ท่ามกลางพายุแห่งเสียงประท้วงที่คุกรุ่นด้วยความอัดอั้นและเคียดแค้น 'ฮาซัน' รองผู้อำนวยการผู้มีหัวใจสอพลอหาได้ใส่ใจเสียงก่นด่าเ่าั้ไม่ เขายังคงค้อมตัวผายมือเชิญอาซิมและกลุ่มองครักษ์ในชุดเกราะหรูหราก้าวเข้าสู่อาคารหลักด้วยท่าทางนอบน้อมดั่งสุนัขรับใช้ผู้ภักดี สายตาขมขื่นนับร้อยคู่ที่ทิ่มแทงมาเปรียบเสมือนลมที่พัดผ่านร่างของคนเ่าั้ไปโดยไร้ร่องรอย เพราะทุกคนต่างประจักษ์แจ้งว่าในนครหินผาแห่งนี้... ความยุติธรรมเป็เพียงวาทกรรมเพ้อฝัน มีเพียง 'อำนาจ' และ 'พร์' เท่านั้นที่จะฉุดรั้งพวกเขาให้พ้นจากกรงเล็บของเหล่าชนชั้นสูง
"คิวถัดไป... ผู้สมัครหมายเลขต่อไปก้าวออกมา!"
เสียงแหบพร่าของกรรมการประจำโต๊ะหมายเลข 4 ดังแทรกความวุ่นวายขึ้นมา
อาลอนผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เื้ัขบวนของอาซิมมาโดยตลอด เริ่มขยับกายก้าวออกมาด้วยท่วงท่าที่มั่นคงทว่าไร้สรรพเสียง สายตาที่เคยจับจ้องขบวนขุนนางพลันเบนมายังเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้มีใบหน้าคมคายและั์ตาเรียบเฉยดุจผิวน้ำที่เยือกแข็ง รูปลักษณ์ที่แฝงกลิ่นอายแปลกแยกทำให้ผู้สมัครโดยรอบรู้สึกประหลาดใจ ทว่าอาลอนหาได้แยแสสิ่งใด เขาก้าวไปหยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะลงทะเบียน วางถุงผ้าใบเล็กที่ผ่านการสะสมมาอย่างยากลำบากลงบนแผ่นไม้หนาด้วยจังหวะที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น
"ข้า อาลอน"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่ากังวานชัด เขาปรายสายตามองกรรมการที่ยังมีอาการสั่นเทาจากเหตุการณ์ข่มขู่เมื่อครู่ ก่อนจะค่อยๆ คลายเชือกผูกถุงผ้า เผยให้เห็นเหรียญกษาปณ์ที่เก็บหอมรอมริบมานานนับปีเพื่อโอกาสเดียวในชีวิตนี้
"นี่คือค่าธรรมเนียมสมัครสอบ... โปรดดำเนินการตามขั้นตอนด้วย"
กรรมการผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ดวงตาที่เคยหม่นแสงเพราะความอัปยศพลันสั่นไหวเมื่อสบเข้ากับั์ตาสีดำสนิทอันลุ่มลึกเกินวัย ราวกับว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้มาเพียงเพื่อสมัครสอบ แต่กำลังแบกรับเจตจำนงบางอย่างที่หนักแน่นยิ่งกว่าเหรียญเงินในถุงใบนั้นเสียอีก
เขานิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ แล้วเริ่มตวัดปากกาบันทึกข้อมูลลงในสมุดทะเบียนด้วยมือที่เริ่มกลับมามั่นคง
"ผู้สมัครอาลอน... ชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วน" กรรมการหยิบแผ่นโลหะสลักหมายเลขยื่นให้ด้วยท่าทีที่สุภาพขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "รับป้ายนี้ไป แล้วจงมุ่งหน้าไปยังโถงทดสอบภาคปฏิบัติ... อย่าได้ล่าช้าเป็อันขาด"
อาลอนรับป้ายโลหะที่เย็นเยียบมาไว้ในมือ แสงสีฟ้าจางๆ ในลานสายตาซีกซ้ายกะพริบหมุนวนอย่างรวดเร็วเพื่อบันทึกสถานะใหม่—[ภารกิจเสร็จสิ้น: การลงทะเบียนสำเร็จ] ก้าวถัดไปคือการเข้าสู่โถงทดสอบ ที่ซึ่งอาซิมและอภิสิทธิ์อันโสมมคงกำลังรออยู่ แต่อาลอนรู้ดีว่า จิตสำนึกแห่งจักรกลสังหารหมายเลข 377 ที่หลับใหลอยู่ภายในกาย ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้พ่ายแพ้ต่อโชคชะตาที่ใครหน้าไหนตราหน้าไว้
❖ ❖ ❖
อาลอนและอาดัมหยุดยืนเบื้องหน้าแผ่นศิลาพลังงานขนาดใหญ่ รายละเอียดของบททดสอบถูกสลักไว้ด้วยอักษรรูนเรืองแสงสีฟ้าอ่อนที่ขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต ทั้งคู่ไล่สายตาอ่านเงื่อนไขการคัดเลือกอันเข้มงวดของวิทยาลัยคาลิฟา
[ระเบียบการคัดเลือกผู้เข้าศึกษา ณ วิทยาลัยลมปราณและการช่างคาลิฟา]
บททดสอบที่ 1: การหยั่งรากแห่งจิตปราณ (The Essence Assessment) — ผู้สมัครต้องถ่ายทอดพลังปราณเข้าสู่ "แท่นศิลาแห่งจิต" เพื่อวัดความบริสุทธิ์และขีดจำกัดในการต้านทานแรงดัน นี่คือมาตรวัดศักยภาพของผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็ช่างฝีมือชั้นสูง
บททดสอบที่ 2: วิสัยทัศน์แห่งจักรกล (The Mechanical Intuition) — ผู้สมัครจะได้รับเครื่องมือหรืออาวุธที่เสียหายอย่างหนักแบบสุ่ม ภายใต้ข้อจำกัดของเวลา ต้องทำการวิเคราะห์และซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ หากซ่อมแซมผิดพลาดหรือใช้เครื่องมือผิดประเภทจะถูกตัดสิทธิ์ทันที
บททดสอบสุดท้าย: วงแหวนแห่งเจตจำนง (The Circle of Will) — บททดสอบที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ตายตัว ผู้สมัครต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์ผู้คุมสอบภายในวงกลมบนพื้น และต้องใช้ทุกศาสตร์ที่มีเพื่อทำให้ผู้คุมสอบก้าวออกจากวงกลมนั้นให้ได้
เมื่ออ่านจบ ชาลัคถึงกับพ่นลมหายใจยาว เขาหันมองอาลอนพลางเอ่ยเตือนเสียงเครียด "รอบแรกน่ะข้าไม่ห่วงเ้านักหรอก... แต่รอบงานช่างมันคือการเสี่ยงดวง ถ้าเ้าซวยไปเจอเครื่องจักรโบราณสมัยปฐมาที่วงจรซับซ้อนเข้าล่ะก็จบเห่แน่ ส่วนบททดสอบสุดท้าย... นั่นมันบ้าชัดๆ! ผู้คุมสอบที่นี่คือระดับยอดฝีมือสายต่อสู้ทั้งนั้น เ้าจะเอาอะไรไปงัดกับพวกเขา!"
อาลอนหาได้สั่นคลอนต่อคำปรามาส เขายังคงทอดสายตามอง 'วงกลมสีขาว' บนพื้นสนามอย่างพิจารณา ระบบ ในสมองเริ่มจำลองสถานการณ์และคำนวณองศาการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้นับพันรูปแบบอย่างเงียบเชียบ
"โชคชะตาไม่มีที่ว่างในสมการของข้าชาลัค" อาลอนเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น "การซ่อมแซมคือการอ่านโครงสร้างที่แตกร้าว... ส่วนการผลักดันผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ก็แค่การหาจุดศูนย์ถ่วงและแรงปะทะที่แม่นยำที่สุดเท่านั้น"
เด็กหนุ่มก้าวเดินนำหน้าชาลัคไปยังจุดเริ่มต้นของการทดสอบ ทิ้งให้เหล่าผู้สมัครคนอื่นที่กำลังขวัญเสียไว้เื้ั ความเงียบงันของอาลอนในเวลานี้ไม่ใช่ความประหม่า แต่เป็ความสงบนิ่งก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มวิทยาลัยแห่งนี้ให้สั่นะเื
❖ ❖ ❖
อาลอนยืนสงบนิ่งอยู่ริมขอบสนาม สายตาจับจ้องไปยัง "แท่นศิลาแห่งจิต" ผลึกหินสีเทาขุ่นมัวที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง รอคอยการจุดชนวนจากพลังปราณของผู้ท้าทาย
รอบกายเต็มไปด้วยเสียงหวีดหวิวของพลังงานที่ปะทะกับศิลา ผู้สมัครคนแล้วคนเล่าก้าวขึ้นไปััด้วยความมั่นใจ ทว่าผลลัพธ์กลับน่าอนาถใจนัก ส่วนใหญ่ทำได้เพียงทำให้ผิวศิลาเรืองแสงสลัวดั่งหิ่งห้อยริบหรี่ มีเพียงคนแคระรุ่นเยาว์ไม่กี่คนที่สามารถกระตุ้นศิลาให้เปล่งประกาย "สีอำพัน" อันเป็สัญลักษณ์ของปราณแร่ธาตุที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้
จนกระทั่ง... ถึงคิวของอาลอน
และแล้ว... ก็ถึงเวลาของอาลอน
ร่างสูงโปร่งในชุดช่างเก่าๆ ก้าวขึ้นสู่แท่นอย่างแ่เบา เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นจากรอบทิศทาง "ดูเ้าเด็กนั่นสิ ท่าทางจะไม่มีแรงแม้แต่จะยกหิน" หรือ "วิทยาลัยตกต่ำลงขนาดรับพวกขยะมาสอบแล้วหรือ" อาลอนไม่แม้แต่จะปรายหางตามอง เขาหลับตาลง สูดลมหายใจช้าๆ ปล่อยให้ระบบประมวลผลกระแสพลังงานที่ไหลเวียนผ่านจุดชีพจร ก่อนจะวางปลายนิ้วลงบนผิวััอันเย็นเยียบของแท่นศิลา
วูบแรก... ศิลายังคงมืดสนิทและเย็นชืดไร้ิญญา
ความเงียบปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงขบขันที่ดังสนั่นไปทั่วโถง กรรมการคุมสอบส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย พลางเตรียมจะตวัดปากกาตัดสิทธิ์
"ผู้สมัครอาลอน... ระดับปราณว่างเปล่า ไม่ผ่านบททดส—"
ครืนนนนนนนนนน—!
คำประกาศนั้นถูกกลืนหายไปในลำคอทันที!
พื้นหินใต้ฝ่าเท้าสั่นะเืไหวระริก เสียงคำรามทุ้มต่ำดุดันดังกระหึ่มออกมาจากแกนกลางของแท่นศิลา ทันใดนั้น ความมืดมิดที่เคยปกคลุมพลันถูกฉีกกระชากออกอย่างรุนแรง!
เปรี้ยง—!
ประกายแสง สีแดงฉาน ดั่งลาวาปะทุพุ่งนำขึ้นมา ตามติดด้วย สีเขียวมรกต อันสดใส, สีเหลืองอำพัน ที่ร้อนแรง, สีทองอร่าม อันสูงส่ง, สีฟ้าคราม อันลุ่มลึก และปิดท้ายด้วย สีม่วงเข้ม อันลึกลับ!
แสงหลากสีเ่าั้ไม่ได้เพียงสว่างวาบแล้วจางหาย แต่มันกลับเริ่ม "หมุนวน" สอดประสานกันเป็เกลียวคลื่นสเปกตรัมที่งดงามทว่าน่าเกรงขาม ราวกับว่าอาลอนไม่ได้มีปราณเพียงธาตุเดียว แต่เขากำลังหลอมรวมทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเข้าสู่ศิลาเพียงหนึ่งเดียว!
บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน มวลอากาศที่เคยเบาบางกลับหนักอึ้งจนทุกคนรู้สึกหายใจไม่ออก กรรมการคุมสอบนิ่งค้าง ปากกาในมือร่วงหล่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองปรากฏการณ์ที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ในประวัติศาสตร์ของวิทยาลัยแห่งนี้
แม้แสงที่หมุนวนจะไม่ได้เจิดจ้าจนตาพร่า แต่มันกลับทรงพลังจนราวกับจะหยุดเวลาเอาไว้ อาลอนยังคงยืนนิ่งดุจรูปสลัก แสงสะท้อนจากศิลากระทบใบหน้าคมคาย ทำให้เขาดูราวกับเทพเ้าผู้กุมกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติไว้ในกำมือ
เสียงเย้ยหยันมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัว ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพราะสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาได้พิสูจน์แล้วว่า เด็กหนุ่มผู้นี้... ไม่ใช่ มนุษย์ธรรมดาอย่างแน่นอน!