จารึกที่ 416 : ปิดม่านจอมทัพ : กฎฟ้าดินที่ถูกเขียนใหม่
บรรยากาศภายในโถงวิหารใต้พิภพหนักอึ้งจนหยาดเหงื่อที่ผุดพรายบนใบหน้าของสามจอมทัพสวรรค์แทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำแข็ง ทะเลดาราเบื้องล่างหยุดการเคลื่อนไหว เกลียวคลื่นที่เคยไหลย้อนกลับบัดนี้สงบนิ่งราวกับแผ่นกระจกสีดำสนิท มีเพียงประกายแสงสีเทาหม่นจากปลายพู่กันนิรันดร์ในมือของอาเจีย ที่สว่างวาบและกดทับความเย่อหยิ่งของยอดฝีมือจากตระกูลเซียนโบราณจนสิ้นซาก
จอมทัพองค์ซ้ายที่สูญเสียใบหูและจอมทัพองค์ขวาที่เกราะไหล่หลอมละลาย รีบขยับเข้ามายืนประกบปกป้องจอมทัพองค์กลางที่กำลังกระอักโลหิตสีทองออกมาอย่างต่อเนื่อง นัยน์ตาของพวกเขาทั้งสามที่เคยทอดมองสรรพสิ่งประดุจมดปลวก บัดนี้เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษหนุ่มผู้แปรสภาพความว่างเปล่าให้กลายเป็นกรงขังอันไร้ขอบเขต
"พวกเราคือจอมทัพแห่งตระกูลผู้พิทักษ์... เป็นตัวแทนของเจตจำนงแห่งฟ้าดิน!" จอมทัพองค์ขวาคำรามก้อง หวังใช้เสียงตะเบ็งเพื่อขับไล่ความหวาดกลัวในจิตใจ โซ่ตรวนสีดำขลับในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรง "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการอาศัยค่ายกลลวงตาของซากปรักหักพังนี้ จะสามารถลบเลือนเกียรติภูมิของพวกเราได้! หากพวกข้าเผาผลาญแก่นวิญญาณทะลวงมิติออกไป เจ้าจะต้องแหลกเป็นผุยผงตามไปด้วย!"
อาเจียลอยตัวอยู่กลางอากาศธาตุ เบื้องหลังของเขาคือความมืดมิดที่กว้างใหญ่ไพศาล ชายหนุ่มมิได้มีท่าทีคุกคามหรือเกรี้ยวกราด ทว่าใบหน้าที่ซีดเซียวและคราบโลหิตสีเงินยวงที่มุมปาก กลับทำให้รอยยิ้มบางเบาของเขาดูเยือกเย็นและลี้ลับยิ่งกว่ามัจจุราช
"เกียรติภูมิที่ตั้งอยู่บนกองกระดูกของผู้ฝึกตนที่อ่อนแอกว่า... มิใช่เกียรติภูมิ ทว่าคือความขี้ขลาดที่ถูกเคลือบด้วยสีทอง" อาเจียเอ่ยเสียงนุ่มนวล น้ำเสียงของเขาสะท้อนก้องไปมาในโถงวิหาร บาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของศัตรู "ตระกูลของพวกท่านผูกขาดความรู้ ขีดเส้นแบ่งให้ผู้คนต้องก้มหัว ทว่าในสายตาของข้า... กฎเกณฑ์ที่พวกท่านเชิดชู มันก็แค่รอยขีดเขียนที่บิดเบี้ยวและเปราะบาง"
ชายหนุ่มไอออกมาเบาๆ โลหิตสีคล้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นลงสู่ทะเลดารา วงแหวนสามธาตุในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างเชื่องช้าเพื่อประคองทารกวิญญาณสูญตาที่แบกรับภาระหนักอึ้ง ทว่าแม้ร่างกายจะบอบช้ำ เจตจำนงที่แผ่ออกมาจากเนตรสูญตาของเขากลับยิ่งคมกริบและกว้างใหญ่ขึ้น
"อย่าไปฟังคำลวงของมัน!" จอมทัพองค์กลางฝืนยันกายขึ้นยืน ขวานรบสีทองแดงในมือเปล่งประกายแสงเฮือกสุดท้าย "มันได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการบิดเบือนกฎฟ้าดิน! มันเป็นเพียงตะเกียงที่ใกล้ดับ รีบรวมพลังทะลวงค่ายกลของมันเดี๋ยวนี้!"
จอมทัพสวรรค์ทั้งสามประสานมือเข้าด้วยกันโดยไม่ลังเล พวกเขาล้วนเป็นผู้ก้าวล่วงสภาวะหลอมความว่างเปล่า เมื่อถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด การเผาผลาญแก่นวิญญาณเพื่อแลกกับพลังทำลายล้างที่ทลายข้อจำกัดของมิติจึงเป็นทางเลือกเดียว กลิ่นอายความตายและพลังก่อกำเนิดที่บ้าคลั่งปะทุขึ้นจากร่างของทั้งสาม แสงสีทอง สีเงิน และสีดำ หลอมรวมกันเป็นเสาพลังขนาดยักษ์ที่พุ่งทะยานหมายจะเจาะทะลุโถงใต้พิภพเพื่อกลับสู่โลกภายนอก
ทว่า อาเจียเพียงหลุบตาลงมองการดิ้นรนนั้นด้วยความเวทนา
"การหลอมรวมกับฟ้าดิน... เป็นวิถีที่ทรงพลัง ทว่าหากฟ้าดินรอบตัวพวกท่าน ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ให้หลอมรวมเล่า?"
ปลายพู่กันนิรันดร์ตวัดพลิ้วไหวกลางอากาศธาตุ! อาเจียไม่ได้วาดค่ายกลป้องกันและไม่ได้ร่ายวิชาโจมตี ทว่าเขาอาศัยความเข้าใจจาก 'ปฐมขีดเขียน' วาดเส้นตรงที่โปร่งใสสี่เส้น ล้อมรอบพื้นที่ที่สามจอมทัพสวรรค์ยืนอยู่ ก่อเกิดเป็นกรงขังทรงลูกบาศก์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"อักขระสูญตา: แยกแยะฟ้าดิน!"
พริบตาที่เส้นความว่างเปล่าลากบรรจบกัน กฎเกณฑ์ของวิหารสุริยันจันทราที่เคยไหลเวียนอยู่ในอาณาบริเวณนั้น พลันถูก 'ลบเลือนความหมาย' ออกไปโดยสิ้นเชิง! พื้นที่ภายในลูกบาศก์ถูกตัดขาดจากกระแสปราณ เจตจำนง และมวลอากาศของโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ มันกลายเป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งสรรพสิ่ง!
เสาพลังขนาดยักษ์ที่สามจอมทัพสวรรค์เผาผลาญแก่นวิญญาณสร้างขึ้น พุ่งทะยานปะทะกับขอบเขตของกรงลูกบาศก์ ทว่าแทนที่จะเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง พลังอันบ้าคลั่งนั้นกลับสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับก้อนกรวดที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำไร้ก้นบึ้ง!
"เป็นไปไม่ได้! พลังของพวกเราหายไปไหน!" จอมทัพองค์ซ้ายกรีดร้องด้วยความสยดสยอง เขาสัมผัสได้ว่าตนเองไม่อาจดึงพลังจากฟ้าดินมาใช้ได้อีกต่อไป ราวกับว่าเขาถูกเนรเทศออกไปอยู่นอกขอบเขตของจักรวาล
"มันลบกฎฟ้าดินรอบตัวเราทิ้งไป! นี่มันวิชาปีศาจอันใดกัน!" จอมทัพองค์ขวากวัดแกว่งโซ่ตรวนอย่างบ้าคลั่ง ทว่าโซ่ของเขาก็ไม่สามารถทอดยาวออกไปพ้นกรอบที่อาเจียวาดไว้ได้
อาเจียหอบหายใจลึก การสร้างพื้นที่ปิดตายที่ขัดขวางแม้กระทั่งเจตจำนงระดับหลอมความว่างเปล่า คือการฝืนขีดจำกัดสูงสุดของเขาในยามนี้ ทว่าดวงตาของชายหนุ่มยังคงแน่วแน่ เขาหันมองลงไปยังเกาะลอยฟ้าเบื้องล่าง ที่ซึ่งสหายทั้งสี่กำลังเตรียมพร้อมอยู่
"พื้นที่ตรงนั้นไร้ซึ่งกฎฟ้าดินคุ้มครองพวกมันแล้ว... พลังบ่มเพาะของพวกมันถูกดึงลงมาอยู่ในระดับเดียวกับพวกเจ้า" อาเจียถ่ายทอดกระแสจิต น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนเมื่อสื่อสารกับมิตรสหาย ทว่าเด็ดขาดประดุจขุนพล "จงใช้โอกาสนี้... ให้พวกมันได้เห็นว่า ความมุ่งมั่นของมนุษย์ธรรมดา ย่อมเฉียบคมกว่าสายเลือดที่เย่อหยิ่ง!"
"ไม่ต้องให้เจ้าบอกซ้ำสอง!" เฟิงอี้หรานตะโกนรับ เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลลุกพรึบห่อหุ้มทั่วร่าง ชายหนุ่มพุ่งทะยานออกไปประดุจดาวตกสีทองแดง ทะลวงเข้าสู่กรงลูกบาศก์ที่อาเจียเปิดช่องว่างเล็กๆ ไว้ให้เฉพาะฝ่ายตน
ฉินมู่หลางมิได้ส่งเสียงร้องคำราม ยอดกระบี่หนุ่มพุ่งทะยานตามอี้หรานไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง กระบี่นิรันดร์ในมือถูกดึงออกจากฝักจนสุด เจตจำนงกระบี่สีเงินที่ได้รับการหนุนเสริมจากวิหาร หลอมรวมกับเจตจำนงแห่งการปกป้องสหาย ก่อเกิดเป็นรังสีอำมหิตที่เย็นเยียบ
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นทะยานตามไปติดๆ สตรีทั้งสองมิได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ ทว่าชิงเสวี่ยร่ายรำปราณพฤกษาสร้างเถาวัลย์มรกตนับร้อยเส้น พุ่งเข้าไปรัดตรึงข้อเท้าของสามจอมทัพ ขณะที่ปิงอวิ๋นซัดค่ายกลหยกรูปสิบสองเหลี่ยมเข้ากดทับการเคลื่อนไหวของพวกมันให้เชื่องช้าลง
เมื่อสูญเสียการเชื่อมต่อกับฟ้าดิน สามจอมทัพสวรรค์ก็ไม่ต่างจากเสือที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บ!
"พวกสวะ! อย่าคิดว่าจะหยามเกียรติข้าได้!" จอมทัพองค์ขวาตวัดโซ่ตรวนสีดำหมายจะฟาดร่างของอี้หรานให้แหลก
ทว่าอี้หรานแสยะยิ้ม ชายหนุ่มไม่หลบหลีก เขายื่นมือซ้ายออกไปคว้าโซ่ตรวนนั้นไว้โดยตรง! ความร้อนจากอัคคีบรรพกาลหลอมละลายไอความมืดบนโซ่ตรวนจนเกิดเสียงดังฉ่า อี้หรานอาศัยแรงดึง กระชากร่างของจอมทัพองค์ขวาให้ถลาเข้ามาหาตน พร้อมกับเงื้อหมัดขวาที่อัดแน่นด้วยเปลวเพลิงบริสุทธิ์ที่สุด!
"หมัดเพลิงทลายบรรพกาล!"
*เปรี้ยง!*
หมัดเพลิงกระแทกเข้าที่กลางอกของจอมทัพองค์ขวาอย่างจัง! เกราะสีเงินที่สูญเสียพลังคุ้มครองแตกกระจาย เปลวไฟทะลวงผ่านซี่โครง เผาผลาญหัวใจและเส้นชีพจรภายในจนมอดไหม้! จอมทัพองค์ขวากระอักเลือดคำโต ร่างลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงกรงที่มองไม่เห็นก่อนจะรูดไถลลงไปกองกับพื้น สิ้นลมหายใจในทันที!
"น้องสาม!" จอมทัพองค์ซ้ายกรีดร้องด้วยความโกรธแค้น เขาชูหอกยาวในมือหมายจะแทงทะลุหลังของอี้หราน
ทว่าก่อนที่ปลายหอกจะทันได้ขยับ แสงสีเงินคมกริบประดุจประกายฟ้าแลบก็พาดผ่านลำคอของเขาไปอย่างเงียบเชียบ!
ฉินมู่หลางปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังจอมทัพองค์ซ้ายในท่าเก็บกระบี่เข้าฝัก ยอดกระบี่หนุ่มมิได้หันมองศัตรู ทว่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง "ความล่าช้าในเพลงกระบี่ คือการดูถูกคู่ต่อสู้... ข้าจะส่งเจ้าไปสบายโดยไม่ให้รู้สึกเจ็บปวด"
*ฉัวะ...*
รอยเลือดบางๆ ปรากฏขึ้นรอบลำคอของจอมทัพองค์ซ้าย ก่อนที่ศีรษะของเขาจะหลุดลอยออกจากบ่า โลหิตสีทองพุ่งกระฉูดขึ้นฟ้า ร่างไร้วิญญาณล้มตึงลงไปเคียงข้างสหายร่วมรบ
เหลือเพียงจอมทัพองค์กลางผู้เป็นหัวหน้า บัดนี้เขาตกอยู่ในวงล้อมของสหายทั้งสี่ ขวานรบในมือของเขาสั่นระริก ความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยรู้จักมาตลอดชีวิตนับพันปี บัดนี้กำลังกัดกินหัวใจของเขาทีละน้อย
"พวกเจ้า... พวกเจ้าไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใดลงไป..." จอมทัพองค์กลางหอบหายใจ ถอยกรูดไปจนชิดกำแพงความว่างเปล่า "ตระกูลเซียนโบราณมีสายตาอยู่ทั่วโลกเซียน การตายของพวกข้า จะทำให้ความโกรธแค้นขององค์ผู้นำตระกูล เทลงมาบดขยี้ดินแดนตะวันออกนี้จนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า!"
อาเจียที่ลอยตัวอยู่เบื้องบน ค่อยๆ ร่อนลงมาเหยียบผืนศิลาของเกาะลอยฟ้า ชายหนุ่มเดินแหวกมิตรสหายเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าจอมทัพองค์กลาง นัยน์ตาเนตรสูญตาของเขาทอดมองอีกฝ่ายด้วยความสงบที่น่าสะพรึงกลัว
"ตระกูลของพวกท่านคุ้นเคยกับการข่มขู่มานานเกินไป" อาเจียเอ่ยเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงเจตจำนงที่หนักอึ้ง "พวกท่านคิดว่าความกลัวคือเครื่องมือที่ทำให้ผู้คนก้มหัว... ทว่าท่านลืมไปอย่างหนึ่ง ความกลัวที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน เมื่อถึงจุดแตกหัก มันจะกลายเป็นเพลิงแค้นที่เผาผลาญกรงขังนั้นจนสิ้นซาก"
อาเจียยกพู่กันนิรันดร์ขึ้น ปลายพู่กันชี้ตรงไปที่หว่างคิ้วของจอมทัพองค์กลาง
"ข้ามิได้กลัวความโกรธแค้นของผู้นำตระกูลท่าน... กลับกัน ข้ากำลังรอคอยให้เขาเดินออกจากหอคอยงาช้าง และมาเผชิญหน้ากับวิถีเต๋าที่แท้จริง"
"เจ้ามันปีศาจ..." จอมทัพองค์กลางเค้นเสียงลอดไรฟัน รีดเร้นพลังเฮือกสุดท้ายหมายจะพุ่งเข้ากัดคออาเจีย
ทว่า เงาดำใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่มพลันพุ่งพรวดขึ้นมา! เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมมิติสูญตา อ้าปากกว้างที่มีเขี้ยวสีเงินคมกริบ ฝังเขี้ยวลงบนลำคอของจอมทัพองค์กลางอย่างแม่นยำ! พิษแห่งความว่างเปล่าแทรกซึมเข้าสู่เส้นเลือด ทำลายการรับรู้และหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของศัตรูในพริบตา
จอมทัพองค์กลางเบิกตาค้าง ร่างกายกระตุกเกร็งสองครั้ง ก่อนจะล้มลงสิ้นใจแทบเท้าของอาเจีย
การต่อสู้ที่ตึงเครียดและกดดันจิตวิญญาณ สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์! ขุมกำลังรบระดับสูงสุดของตระกูลเซียนโบราณที่ถูกส่งมาปิดล้อมวิหาร ถูกทำลายล้างจนสิ้นซากโดยคณะเดินทางเพียงห้าคน!
มู่หลางและอี้หรานถอนหายใจยาว ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหินด้วยความเหนื่อยล้า ชิงเสวี่ยและปิงอวิ๋นรีบเข้ามาตรวจดูอาการและป้อนโอสถทิพย์ให้แก่พวกเขา
อาเจียสะบัดข้อมือเบาๆ กรงขังลูกบาศก์ที่เกิดจากอักขระสูญตาก็สลายตัวไป ชายหนุ่มเก็บพู่กันนิรันดร์เข้าสู่ห้วงมิติ ทว่าทันทีที่กฎเกณฑ์แห่งความว่างเปล่าถูกคลายออก ความบอบช้ำที่สะสมอยู่ในร่างของเขาก็ปะทุขึ้น!
อาเจียกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ร่างกายซวนเซจนเกือบล้ม ทว่ามู่เฉินได้ลอยเข้ามากางม่านปราณประคองร่างของเขาไว้ทันท่วงที
"อาเจีย! เจ้าฝืนใช้งานเนตรสูญตาและปฐมขีดเขียนต่อเนื่องกันนานเกินไป!" มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันทว่าแฝงความรักใคร่ "รีบโคจรปราณสมานวิญญาณเดี๋ยวนี้ หากรากฐานของเจ้าปริแตก วิถีเต๋าที่เจ้ายากลำบากสร้างมาจะพังทลาย!"
"ข้าทราบแล้ว... ท่านอาจารย์" อาเจียฝืนยิ้ม ร่างกายของเขาสั่นเทา ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงและเริ่มโคจรวงแหวนสามธาตุในจุดตันเถียนอย่างเร่งด่วน ทารกวิญญาณสูญตาที่บอบช้ำเริ่มดูดซับปราณเซียนบริสุทธิ์จากสภาพแวดล้อมเพื่อฟื้นฟูตนเอง
เจ้าถุงเงินทำหน้าที่ของมันอย่างรู้ใจ มันไต่ไปตามซากศพของสามจอมทัพสวรรค์ ใช้ใยแห่งความว่างเปล่าดึงเอา 'แก่นวิญญาณหลอมความว่างเปล่า' ที่ยังคงส่องประกายแสงออกมาสามดวง รวมถึงแหวนมิติและศัสตราคู่กายของพวกมัน นำมากองรวมกันไว้เบื้องหน้าอาเจีย ทรัพยากรเหล่านี้คือสิ่งล้ำค่าระดับโลกเซียนที่จะทำให้ป้อมปราการหมื่นอักขระแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เย่ปิงอวิ๋นกวาดสายตามองซากความพินาศ ก่อนจะหันไปทอดสายตามองรอยแยกมิติที่เปิดออกสู่โถงกำเนิดฟ้า "ศัตรูเบื้องหน้าถูกกำจัดสิ้นแล้ว... ทว่าเมื่อป้ายวิญญาณของสามจอมทัพแตกสลาย ตระกูลเซียนโบราณย่อมต้องรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่นี่"
"ปล่อยให้พวกมันรู้ไปเถิด" เฟิงอี้หรานแค่นเสียงหัวเราะ เช็ดคราบเลือดบนใบหน้า "ให้พวกตาเฒ่าบนหอคอยนั่นได้ลิ้มรสความหวาดผวาบ้าง... ว่าการลอบกัดคนที่อ่อนแอกว่า สุดท้ายแล้วย่อมต้องถูกหักกระดูก"
"จากนี้ไป พวกเราจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นฐานที่มั่น" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงนุ่มนวล นางประสานมือร่ายปราณพฤกษา ชักนำเถาวัลย์วิญญาณให้เติบโตขึ้นตามเสาหินที่พังทลาย เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของเกาะลอยฟ้าให้เหมาะแก่การบ่มเพาะ "อาเจียสร้างประตูเชื่อมต่อกับหุบเขาศิลาจารึกไว้แล้ว พวกเราสามารถไปมาหาสู่ได้อย่างอิสระ การพักฟื้นและเรียนรู้รอยจารึกปฐมกาล จะทำให้พวกเราแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับพายุลูกต่อไป"
แสงสว่างจากทะเลดาราเบื้องล่างสาดส่องขึ้นมากระทบใบหน้าของสหายทั้งห้า แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด ทว่าแววตาของพวกเขากลับทอประกายแห่งความหวังและความมุ่งมั่นที่ไม่อาจดับมอด
ณ ศูนย์กลางของโลกเซียน ความตายของสามจอมทัพสวรรค์ได้ส่งคลื่นความสั่นสะเทือนระดับแผ่นดินไหวไปถึงโถงประชุมใหญ่ของตระกูลเซียนโบราณ ผู้นำตระกูลที่เคยวางมาดสุขุม บัดนี้ได้ทุบทำลายบัลลังก์มังกรของตนด้วยความโกรธเกรี้ยวที่แทบจะเผาผลาญทวีปศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นจุณ ประกาศิตหมื่นโลหิตถูกยกระดับขึ้นเป็น 'คำสั่งล้างบางระดับมหาบรรพกาล' กองกำลังรบที่ซ่อนเร้นมานับหมื่นปี ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงครามเต็มรูปแบบ!
ทว่า ณ ซากปรักหักพังแห่งวิหารสุริยันจันทรา อาเจียผู้ครอบครองปฐมขีดเขียนและสหายร่วมเป็นร่วมตาย กำลังก่อร่างสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ การปิดม่านจอมทัพในวันนี้ มิใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้ ทว่ามันคือเสียงระฆังเบิกทาง ที่ประกาศให้โลกผู้ฝึกตนได้รับรู้ว่า... ยุคสมัยแห่งการถูกกดขี่ได้จบลงแล้ว และกฎฟ้าดินบทใหม่ กำลังจะถูกเขียนขึ้นด้วยปลายพู่กันของบุรุษเพียงผู้เดียว!