเนื้อโลหะโดยตรง เป็นการขึ้นรูปชิ้นส่วนพยนต์ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งข้อต่อ แผ่นเกราะ และแกนกลางพลังงาน ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วและแม่นยำ


เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เศษโลหะนับร้อยนับพันชิ้นถูกหล่อหลอมและประกอบเข้าด้วยกัน ในที่สุด ภายใต้แสงสลัวของเตาหลอมดารา 'หุ่นกลศิลา' ตัวแรกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดด้วยวิทยาการของป้อมปราการหมื่นอักขระ ก็หยัดกายลุกขึ้นยืน!


มันมีความสูงเพียงสามจั้ง เล็กกว่าหุ่นรบบรรพกาลดั้งเดิม ทว่าพื้นผิวโลหะสีดำทมิฬของมันกลับเรียบเนียนและอัดแน่นไปด้วยอักขระสูญตาที่ลดทอนแรงเสียดทาน ดวงตาของมันเปล่งประกายสีเทาเงินยวง มันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปราณสวรรค์ ทว่าขับเคลื่อนด้วยตรรกะและมวลธาตุ มันมีความรวดเร็ว ทรงพลัง และที่สำคัญที่สุด... มันหลุดพ้นจากการตรวจสอบของลิขิตฟ้าโดยสิ้นเชิง


"ตัวที่หนึ่งสำเร็จ..." อาเจียปาดเหงื่อที่หน้าผาก รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า "หากเราสร้างกองทัพหุ่นกลศิลานี้ได้ครบหนึ่งหมื่นตัว... ต่อให้วิหารเทพอนันตกาลส่งแม่ทัพลงมาสิบคน ข้าก็จะบดขยี้พวกมันให้กลายเป็นฝุ่นผง!"


---


ในขณะที่การสร้างสรรค์กำลังดำเนินไปอย่างบ้าคลั่งบนเกาะลอยฟ้า ณ ห้วงมิติที่ห่างไกลออกไปเบื้องบน...


ภายในวิหารเทพอนันตกาลอันวิจิตรตระการตา กู้ไห่ที่บาดเจ็บสาหัสกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์เมฆา เบื้องหลังม่านแสงสีทองคำ ร่างของมหาราชันย์เซียนเทียนจียังคงประทับอยู่อย่างสงบนิ่ง ทว่ากลิ่นอายรอบวิหารกลับหนักอึ้งจนเหล่าเทพรับใช้แทบขาดใจ


"กองทัพสอดแนมถูกบดขยี้ด้วยของเสียจากการบีบอัดมิติ... โดยที่ไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของศัตรูงั้นหรือ" น้ำเสียงของเทียนจีเซียนหวังราบเรียบ ทว่าแฝงความเย็นชาที่กรีดลึกถึงวิญญาณ


"ข้าน้อยไร้ความสามารถ ขอองค์มหาราชันย์โปรดลงทัณฑ์!" กู้ไห่โขกศีรษะลงกับพื้นหยก "พวกมันใช้เศษซากโซ่ตรวนของพวกเราเป็นเหยื่อล่อ จัดวางมิติพับซ้อนอย่างแยบยล ตรรกะค่ายกลของพวกมันแปลกประหลาดเกินกว่าที่สายตาของนักรบจะมองทะลุได้ขอรับ!"


"การดิ้นรนของมดปลวก มักสร้างความรำคาญใจเสมอ" มหาราชันย์เซียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีทองสาดประกายแห่งปัญญาอันโหดร้าย "การใช้กำลังทหารเข้าไปกวาดล้างรังของปรมาจารย์ค่ายกล ย่อมสูญเสียทรัพยากรโดยใช่เหตุ... ในเมื่อพวกมันเล่นตลกกับกฎเกณฑ์แห่งมิติ เช่นนั้น ก็จงส่ง 'ผู้ที่มองเห็นกฎเกณฑ์เป็นเพียงของเล่น' ลงไปสั่งสอนพวกมัน"


มหาราชันย์เซียนสะบัดมือขวา ปรากฏแผ่นป้ายคำสั่งหยกขาวลอยออกไปเบื้องหน้า "ส่งคำสั่งไปยัง 'ตำหนักปราชญ์ไร้เงา'... เบิกตัว 'ปรมาจารย์ค่ายกล จูเก่อหมิง' (诸葛明) ให้เขานำ 'เข็มทิศสลายสัจธรรม' ลงไปแกะรอยและรื้อถอนรากฐานของพวกมัน... ข้าต้องการให้เกาะลอยฟ้านั่น ถูกทำลายลงด้วยความสิ้นหวังทางปัญญา หาใช่ด้วยกำลัง!"


เงาทะมึนแห่งสงครามไม่ได้จางหายไป ทว่ามันกำลังเปลี่ยนรูปแบบจากการสาดพลังเข้าห้ำหั่น มาสู่สมรภูมิแห่งสติปัญญาและการช่วงชิงจังหวะทางค่ายกล! ปรมาจารย์ผู้สร้างสรรค์วิถีปฐมกาล กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับอัจฉริยะแห่งการรื้อถอนของสวรรค์ การปะทะกันของตรรกะที่บิดเบี้ยวและสัจธรรมที่ถูกกำหนด กำลังจะปะทุขึ้นในความมืดมิดของสุสานบรรพกาล!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
4.21M 3107
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
873K 2049
บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
842K 1498
ระบบเปลี่ยนชีวิต

ระบบเปลี่ยนชีวิต

นิยาย แฟนตาซี
627K 658
Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
5K 89
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810