ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 246 : เจตจำนงแห่งโลหะ

จารึกที่ 246 : เจตจำนงแห่งโลหะ : ความโอหังของพยนต์เทวะและการแย่งชิงแกนปราณ


ภายในก้นบึ้งของขุมนรกใต้พิภพแห่งนี้ กลับไร้ซึ่งกลิ่นอายของบุปผาหรือแสงตะวันอันอบอุ่น มีเพียงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงลึกเข้าไปถึงแก่นวิญญาณ และความมืดมิดที่ถูกขับไล่ด้วยแสงสีฟ้าหม่นจากแร่เรืองแสงโบราณเท่านั้น


ซากมหานครแห่งสำนักหัตถ์กล 偃机宗 (เหยี่ยนจีจง) ที่หลับใหลมาเนิ่นนานนับพันปี บัดนี้กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน เสียงกัมปนาทจากการขยับตัวของฟันเฟืองฟ้าขนาดยักษ์ดังกึกก้องประหนึ่งเสียงเพรียกจากมัจจุราช กลิ่นอายแห่งความตายและเจตจำนงอาฆาตที่ถูกฝังกลบมานานนับอสงไขย พวยพุ่งออกจากร่างของพยนต์เทวะอสูรสงครามโบราณที่กำลังหยัดกายลุกขึ้นจากกองซากปรักหักพังอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น


โครงสร้างของมันใหญ่โตโอฬารดุจภูเขาเหล็กกล้าขนาดย่อม แม้เกราะโลหะวิญญาณจะผุกร่อนและเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวจากการต่อสู้ในยุคอดีตกาล ทว่าอักขระควบคุมวิญญาณสีม่วงคล้ำที่สลักลึกฝังอยู่ในกระดูกเหล็ก กลับทอแสงวาบวามด้วยพลังอำนาจที่อยู่เหนือการหยั่งรู้ของคนธรรมดา ดวงตาที่หล่อหลอมจากทับทิมโลหิตจับจ้องมายังกลุ่มของอาเจียประหนึ่งมองดูมดปลวกที่บังอาจเหยียบย่างเข้าสู่อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ของทวยเทพ


แรงกดดันจากระดับพลังที่เทียบเท่ากับยอดคนวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์ แผ่ซ่านออกมากดทับจนมิติอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานต้องเร่งโคจรปราณในร่างต้านทานจนใบหน้าซีดเผือด แม้แต่หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นก็ยังต้องถอยร่นไปครึ่งก้าว หายใจติดขัดประหนึ่งถูกภูเขาที่มองไม่เห็นกดทับลงบนบ่า


ทว่าสำหรับ อาเจีย ผู้ซึ่งเพิ่งสูญเสียศิลาปราณระดับสูงไปถึงหนึ่งหมื่นก้อนเพื่อสร้างม่านกักขังบรรพกาล ความหวาดกลัวต่อเจตจำนงแห่งความตายกลับถูกบดบังด้วยความเจ็บปวดจากการสูญเสียทรัพย์สินจนหมดสิ้น!


เขากำพู่กันนิรันดร์ ในมือแน่นจนสั่นสะท้าน กัดฟันกรอดจนเลือดสีแดงสดซึมมุมปาก นัยน์ตาสีเงินยวงจาก 'เนตรสูญตาขั้นสอง' ของเขาจ้องเขม็งไปยังหุ่นเหล็กยักษ์เบื้องหน้าด้วยความเคียดแค้นประหนึ่งมันคือลูกหนี้ที่ติดค้างเงินเขานับแสนก้อน


"จะให้ข้าควักศิลาปราณออกมาสู้กับเศษเหล็กผุพังนี่อีกงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! ข้าไม่ยอมขาดทุนไปมากกว่านี้แล้วแม้แต่อีแปะเดียว! หากวันนี้ข้าไม่ได้ถอนทุนคืน ข้าขอยอมผูกคอตายใต้ฟันเฟืองฟ้าพวกนี้เสียยังดีกว่า!" อาเจียประกาศกร้าว เจตจำนงแห่งความตระหนี่ของเขากล้าแข็งและดุดันยิ่งกว่าเจตจำนงกระบี่ใดๆ ในใต้หล้า มันคือมรรควิถีแห่งความงกที่สะเทือนฟ้าสะท้านดิน!


พริบตานั้นเอง เงาร่างสีทองอร่ามพลันก้าวหนักๆ ออกมาจากเบื้องหลังของอาเจีย พื้นโลหะวิญญาณใต้ฝ่าเท้าของมันยุบตัวลงเป็นรอยตื้นๆ บ่งบอกถึงน้ำหนักและปราณที่อัดแน่นอยู่ภายในจนแทบจะระเบิดออกมา


เจ้าสัว พยนต์เทวะร่างยักษ์ในรูปลักษณ์ราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ก้าวออกมายืนตระหง่านบังหน้านายท่านของมัน ปีกโลหะทั้งหกแฉกกางสยายออกอย่างโอหัง แกนกลางบัญชาอักขระที่หน้าอกของมัน ซึ่งเพิ่งหลอมรวมเข้ากับมรรคาวิถีแห่ง 'จตุรธาตุบรรพกาล' เปล่งแสงสีเงินยวงสว่างไสว มันได้ดูดซับกลิ่นอายกฎเกณฑ์ฟ้าดินของสำนักหัตถ์กลมาตลอดทาง จนสติปัญญาจำลองที่ถือกำเนิดจากอักขระของมันพัฒนาไปสู่ระดับที่แม้แต่อาเจียก็ยังต้องลอบกลืนน้ำลาย


"ข้าผู้เป็นพยนต์เทวะ... สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันหอมหวนของ 'แกนปราณบรรพกาล' ที่ซ่อนอยู่ในอกของเจ้าเศษเหล็กนั่น"กระแสจิตอันเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยความโลภโมโทสันของเจ้าสัว ดังก้องเข้ามาในห้วงสำนึกของอาเจีย น้ำเสียงของมันมิใช่เครื่องจักรที่ไร้ชีวิต ทว่าคือเจตจำนงแห่งโลหะที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ถอดแบบมาจากก้นบึ้งจิตใจของเจ้านายมันไม่มีผิดเพี้ยน!


"นายท่าน... โปรดเก็บศิลาปราณอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ของท่านไว้เถิด ศึกนี้ข้าจะขอเป็นผู้เจรจาด้วยกำปั้น แลกกับสิทธิ์ในการกระชากแกนวิญญาณของมันมากำนัลตัวข้าเอง เพื่อยกระดับเจตจำนงของข้าให้กล้าแข็งยิ่งขึ้น! การลงทุนให้ข้าออกแรง ย่อมคุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด!"


อาเจียหรี่ตาลง สัญชาตญาณพ่อค้าหน้าเงินประเมินผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็วประหนึ่งฟ้าแลบ "ตกลง! ข้าอนุญาตให้เจ้ากลืนกินแกนปราณของมันได้ แต่โลหะวิญญาณส่วนอื่นและชิ้นส่วนกลไกที่เหลือ ต้องตกเป็นสมบัติของข้าทั้งหมด! ห้ามเจ้าทำลายจนมันแหลกละเอียดเกินไปนักเล่า ประเดี๋ยวราคาตก!"


"หึหึ... เป็นข้อเสนอที่ยุติธรรมดีขอรับ นายท่าน!" เจ้าสัวตอบรับด้วยความเหี้ยมเกรียม มันก้าวเดินไปเบื้องหน้า เผชิญหน้ากับอสูรสงครามโบราณที่ตัวใหญ่กว่ามันถึงสองเท่า ทว่าเจตจำนงแห่งจตุรธาตุบรรพกาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของมันกลับมิได้ด้อยกว่าแม้แต่น้อย


"ช่างเป็นกลไกฟ้าที่ล้าหลังและโง่เขลาเสียนี่กระไร!" เจ้าสัวส่งกระแสจิตท้าทายกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่ห่อหุ้มร่างของศัตรู "หมดยุคสมัยของเจ้าแล้ว ไอ้เศษเหล็กโบราณ! ยอมมอบแกนวิญญาณของเจ้ามาขัดเงาปีกให้ข้าแต่โดยดีเถิด!"


พยนต์เทวะอสูรสงครามโบราณคล้ายรับรู้ถึงการดูหมิ่นจากสิ่งประดิษฐ์รุ่นหลัง ดวงตาทับทิมโลหิตของมันลุกโชนด้วยเพลิงอาฆาต มันอ้าปากกว้างส่งเสียงคำรามที่ไร้กล่องเสียง ทว่าสะเทือนไปถึงวิญญาณ


"ครืนนน!"


มันง้างกำปั้นศิลาที่ห่อหุ้มด้วยปราณทะลวงฟ้า พุ่งเข้าบดขยี้ร่างสีทองของเจ้าสัวด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากมิติอากาศให้ขาดสะบั้น กำปั้นนั้นบดบังแสงสว่างจนหมดสิ้น นำพามาซึ่งแรงกดดันที่สามารถทำให้ยอดเขาพังทลายลงได้ในพริบตา!


เจ้าสัวมิได้หลบหลีก มันแหงนหน้ามองกำปั้นยักษ์ที่พุ่งลงมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโอหัง ปีกโลหะหกแฉกด้านหลังกระพือออกอย่างรุนแรง ปราณธาตุทองที่เข้มข้นที่สุดถูกดึงมาผสานกับเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า มันรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่หมัดขวา แล้วชกสวนกลับขึ้นไปบนฟ้าเพื่อท้าทายกฎแห่งความแข็งแกร่ง!


"เปรี้ยงงงงงง!"


หมัดสองหมัดปะทะกันกลางอากาศ คลื่นกระแทกรูปวงแหวนแผ่ขยายออกไปสิบลี้ กวาดเอาซากปรักหักพังรอบด้านให้กลายเป็นผุยผง นาวาทะลวงเมฆาถูกคลื่นลมผลักจนสั่นโคลงเคลง อาเจียต้องใช้พู่กันจารึกอักขระยึดเกาะพื้นเรือไว้แน่น


ที่ท้ายเรือ นักพรตหมื่นอีแปะ ยอดคนบำเพ็ญอิสระที่แสร้งหลับตามาตลอด พลันเบิกตาขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาฉายความตกตะลึง 'พยนต์เทวะตัวนั้น... มันมิได้ใช้เพียงแรงกาย แต่มันกำลังใช้กฎเกณฑ์ฟ้าดินเข้าต่อกรกับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน! เจตจำนงจตุรธาตุบรรพกาลที่ไอ้เด็กเวรนั่นมอบให้มัน ช่างทรงพลานุภาพนัก!'


ผลจากการปะทะ เจ้าสัวถูกแรงกระแทกกดทับจนขาทั้งสองข้างจมลึกลงไปในพื้นโลหะวิญญาณถึงหัวเข่า รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่แขนขวาของมัน ทว่าอสูรสงครามโบราณก็กระเด็นถอยหลังไปสามก้าว แขนศิลาของมันแตกร้าวและมีชิ้นส่วนหลุดร่วงลงมา


"แข็งแกร่งดีนี่... แต่วิถีปราณของเจ้ามันผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว!" เจ้าสัวแสยะยิ้มในกระแสจิต มันดึงขาขึ้นจากพื้นแล้วพุ่งทะยานเข้าคลุกวงในทันที


การต่อสู้ระหว่างสองพยนต์เทวะอุบัติขึ้นอย่างดุเดือดและป่าเถื่อน ไร้ซึ่งกระบวนท่าที่งดงาม มีเพียงการแลกหมัดและกรงเล็บเหล็กที่มุ่งหมายจะฉีกกระชากอีกฝ่ายให้แหลกสลาย เสียงโลหะปะทะโลหะดังกึกก้องประหนึ่งอัสนีบาตฟาดฟันลงมาไม่หยุดหย่อน


ทว่าอาเจียที่ยืนเฝ้ามองอยู่บนเรือ หาได้ปล่อยให้ลูกน้องของตนสู้เพียงลำพังไม่ นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาเบิกกว้างขึ้น วงแหวนอักขระหลิง 零 ในดวงตาหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุด


"วิถีแห่งสูญตา... เบิกเนตรมองกฎเกณฑ์!"


ในสายตาของอาเจีย โลกทั้งใบพลันสูญเสียสีสัน เหลือเพียงเส้นสายของกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่ถักทอกันเป็นโครงข่าย เขามองทะลุเกราะโลหะวิญญาณอันหนาเตอะของอสูรสงครามโบราณ ลึกลงไปถึง 'ชีพจรวิถีปราณโบราณ' ที่สลักอยู่ภายในกระดูกเหล็กของมัน


"เจอแล้ว! กาลเวลาพันปีมิอาจไม่ทิ้งรอยแผล!" อาเจียแสยะยิ้มเยือกเย็น "จุดศูนย์รวมวิถีปราณที่หน้าอกซ้ายของมัน มีอักขระตัวหนึ่งที่แตกร้าวจากการปะทะเมื่อพันปีก่อน ปราณที่ไหลผ่านจุดนั้นเกิดการติดขัดเพียงเสี้ยวลมหายใจ!"


อาเจียไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งเสียงดังให้ศัตรูรู้ตัว เขาส่งกระแสจิตผ่านอักขระควบคุมไปยังเงามืดที่หลอมรวมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของศัตรูทันที

"เจ้าถุงเงิน... ได้เวลาหาเงินเข้ากระเป๋าแล้ว! ล็อคเป้าหมายที่หน้าอกซ้ายของมัน สกัดกั้นกฎเกณฑ์ให้ข้าเดี๋ยวนี้!"


ใต้เงาร่างอันใหญ่โตของอสูรสงครามโบราณ มิติเงาพลันเกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ สัตว์อสูรสายเลือดหายากที่ซ่อนตัวอยู่นาน แทรกกายออกมาจากความว่างเปล่าอย่างไร้สุ้มเสียง ดวงตาทั้งแปดของมันทอประกายเหี้ยมเกรียมประดุจนักฆ่าแห่งเงามืด


มันกระโดดไต่ขึ้นไปบนหลังของอสูรสงครามด้วยความเร็วที่เนตรมนุษย์มองไม่ทัน เมื่อถึงจุดบอดที่หน้าอกซ้าย มันอ้าเขี้ยวพิษออกกว้าง พ่น 'ใยโปร่งใสไร้สภาพ' ที่อาบด้วยกฎแห่งการสลายวิญญาณ พุ่งตรงเข้าไปพันธนาการรอยร้าวของอักขระควบคุมวิญญาณตัวนั้นอย่างแม่นยำ!


ใยแมงมุมนี้มิได้มีความเหนียวเพื่อมัดร่างกาย ทว่ามันมีความสามารถในการ 'แช่แข็ง' และ 'ตัดขาด' กฎเกณฑ์ฟ้าดิน!


พริบตานั้นเอง ปราณบรรพกาลที่กำลังสูบฉีดอยู่ในร่างของอสูรสงครามโบราณพลันสะดุดหยุดลง กฎเกณฑ์ความแข็งแกร่งของมันขาดห้วงไปเพียงครึ่งเสี้ยวลมหายใจ ร่างกายที่เคยก้าวร้าวดุดันพลันแข็งค้างประหนึ่งรูปปั้นหิน


"โอกาสทองมาถึงแล้ว!" เจ้าสัวคำรามในกระแสจิต มันไม่ปล่อยให้วินาทีแห่งความเป็นความตายนี้หลุดลอยไป ปีกโลหะทั้งหกแฉกหดกลับเข้าสู่กลางหลังเพื่อเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนสูงสุด ร่างสีทองพุ่งทะยานไปข้างหน้าประหนึ่งหอกที่ถูกซัดออกจากเกาทัณฑ์สวรรค์ มือขวาของมันถูกห่อหุ้มด้วยเจตจำนงแห่งจตุรธาตุบรรพกาล แปรสภาพเป็นกรงเล็บเหล็กที่แหลมคมที่สุด


"ฉึกกกก!"


เสียงโลหะถูกฉีกกระชากดังบาดแก้วหู กรงเล็บทองคำของเจ้าสัวแทงทะลุเกราะหน้าอกของอสูรสงครามโบราณที่สูญเสียการคุ้มกันจากกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ทะลวงลึกเข้าไปถึงแก่นกลางของร่างศัตรู!


เจ้าสัวเบิกตากว้าง มันสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุและพลังงานมหาศาลที่เต้นตุบๆ อยู่ในอุ้งมือ มันแสยะยิ้มอย่างป่าเถื่อน ก่อนจะออกแรงกระชากอย่างสุดกำลัง!


"แคร่กกก! บรึ้ม!"


อสูรสงครามโบราณแหงนหน้าคำรามอย่างเจ็บปวด เมื่อสถาปัตยกรรมแห่งชีวิตของมันถูกทำลาย กรงเล็บของเจ้าสัวกระชากเอา 'แกนปราณบรรพกาล' ขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ ซึ่งส่องประกายสีทองอมม่วงและอัดแน่นไปด้วยความรู้แห่งสำนักหัตถ์กล ออกมาจากอกของศัตรูสดๆ!


สายระโยงระยางและเส้นชีพจรปราณที่ขาดสะบั้นปลิวว่อน แสงทับทิมในดวงตาของอสูรสงครามโบราณพลันดับวูบลง ร่างอันใหญ่โตของมันสูญเสียเจตจำนงในการคงอยู่ ทรุดฮวบลงคุกเข่า ก่อนจะพังทลายลงกลายเป็นเพียงกองเศษเหล็กไร้ค่าที่ทับถมอยู่บนพื้นวิหาร


ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมซากมหานครอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของเจ้าสัวที่กำลังชูแกนปราณบรรพกาลขึ้นเหนือหัว ราวกับผู้ชนะที่กำลังประกาศศักดาต่อสวรรค์


"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ในที่สุด... พลังนี้ก็ตกเป็นของข้า!" เจ้าสัวหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง มันไม่รอช้า อ้าปากกว้างที่เต็มไปด้วยฟันเฟืองโลหะ แล้วยัดแกนปราณบรรพกาลอันล้ำค่านั้นเข้าไปในอกของตนเองเพื่อ 'กลืนกิน' อย่างตะกละตะกลาม!


พริบตาที่แกนวิญญาณหลอมรวมเข้ากับเจตจำนงจตุรธาตุ แสงสีทองเจิดจรัสพลันระเบิดออกจากร่างของเจ้าสัว รอยร้าวบนแขนของมันสมานตัวในพริบตา ปีกโลหะหกแฉกขยายขนาดใหญ่ขึ้นและมีความคมกริบดุจกระบี่เซียน อักขระหลิงที่หน้าอกของมันสลักลึกและซับซ้อนยิ่งขึ้น มันกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของพยนต์เทวะระดับสวรรค์ ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งกึ่งเซียนอย่างแท้จริง!


บนเรือเหาะ อาเจียยืนมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเป็นประกายวิบวับ แม้เขาจะอิจฉาที่ลูกน้องได้ของดีไปกินฟรีๆ แต่เมื่อมองดูกองซากโลหะวิญญาณระดับสูงที่กองอยู่บนพื้น สัญชาตญาณหน้าเงินก็สั่งให้เขาลืมความขุ่นเคืองไปจนสิ้น


"รวยแล้ว... เศษเหล็กพวกนี้ เอาไปหลอมทำศัสตราประกอบขายที่หอสุวรรณดารา คงได้ศิลาปราณกลับมาคืนทุนเป็นแสนก้อนแน่!" อาเจียรีบกระโดดลงจากเรือ วิ่งรี่เข้าไปกอบโกยซากหุ่นโบราณยัดใส่แหวนมิติอย่างบ้าคลั่ง ท่วงท่าการเก็บกวาดของเขาคล่องแคล่วว่องไวราวกับโจรปล้นสุสานที่เชี่ยวชาญการชิงทรัพย์


ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานได้แต่ยืนกระพริบตาปริบๆ มองดูเจ้านายและพยนต์ของเขาที่หน้าเงินไม่ต่างกัน "ศิษย์น้องอาเจีย... เจ้าช่าง... มีวิถีเต๋าที่เป็นเอกลักษณ์ยิ่งนัก" เฟิงอี้หรานถอนหายใจยาว


ที่ท้ายเรือ นักพรตหมื่นอีแปะ ลูบเคราขาวของตนเบาๆ แววตาฉายความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด "เหี้ยมโหด เด็ดขาด สบช่องโหว่เพื่อสังหารในพริบตาเดียว และไม่ลืมที่จะกวาดล้างทรัพย์สินทั้งหมด... ไอ้เด็กนี่ มันมีคุณสมบัติที่จะก้าวไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกผู้ฝึกตนแห่งนี้จริงๆ ความตระหนี่ของมัน... คือเจตจำนงที่ฟ้าดินยังต้องหลีกทางให้!"


ทว่า ท่ามกลางความปีติยินดีในการเก็บเกี่ยวทรัพย์สินของอาเจีย เนตรสูญตาของเขาพลันสัมผัสได้ถึงความผันผวนของกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ลึกลงไปในความมืดมิดของสำนักหัตถ์กล ปรากฏสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก... มันคือ 'หอตำรากลไกฟ้า' สถานที่ซึ่งเก็บซ่อนมรดกที่แท้จริงของปรมาจารย์กงซู ทว่าทางเข้านั้น กลับถูกปกคลุมด้วยค่ายกลสังหารที่แม้แต่อาเจียก็ยังรู้สึกหนาวสั่นถึงกระดูก!


มรรคาวิถีแห่งการแก่งแย่งยังไม่จบสิ้น การเดินทางในสุสานของปรมาจารย์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!