ตำหนักองค์หญิงเยว่หลิง
หลังจากได้ยินว่าบิดาตัดสินใจอย่างไรกับความผิดที่นางก่อก็โวยวาย ทำลายข้าวของไม่พอใจที่ครั้งนี้เขาไม่ยอมปล่อยผ่านตามใจเหมือนอย่างเคย
หญิงสาวสั่งให้นางกำนัลที่เหลืออยู่ไปตามหลี่หมิงฮ่าวมาที่ตำหนัก แต่อีกฝ่ายไม่แม้จะมาพบเพราะถือว่าจบเรื่องกันไปแล้วจึงสร้างความวุ่นวายขึ้นมาใหม่ ด้วยการสั่งให้คนนำตัวเสิ่นอวี้หลานไปขังไว้ที่กระท่อมเล็ก ๆ ท้ายหมู่บ้าน
ร่างบางถูกมัดมือมัดขาแล้วเอาผ้าสีดำคลุมปิดหน้าเอาไว้ ความกลัวก่อตัวขึ้นในใจเพราะเพิ่งถูกโจรป่าลอบโจมตี ร่างกายสั่นเทาแต่ไม่รู้จะหนีอย่างไร
พลันผ้าปิดตาถูกแก้ออกจึงได้เห็นว่าองค์หญิงคือคนที่ไม่ยอมเลิกรา มือเรียวตวัดตบหน้าอยู่หลายทีจนแก้มเป็นรอยแดงช้ำไปหมด
“องค์หญิง…” แม้เอ่ยวิงวอนอย่างไรคนตรงหน้าก็ไม่แยแส
ครั้งนี้นางไม่จำเป็นต้องปิดบังสิ่งใดอีกแล้ว นึกอย่างสั่งสอนให้เสิ่นอวี้หลานได้รู้ว่าคนที่เหนือกว่าคือใคร ต่อให้องค์หญิงอย่างนางทำผิดมากมายเพียงใด ผู้เป็นบิดาย่อมทำได้อย่างมากแค่กักขังไว้ในตำหนัก
ทว่า หญิงสาวไร้ครอบครัวอย่างเสิ่นอวี้หลานไม่มีผู้ใดให้ความช่วยเหลือจะต้องถูกรังควานเช่นนี้ไปตลอดชีวิต
หลี่หมิงฮ่าวรู้ข่าวจากทหารที่ติดตามอยู่จึงรีบมาที่แห่งนี้ทันที พลันได้เห็นภาพที่คนรักถูกองค์หญิงทำร้ายต่อหน้าต่อตา
“องค์หญิง!!!” เสียงกร้าวตวาดลั่น ไม่คาดหวังว่านางจะรู้สำนึกอีกต่อไปแล้ว เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมหยุดแต่ง้างมือคิดตบตีร่างบอบบางตรงหน้าจนกว่าจะพอใจ
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปจับมือนางเอาไว้ แล้วสะบัดกระเด็นไปอีกทางก่อนจะก้มลงแกะเชือกที่มัดพันธนาการเสิ่นอวี้หลานเอาไว้
“หยุดนะ!!!” องค์หญิงออกคำสั่งแล้วเข้ามาดึงรั้งตัวร่างสูงให้ออกห่าง ไม่ยอมให้ช่วยหมอหญิงที่กำลังสั่นระริกด้วยความกลัวในอารมณ์ร้ายของอีกฝ่าย “ข้าบอกให้หยุด หลี่หมิงฮ่าว!!!”
เขาไม่ฟังคำใดแม้ว่าจะโดนฉุดยื้อจากหญิงสาว ช่วยแก้มัดให้เสิ่นอวี้หลานจนเสร็จ แล้วให้คนของตัวเองพานางไปส่งที่เรือนยาโดยไม่สนใจคนที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ดวงตาสีอำพันมองคนรักด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะถูกลงโทษเพราะขัดคำสั่งองค์หญิง
“อย่าให้ใครแตะต้องนางอีก” ชายหนุ่มกำชับลูกน้อง
“ท่านพี่…” เสิ่นอวี้หลานไม่อยากให้เขาถูกลงโทษอีกจึงไม่ยอมไปอย่างที่บอก
“ข้าจะรีบกลับไปหาเจ้า” น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นแตกต่างจากที่พูดกับองค์หญิงมากนัก รอยยิ้มบางที่เยว่หลิงไม่เคยได้รับปรากฏบนใบหน้ารูปงาม “อวี้หลาน เจ้าไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าสัญญาว่าจะกลับไปหาเจ้า”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าแล้วกลับค่ายกองรบที่สิบพร้อมลูกน้องของเขา
ขณะที่หลี่หมิงฮ่าวคิดเผชิญหน้ากับองค์หญิงเป็นครั้งสุดท้าย “กระหม่อมบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่ายุ่งกับเสิ่นอวี้หลาน เหตุใดพระองค์ไม่ทรงฟังคำร้องขอของกระหม่อมบ้าง”
“ข้าจะทำสิ่งใดเจ้าไม่มีสิทธิ์มาห้าม” หญิงสาวตอบกลับด้วยความเกรี้ยวกราด สีหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ เกลียดชังศัตรูหัวใจลึกสุดก้นบึ้ง “หากไม่อยากให้ข้าทำอันใดนางอีก เจ้าต้องแต่งงานกับข้า เป็นสามีของข้าและรักแต่ข้าเพียงผู้เดียว”
หลี่หมิงฮ่าวยิ้มมุมปากเข้าใจแล้วว่าบางคนก็ไม่อาจเปลี่ยนตนเองได้ นางไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่ทำลงไปแม้แต่น้อย ใจอำมหิตถึงขั้นสั่งฆ่าคนบริสุทธิ์และเขาเองคือต้นเหตุนั้น
มีดเล่มเล็กถูกยื่นให้สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า แววตาที่ยังคงห่างเหินนั้นพูดแทนใจของเขาหมดแล้ว
“ฆ่ากระหม่อมเถอะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหลี่ตัดสินใจแล้วว่าควรจบเรื่องอย่างไร เขาต้องการปกป้องเสิ่นอวี้หลานและยอมรับเส้นทางของตัวเองได้ “องค์หญิงเคยตรัสไว้ว่าจะทำลายดวงตา ตัดแขนตัดขากระหม่อม”
“อย่านะ…” นางไม่ยอมรับมีดเล็กเล่มนั้น ถอยหลังห่างทุกครั้งที่ชายหนุ่มขยับเข้าใกล้ “หยุดได้แล้ว…”
ทว่า ฮ่องเต้มีรับสั่งแล้วว่าองค์หญิงกำลังถูกลงโทษตามกฎ หากครานี้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง เขาจะสามารถทูลสิ่งหนึ่งได้จึงเดินหน้าเข้าหาไม่ยอมหยุด
มือหนาจับมือหญิงสาวเอาไว้ บังคับให้หันปลายคมมีดมาทางตัวเอง “ทรงประสงค์ดวงตาข้างไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“หลี่หมิงฮ่าว เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ปล่อยมือข้านะ” นางพยายามหลีกหนีจากสถานการณ์บ้าดีเดือดตรงนั้นแต่ทำไม่ได้
“ทรงต้องการหัวใจของกระหม่อมอย่างนั้นหรือ” เจ้าตัวไม่พูดเปล่าแต่จ่อมีดไปที่หัวใจแล้วกดจนเห็นเลือดไหลซึมออกมา ต่างฝ่ายต่างดึงดันอยู่พักหนึ่ง บรรยากาศมาคุจนคนที่อยู่ในที่แห่งนั้นเหงื่อตกไปด้วย
คนตรงหน้าสั่นเทา น้ำตาเอ่อคลอดวงตาคู่นั้น แม้นางใจร้ายกับผู้อื่นแต่ไม่เคยคิดทำให้เขาต้องเจ็บตัวเช่นนี้
“หลี่หมิงฮ่าว ข้าบอกให้หยุด!”
“แค่หัวใจคงไม่พอใช่หรือไม่ เช่นนั้น กระหม่อมถวายชีวิตให้ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หมิงฮ่าวพูดจบแล้วกดคมมีดลึกลงมาอีก นิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะความเจ็บปวดแต่กลับไม่ยอมหยุดแต่เพียงเท่านั้นก่อนจะยิ้มให้องค์หญิงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
มีดที่จ่อหัวใจถูกเลื่อนต่ำลงมา มือหนากุมมืออีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยแล้วเสือกแทงเข้าท้องของตัวเองในพริบตาและไม่หยุดแต่เพียงเท่านั้นเพราะเขาจับมือองค์หญิงดึงมีดออกแล้วจ้วงแทงอีกครั้งหนึ่งจนกระอักเลือด
“ทรงพอพระทัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าที่สติหลุดลอย มือของนางยังคงกำด้ามมีดไว้แน่น ภาพตรงหน้าที่เห็นคือภาพที่นางทำร้ายเขา “ดึงมีดออกช้า ๆ แล้วแทงกระหม่อมจนกว่าจะพอพระทัยเถิด กระหม่อม…” หลี่หมิงฮ่าวพูดแค่เพียงเท่านั้นก่อนจะหงายหลังล้มทั้งยืน
“หลี่หมิงฮ่าว! เฮอะ… หมิงฮ่าว เจ้า…” องค์หญิงปล่อยมีดทิ้งทันควันแล้วรีบเข้าไปประคองร่างสูง มือเล็ก ๆ ปิดบาดแผลไม่ให้เลือดทะลักออกมา ใบหน้างามซีดเซียวกัดริมฝีปากบางจนเป็นแผล “พาตัวเขาไปรักษา ถ้าเขาเป็นอะไรไป ข้าจะลงโทษทุกคน”
“ขอรับ” ทหารที่ตามมาด้วยรับคำไม่รีรอเพราะเกรงว่าจะโดนลงโทษอย่างที่นางพูดจริง ๆ หากกระทำสิ่งใดไม่เข้าตา
แม่ทัพหลี่ถูกนำตัวมารักษาอย่างเร่งด่วน ข่าวคราวครั้งนี้รู้ถึงฮ่องเต้เป็นที่เรียบร้อย เขาเรียกตัวบุตรสาวไปพบเพื่อตักเตือนเป็นครั้งสุดท้าย
“ไม่เพคะ หม่อมฉันจะไม่แต่งงานกับผู้ใดหากไม่ใช่เขา” องค์หญิงเอ่ยลั่น ยืนยันหนักแน่นว่าบิดาบังคับนางไม่ได้
“เยว่หลิง… เจ้าก่อเรื่องมากเกินไปแล้ว” ฮ่องเต้ส่ายหน้ารู้สึกคิดผิดที่เลี้ยงดูนางตามใจมากเกินไปจนไม่ฟังคำผู้ใดแม้แต่บิดา กระนั้นกลับไม่กล้าลงโทษรุนแรงเพราะนางเป็นบุตรสาวที่รักมากที่สุด “แม่ทัพหลี่ขอสมรสพระราชทานกับเสิ่นอวี้หลานเป็นบำเหน็จรางวัลในครั้งนั้น อีกทั้งเจ้ายังมีชนักติดหลังเรื่องการโจมตีที่บุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ติดร่างแหไปด้วย หากเจ้าไม่อยู่เฉย… ข้าจำเป็นต้องส่งเจ้าไปแต่งงานกับอ๋องเมืองเป่ย มิเช่นนั้นเจ้าจะต้องถูกลงโทษด้วยวิธีอื่นตามวิธีปฏิบัติของแคว้นฉินหมิง ไม่แยกแยะฐานันดร”
“เสด็จพ่อ!!!” นางกรีดร้องด้วยความไม่พอใจที่บิดากล้าคิดลงโทษนาง ในใจยังนึกโกรธเสิ่นอวี้หลานคิดว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุเรื่องทั้งหมด พลันวิ่งหนีออกมาโดยไม่กล่าวอันใดกับบิดาอีก
หลังจากวันนั้น แม่ทัพหลี่ได้รับพระราชโองการจากฮ่องเต้ให้เดินทางออกนอกเมืองหลวงในทันที ห้ามกลับเข้าเยว่จวนตลอดชีวิตและดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพประจำการที่ชายแดนทางใต้ของแคว้นฉินหมิงด้วยเห็นแก่คุณงามความดีและความซื่อสัตย์นับว่าเป็นสิ่งที่หลี่หมิงฮ่าวต้องการมากที่สุดในเวลานี้
ขณะที่องค์หญิงเยว่หลิงเพิ่งรู้ข่าว แต่เวลานั้นทำสิ่งใดตามใจไม่ได้เพราะถูกกักตัวไว้ในตำหนักจึงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้ายและคงไม่มีวันได้พบเจอกันอีกตลอดชีวิต
จวนรองแม่ทัพ
“ท่านพี่พูดว่าอย่างไรนะเจ้าคะ” มู่หรงเซียวหันขวับไปมองสามีที่เพิ่งเล่าให้ฟังว่าหลี่หมิงฮ่าวและเสิ่นอวี้หลานจะต้องเดินทางไปชายแดน “บทลงโทษอย่างนั้นหรือ”
“รางวัลต่างหาก” เขาตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลางคิดในใจว่าสมแล้วที่อุตส่าห์ยอมโดนแทงสองสามทีแลกกับอิสรภาพตลอดชีวิต ต่อให้ไม่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามาเยว่จวนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเพราะหลี่หมิงฮ่าวอยู่ที่ใดก็ได้ถ้ามีเสิ่นอวี้หลานอยู่ด้วย
ชายหนุ่มมองหน้าภรรยาพลันรู้สึกว่านางมีบางอย่างปิดบังอยู่จึงขยับเข้าไปนั่งใกล้ ๆ แล้วเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ไม่คิดให้เรื่องค้างคาบานปลายอย่างที่แล้วมา “เจ้ามีสิ่งใดในใจหรือ”
คนที่ถูกถามเฉไฉมองไปทางอื่นเพราะโดนจับได้ มู่หรงเซียวสับสนความรู้สึกของตัวเองเล็กน้อยจึงต้องการเวลาเยียวยาทีละนิดจึงตอบไปว่า “ไม่บอกได้หรือไม่”
“เจ้าสัญญาว่าจะพูด ไม่มีเรื่องใดปิดบังข้า”
จู่ ๆ มู่หรงเซียวก็เห็นท่าทางน้อยใจของสามีแล้วนึกขันจึงหัวเราะร่าแกล้งแหย่เพราะอยากรู้ความคิดของเขาในเวลานี้
“เรื่องที่ข้ายังไม่อยากมีลูก ท่านพี่เข้าใจข้าจริง ๆ หรือเจ้าคะ” ดวงตาสีทับทิมจ้องมองคนตรงหน้า รอฟังคำตอบว่าจะเป็นอย่างที่คิดหรือไม่
หยางเสวี่ยเฟยเอื้อมมือลูบหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบา แล้วบอกว่า “ข้าคงไม่มีทางรู้เลยว่าเจ้ารู้เรื่องราวทั้งหมดได้อย่างไร แต่ว่าดีแล้วที่เจ้าเลือกหนทางนั้น ข้าไม่อยากเห็นเจ้าเจ็บปวดเพราะสูญเสียลูก และข้าเอง… ก็คงเสียใจไม่แพ้กัน”
“…”
“แต่ว่าฮูหยิน… ในเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเช่นนี้ เจ้าคงไม่ได้ผ่านช่วงเวลานั้นมาใช่หรือไม่” จู่ ๆ เขาก็คิดว่าชีวิตนี้คงมีสิ่งที่ไม่คาดฝันหลายอย่าง
หากนางรู้ว่ากาลข้างหน้าเกิดเรื่องใดขึ้นบ้าง บางทีอาจเคยผ่านเรื่องนั้นมาแล้วเช่นเดียวกันจึงไม่อยากให้เรื่องราวเกิดขึ้นอีกครั้ง “บอกข้าได้หรือไม่ว่าไม่ใช่อย่างที่ข้าคิด ไม่ได้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับเจ้าและลูกใช่หรือไม่”
มู่หรงเซียวเห็นแววตาสั่นระริกของหยางเสวี่ยเฟย สีหน้าซีดเซียวจึงเข้าใจว่าเขารู้สึกอย่างไร
“ไม่มีเจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วยิ้มให้เขาเหมือนเคย ไม่กล้าที่จะถามสิ่งใดต่อแล้ว รวมถึงเรื่องที่ในอดีตที่เขาไม่เชื่อว่านางบริสุทธิ์จนโกรธเกลียดกันตลอดชีวิต
“...”
เวลานี้ต่อให้แกล้งถามด้วยเหตุการณ์สมมติ คนตรงหน้าก็มีแต่จะหน้าซีด ขมขื่น ขุ่นมัว หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะมากกว่าเดิมจึงทำได้แค่บอกว่า “ข้าทำให้ท่านพี่กังวลแล้วสินะ ข้าขอโทษเจ้าค่ะ”
หยางเสวี่ยเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วคว้าร่างบางเขามากอดอย่างอ่อนโยน กระซิบพึมพำถามอีกครั้งหนึ่ง “จากนี้ไปจะไม่มีเรื่องอันใดอีกแล้วใช่หรือไม่”
“…” หญิงสาวไม่ตอบเพราะยังเหลือสงครามระหว่างแคว้นรอพวกเขาอยู่ นับเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี ครานี้รู้แล้วว่าเรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่นิยาย ก็ได้แต่หวังว่าชีวิตนี้จะดำเนินไปอย่างไม่มีสงครามเกิดขึ้น
“ฮูหยิน เจ้าทำให้ข้ากลัวอีกแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ความคิดหลายอย่างประเดประดังเข้ามาจนเผลอพูดออกไปว่า “ข้าจะเป็นอย่างไรไม่สนหรอก ขอแค่เจ้าปลอดภัยก็พอ”
หญิงสาวได้ยินดังนั้นรีบผละออกจากอ้อมกอด ดวงตาสีทับทิมมีแววดุพูดกับหยางเสวี่ยเฟยว่า “ท่านพี่กับแม่ทัพหลี่เป็นอันใดกันถึงชอบพูดแต่เรื่องเช่นนี้ คิดหรือว่าถ้าข้าไม่มีท่านพี่แล้วจะกินข้าวลง นอนหลับได้ เหตุใดจึงไม่คิดรักษาตัวเองแล้วอยู่กับข้าไปนาน ๆ บ้างเล่า หากวันใดหยางหยางเกิดมา ท่านพี่คิดจะทำให้เขากำพร้าบิดาหรืออย่างไร”
“…” เจ้าตัวทำตาปริบ ๆ เพราะโดนดุโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งยังไม่คิดว่าภรรยาจะโกรธเขามากขนาดนี้ ถึงอย่างไรก็สัญญาไว้แล้วว่าจะอยู่กับคนตรงหน้าไปนาน ๆ ฉะนั้นแล้วเขาไม่มีทางทิ้งนางไว้เพียงลำพังหรอก
“ท่านพี่ห้ามเป็นอันใดไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะต้องไปที่ใด เนิ่นนานสักเท่าไหร่ แต่ว่าท่านพี่ต้องกลับมาหาข้า ข้า… ข้าจะรออยู่ที่เดิม ห้ามบาดเจ็บ ห้ามตาย ได้ยินหรือไม่”
สีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายพอจะทำให้เห็นภาพเลยว่าถ้าเขาไม่ทำตามคงถูกลงโทษเป็นแน่ พลันรู้สึกชอบใจเหลือเกินที่นางเอ่ยความในใจออกมาจนหมดในคราวเดียว ใจเต้นระริกระรี้มีความสุขเสียอย่างนั้น
“เจ้ารักข้ามากเลยหรือ” หยางเสวี่ยเฟยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่เพิ่งพูดเรื่องจริงจัง “หากข้าเป็นอันใดไป เจ้าอยู่ไม่ได้จริงหรือ”
“…” หญิงสาวทำหน้ามุ่ยรู้ว่าเขาได้ยินเต็มสองหู เข้าใจทุกคำที่นางเอ่ยแต่กลับถามย้อนด้วยหน้าตาระรื่นเพราะอยากได้ยินคำนั้นอีกครั้ง
“ฮูหยิน ข้าสัญญา ต่อให้ต้องตายก็จะกลับมาตายตรงหน้าเจ้า”
“หยางเสวี่ยเฟย!” มู่หรงเซียวทนไม่ไหวตีแขนเขาดังเพียะที่พูดเรื่องตายซ้ำไปซ้ำมา “หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะแต่งงานใหม่เพราะข้าไม่อยากให้หยางหยางกำพร้าบิดา”
“อย่านะ!” เจ้าตัวร้องลั่นจนคนตรงหน้าสะดุ้งโหยง “ข้าสัญญาว่าจะกลับมาหาเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น รอข้าได้หรือไม่”
“…” มู่หรงเซียวพยายามทำใจให้อารมณ์เย็นลงเพราะเมื่อครู่โมโหคนตรงหน้าจริง ๆ
“ฮูหยิน...” เขาทำสีหน้าอ้อนจนหญิงสาวใจอ่อนทันใด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหน้าตาของเขา นิสัยของเขาหรือว่าเป็นเพราะสิ่งใดกันถึงได้หายโกรธเร็วเช่นนี้ พลันอดอมยิ้มไม่ได้
“...”
“ข้ารักเจ้า อย่าแต่งงานกับผู้ใดเลยนะ” หยางเสวี่ยเฟยเอื้อมมือแตะใบหน้านวลของภรรยา ลูบไล้อย่างอ่อนโยน “สัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าจะรักข้าคนเดียว ข้าคือสามีของเจ้าจากนี้ตลอดไป”
“ห่วงเรื่องนั้นหรือเจ้าคะ ข้าขอคิดดูก่อน”
“มู่หรงเซียว…” หยางเสวี่ยเฟยขยับเข้าใกล้ขึ้นอีก ใบหน้าห่างกันเพียงคืบแล้วฉวยโอกาสนั้นจุมพิตภรรยาอย่างแผ่วเบา รสจูบหวานเคลิบเคลิ้มเสียจนอดใจไม่ไหว “ฮูหยิน เข้าห้องกันเถอะ”