…หลังจากวันนั้นผมบอกเอสเม่ไปว่าขอเวลาตัดสินใจสามวัน
…วันที่หนึ่ง
ในวันนี้หลังจากที่ตรวจกระแสเวทย์่บ่าย ผมตรงไปซื้อซาลาเปาดอกไม้ไฟอย่างเคย ให้ตายสิ มันดีมากเลยที่ได้กลับมาดื่มด่ำ กลับมากินสิ่งที่เราชอบ
เมื่อกัดลงไป รสชาติของเนื้อหมูผสมเนื้อวัวสูตรพิเศษของบ้านเจมม่า ก็ะเิแตกในปากพร้อมกับน้ำซุปเนื้อสัตว์ ทั้งสองรสชาติผสมกันดีจนเคลิบเคลิ้ม ซาลาเปาดอกไม้ไฟนี่ ทำไมมันยังไม่ใช่ของขึ้นชื่อของ Golden Rim กันนะ ผมหลับตาและปล่อยให้ััในปากมันงอกงาม จนกระทั่งกลืนลงไป อึก!
“อร่อยเหมือนเดิมเลยนะ เจมม่า! ซาลาเปาของเธอทำให้ลืมไปเลยว่านอกบาเรีย มีอาการแพ้อนูเวทย์รอทุกคนอยู่” ผมบอกเจมม่าด้วยความสุข
เจมม่าอมยิ้ม ส่ายหัวเล็กน้อย “เหอะๆ อารมณ์ดีจังนะ คุณรี้ด เกี่ยวกับข่าวลือ่นี้หรือเปล่า?”
“เอ๋? ข่าวลือเหรอ?” ผมเริ่มประหม่าแปลกๆ ดันแว่นโดยไม่รู้ตัว
“ก็ที่ว่าตอนนี้นายกำลังคบกับเอสเมีย แม่สาวเอลฟ์นักพยากรณ์เวทย์ประจำเมืองนี่นา จะว่าไปก็เข้ากันดีนะ อาชีพเดียวกันด้วย โฮะๆ” เธอนำมือมาปิดปากเล็กน้อย
“เอ๋—----- จริงเหรอจ๊ะเนี่ย? ป้าคิดว่าแค่ข่าวลือมั่วซั่วนะ” คุณป้าขาประจำของร้าน มีปฏิกริยาอย่างว่องไว มองมาที่ผมด้วยสายตาที่้าคำตอบ
“เอ่อ……ไม่ ไม่หรอกครับ คือตอนนี้ผมแค่สนิทกับทางทีมเอลฟ์มากขึ้นครับ แฮะๆ” ผมตอบหลบสายตา
“จริงเหรอออออ?” คุณป้ารุกเพิ่มอย่างไม่ยอมแพ้ ยื่นหน้ามากดดันเพิ่ม
“จริงสิครับ คือเรา คือผมปรับตัวเข้ากับฝั่งเอลฟ์ได้มากขึ้นน่ะครับ แฮะๆ” ผมเริ่มประหม่าละ
“ทำตัวมีพิรุธจังนะ รี้ด ฮะๆ” เจมม่ายังอดแซวไม่ได้ ผมก็นึกว่าเจมม่าจะช่วยผมซะอีก ผมจึงแซวกลับ
“ไม่หรอกๆ ถ้าเป็เจมม่าผมน่าจะมีโอกาสมากกว่านะ ผมกินซาลาเปาเจมม่าได้ทุกวันเลยนะ!” ด้วยความประหม่าและอยากจะโจมตีกลับ ผมแซวกลับหวังให้ทุกคนหัวเราะและเปลี่ยนเื่แต่ว่า..นอกจากเสียงลมกับเสียงนก ทุกคนดันเขินปิดปากเงียบซะงั้น!
“โว้วววว โอ้โฮ!” ผู้คนแถวนั้นตื่นใ ชิบเป๋งละ ผมลงหมากผิดรึเปล่าเนี่ย!?
หลายคนแถวนั้นมองผมสลับกับเจมม่า ประเด็นคือเจมม่าทำท่าใจริงๆ เธอเอามือปิดปากสองข้าง หน้าแดงก่ำรับกับกระบนใบหน้า ยิ่งขับสเน่ห์ของเธอออกมา ทั้งผมและเจมม่าต่างพากันเงียบกริบ ตาตื่นใ เหมือนเป็ใบ้ไปชั่วขณะ
“ไปคุยกับเอสเมียก่อนเถอะไป๊!” เจมม่าพูดพร้อมสะบัดหน้าหนีแดงก่ำ เธอจ้องมาที่ผมเท้าสะเอวครู่นึง แล้วถึงสะบัดหนีไป! ผมเองก็ทำตัวไม่ถูก เลยเดินไปแถวๆขอบบาเรียเขตของผม
…เฮ่อทั้งเจมม่าและเอสเมียต่างก็เป็สาวสวยทั้งคู่นั้นแหละ แต่ผมไม่เคยมีเวลาคิดจริงจังเื่นี้มาก่อน อยู่ๆเจอแบบนี้ ผมเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันแฮะ…
ระหว่างที่นั่งพักอยู่กับปู่ร๊อคโค่แถวๆ ชายขอบบาเรียนั้นเอง ผมก็ได้เห็นกลุ่มพ่อค้าเดินทางมาจากเมืองหลวง พวกเขามีคนคุ้มกัน ดูจากกลิ่นอายกระแสะเวทย์น่าจะระดับผู้เชี่ยวชาญเป็อย่างน้อย และยังมีผู้ช่วย ลูกจ้างอีกมากที่ตามมาในกองคาราวาน ทุกคนล้วนแต่เป็ผู้มีระดับอนูเวทย์อย่างน้อย ก็ระดับผู้เดินทางขึ้นไปทั้งนั้น ทุกคนล้วนไม่ถูกผูกติดกับดินแดน 70% ของโลกใบนี้ เป็ผู้ที่เดินทางได้อย่างแท้จริง…
ปู่เห็นผมมองแบบนี้ จึงลูบหัวอย่างอ่อนโยน “ไม่เอาน่า รี้ด ปู่เชื่อว่า อีกไม่นานหรอก…อีกไม่นาน หยาดเหงื่อของแกน่ะ…ไม่สูญเปล่าหรอก!”
“ขอบคุณครับ ปู่!” ผมกอดปู่อย่างซาบซึ้ง
“คิดอีกที….หรืออ้วกกันนะ ฮ่าๆๆ!”
…วันที่สอง
วันนี้หลังจากตรวจวัดกระแสเวทย์่เช้าเสร็จ ภารกิจวันนี้คือซื้อผลึกเวทย์ทั้งสี่ธาตุมาสำรอง หลายเดือนที่ผ่านมา จากการตรวจกระแสเวทย์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลึกเวทย์บนไม้เท้าผม หดหายไปเร็วกว่าปกติมาก โดยเฉพาะธาตุไฟและธาตุน้ำ ก็นะ…พวกหมูป่าแดง ถ้าพวกมันพูดได้คงไล่ด่าผมเปิดเปิงั้แ่ป่าตะวันตกจนป่าเหนือล่ะนะ
คิดได้แบบนั้นก็ผมก็เดินมาถึง ร้านผลึกเวทย์ประจำเมือง ที่จริงจะไปซื้อที่ศาลาว่าการเมืองก็ได้ แต่ที่นี่ถูกกว่าเล็กน้อย และยังได้ดูสินค้าอย่างอื่นด้วย ก็น่าสนุกดี
ร้านนี้เป็หนึ่งในสองร้านที่ขายผลึกเวทย์ประจำเมือง ที่แรกตั้งอยู่เขตมนุษย์ ร้านที่สองตั้งอยู่ที่เขตเอลฟ์ เอาจริงๆถ้าอยากซื้อผลึกเวทย์ซื้อที่ร้านไหนก็ได้ทั้งนั้น ที่ต่างกันมีแค่ พนักงานที่เป็มนุษย์หรือเอลฟ์ และก็พวกลักษณะเครื่องมือที่จะเป็ รูปแบบของมนุษย์หรือเอลฟ์เท่านั้นเอง ก็นะเมืองบ้านนอกแบบนี้มันไม่ค่อยมีของ น่าตื่นตาตื่นใจอะไรหรอก
“ยินดีต้อนรับค่า” คุณพนักงานขานรับผมที่เข้าประตูมาจากกระดิ่งที่ติดที่ประตู ผมก้มหัวเล็กน้อยตอบรับ พลางมองไปตามเหล่าผลึกเวทย์ในตู้กระจกตรงหน้า มีหลากหลายขนาด แต่สำหรับนักพยากรณ์เวทย์ที่เมืองนี้แล้ว ขนาดเล็กสุดก็เพียงพอแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็ยังมีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางเหมือนกัน
“เดือนนี้มีของพิเศษเข้ามามั้ยครับ?” ผมถามคุณพนักงานแบบทุกที
“มีค่า เดือนนี้มี ‘ผลึกเวทย์แบบหลายชั้น’ (Layered) เข้ามาค่ะ มีสองชั้น ชั้นแรกคือธาตุดิน ชั้นที่สองคือธาตุน้ำ ค่ะ! คิดว่าอาทิตย์นี้คงถูกซื้อแล้วล่ะค่ะ อยากชมหน่อยมั้ยคะ?” คุณพนักงานเองก็คงอยากอวดที่ร้านนี้อุตส่าห์มี แบบหลายชั้นเลยนะ แม้จะรู้ว่าผมไม่มีปัญญาซื้ออยู่แล้วล่ะนะ
“โอ้ รบกวนด้วยครับ!” ผมตอบอย่างกระตือรื้อล้น
โดยปกติแล้วร้านขายผลึกเวทย์ของเมืองนี้ สินค้าหลักจริงๆคือ ผลึกเวทย์ขนาดเล็กสุด ถึงขนาดเล็ก นี่เป็สินค้าที่มีสภาพคล่องมากที่สุดและเป็สินค้าในหมวดที่ผมเอื้อมถึงด้วย ส่วนสินค้านอกเหนือจากนี้ล้วนแต่นับเป็สินค้าฟุ่มเฟือย และสินค้าพิเศษก็คือ สินค้าหายาก สินค้าที่ทำเงินเป็กอบเป็กำให้กับร้านค้า อย่างที่คุณพนักงานบอก ไม่เกินอาทิตย์ต้องมีคนซื้อไปแน่ๆ มันเป็สินค้าระดับพิเศษที่ไม่ได้มีเข้ามาเสมอๆ
ผมเองก็เหมือนได้เปิดโลกจากสินค้าพิเศษ และสำหรับร้านค้าการมีคนสนใจสินค้าพิเศษแม้คนนั้นจะไม่มีปัญญาซื้อ ก็นับเป็การโฆษณาปากต่อปากแบบฟรีๆ ไม่มีใครเสียประโยชน์ทั้งนั้น แต่ให้ตายเถอะผลึกหลายชั้นเลยเหรอเนี่ย ไม่ธรรมดาเลยนะเกิดมาผมเคยเห็นรวมครั้งนี้ก็แค่ครั้งที่สองเอง…
หลังชื่นชมอยู่ชั่วครู่ ผมจึงเดินทางไปที่ร้านเขตเอลฟ์ ซึ่งจริงๆแล้วที่นี่คือ จุดหมายหลักของวันนี้ต่างหาก แน่นอนว่าที่นี่เองก็มีสินค้าพิเศษเหมือนกัน ผมซื้อผลึกเวทย์ขนาดเล็กสุดสี่ธาตุมาสองชุดเพื่อสำรองก่อน ผลึกธาตุไฟบนไม้เท้าผมน่าจะใกล้หมดอายุ และพร้อมสลายเป็อนูเวทย์ได้ทุกเมื่อแล้ว
“รู้จักไม้กฤษณามั้ยครับ?” ผมถามพนักงานเอลฟ์
เขาแปลกใจเล็กน้อยแล้วจึงตอบ “รู้จักครับ ไม่คิดเลยว่าคุณลูกค้าจะรู้จักด้วยนะครับ?”
“แล้ว ไม้กฤษณากำเริบน้ำ ล่ะครับ?” ผมลองถามอีกที
“โอ้ว คุณลูกค้ามีความรู้มากนะครับเนี่ย ที่รู้จักไม้หอมสำหรับเอลฟ์ด้วย” เหมือนเขาจะเปลี่ยนท่าทีประเมินผมเล็กน้อย
“พอจะมีคนรู้จักที่ให้รายละเอียดได้มั้ยครับ?” ผมหยั่งเชิงอีกที
“คุณลูกค้าอยากไปหาเหรอครับ?” เขามองมาตรงตาผม
“เอ่อ ใช้ครับ ผมสนใจอยากได้ข้อมูลน่ะครับ ว่าจะเป็ไปได้มั้ยที่จะมีคนเชี่ยวชาญที่จะช่วยผมหามันได้?” ผมเปิดไพ่ของผม
เขาขมวดคิ้ว เท้าคาง “...อืมม คุณลูกค้าครับ…สินค้าตัวนั้นราคาแพงมากนะครับ คนทั่วไปที่จะหาข่าวลือตามเมืองคงเป็ไปไม่ได้หรอกครับ หรือถ้ามีคนรู้ เขาคงไม่บอกคุณลูกค้าหรอกครับ เพราะนั้นเท่ากับนำเงินมาเผาเล่นชัดๆเลยครับ”
“นั่นสินะครับ…เอ่อ ผมก็คิดตื้นๆว่า สินค้ายอดนิยมของเอลฟ์ก็ควรถามเอลฟ์ ขอโทษทีนะครับ แฮะๆ” ผมขอโทษเขา
“...เนื่องจากสินค้าราคาสูง ผมว่าถ้าคุณลูกค้าอยากรู้จริงๆคงต้องมืออาชีพครับ” เขาพูดจริงจัง
ผมว่าผมต้องคุยกับเอลฟ์มากกว่านี้ และผมรู้ว่าที่ไหน…
…วันที่สาม
คืนนี้ผมกลับมาที่ Twin Moon เหมือนเดิมและก็ตรงไปหาฝั่งเอลฟ์เหมือนเดิม พนักงานสาวเอลฟ์หน้าเดิมที่คงเริ่มไม่แปลใจแล้ว ก็่นี้ผมเล่นนั่งแต่ฝั่งเอลฟ์นี่นะ
“สวัสดี โบน่า วันนี้ผมมาคนเดียวนะ” ผมทักทายเธอจนหายประหม่าเพราะเธอเป็เอลฟ์แล้ว
“สวัสดีค่ะ คุณรี้ด วันนี้นั่งโต๊ะประจำของคุณเอสเม่หรือเปล่าคะ?” เธอถามอย่างเคยชิน
“อ้อ ไม่…วันนี้จะมีโต๊ะไหนที่เป็ระดับผู้เดินทางขึ้นไปนอกจากพวกเอสเม่มั้ย?”
โบน่าแปลกใจเล็กน้อย แล้วมองบนใช้ความคิดครู่หนึ่ง “อ้อ มีค่ะ! มีคุณเอเวียงที่โต๊ะหน้าเวที มีคุณโซลองที่โต๊ะกลางเธอมากับเพื่อนหนึ่งคน วันนี้คุณรี้ดอยากหาเพื่อนเอลฟ์คนใหม่เหรอคะ?” โบน่าตาโตถาม
“เอ่อ…ประมาณนั้นครับ” ผมยิ้มให้อย่างเสียมิได้
“ใจกล้าจังนะคะ” โบน่ายิ้มให้
“เอ๋ ยังไงนะครับ” ผมงงเล็กน้อย
โบน่ายื่นหน้ามากระซิบ “ไม่กลัวคุณเอสเมียหึงเหรอคะ?”
ผมกระชากหน้าถอยห่าง! หน้าผมน่าจะแดงเป็แอปเปิ้ลไปแล้ว “มะมะ ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่แบบนั้นครับ!” ผมปฏิเสธทันควัน
โบน่าทำหน้าเ้าเล่ห์ใส่ “หืมมม แปลว่า….เลือกคุณเอสเมียแน่แล้วใช่มั้ยคะ?”
ผมอ้าปากค้างพูดไม่ออก หน้าก็ยังร้อนหลุดการควบคุมเล็กน้อย “แล้วแต่เลยครับ!” ผมตอบไม่ถูกแล้ว โบน่าหัวเราะ คิกคักไล่หลังผมมา
จากนั้นผมจึงสั่งเบียร์เอลฟ์มาก่อนในโต๊ะที่ว่างๆไว้ก่อน คืนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผมจะรับมือ ‘ไม้กฤษณากำเริบน้ำ’ ได้ ไหนจะความหนาแน่นอนูเวทย์นอก Golden Rim ไหนจะเื่การตรวจจับไม้อีก ขนาดเอสเม่ที่ทำทุกปียังไม่แน่นอนเลย เฮ่อ…
“เอาจริงๆเราก็เก่งขึ้นแล้ว แต่เราเก่งพอรึยังหว่า?” แล้วผมก็ต้องกระดกไปอีกแก้ว ก่อนที่แก้วผมจะไปกระโต๊ะนั้น…
“จำเป็ต้องเก่งพอด้วยเหรอ พ่อหนุ่ม?” ผมมองตามเสียงที่อยู่ๆก็มาคุยกับผม ภาพที่ผมเห็นคือ เอลฟ์ผู้เฒ่าคนหนึ่งภายใต้ผ้าคลุม อยู่ดีๆเขาก็นั่งที่โต๊ะผมแล้ว
“หา?” ผมงง ใครหว่า!?