ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ชะตานี้ข้าจะรับมันไว้เอง

     

     

              “คุณหนู แม้แต่ตอนนี้จอมอสูรหลัวช่าก็ยังไม่ถูกกำจัดลงทวยเทพบรรพกาลทำได้เพียงสะกดไว้” ข้อมูลใหม่ที่เสี่ยวถงเอ่ยขึ้นยิ่งทำให้หญิงสาวเริ่มตระหนก ด้วยไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะมีเรื่องราวเช่นนี้ที่เล่าขานกันก็เพียงบอกไว้ว่าเมื่อกว่าแสนปีก่อนเกิดสงครามเทพอสูรเป็นเหตุให้หวงไห่แบ่งเป็นสิบสมุทร หลิงโจวแบ่งเป็นหกแดน แม้แต่หนังสือในฐานข้อมูลของหลิงโจวและผีโจวที่อยู่ในชิปพลังงานก็ไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องราวนี้อย่างละเอียดเลย

              ฝูอวี้ฉยงไม่รู้ว่าตนควรหัวเราะหรือร้องไห้ดีทั้งที่เพิ่งรับแหวนหยกขาวกับป้ายโลหะมาแท้ ๆแต่ไม่ทันไรก็จำต้องใช้พลังของมันออกแล้ว ทุกสิ่งจึงเหมือนว่าถูกวางไว้ราวจัดสรรคล้ายเล่ห์อุบายที่หลอกล่อนางให้ก้าวตามทางไปจนถึงหลุมพรางใหญ่  

              มาถึงยามนี้หากไม่ใช้เทพศัสตราในมือออกก็เท่ากับว่านางกำลังปล่อยให้ปราณหลัวช่ากลืนกินผู้คนลำพังเพียงกลุ่มคนตรงหน้าก็มีมากกว่า ๔๐ คนเข้าไปแล้ว หากปล่อยให้มันหลุดรอดไปได้ อาจมีความเสียหายทวีความรุนแรงกว่าที่เป็นเมื่อชั่งน้ำหนักความสำคัญไปมาก็เลือกคว้าจับโชคชะตาด้านหน้าอย่างไม่คิดเสียใจยามที่มืออันบอบบางคว้าปลายด้ามป้ายโลหะ ปราณกักขังที่นางหยุดพวกเขาที่ถูกปราณหลัวช่าควบคุมไว้ก็สลายไปสถานการณ์วุ่นวายจึงเกิดขึ้นอีกครา

     

              เงาร่างประเปรียวกระโดดขึ้นสู่กลางอากาศมือขวาถือป้ายโลหะประจุปราณประจำตัวเข้าไป ฉับพลันทันใดก็บังเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวจากท้องนภาเป็นเสียงคำรณแห่งสายฟ้าเบื้องบนที่เยี่ยมย่างลงมา พร้อมเกล็ดน้ำแข็งบางเบา คลับคล้ายคำเตือนให้นางรับรู้ว่านางได้ตอบรับโชคชะตาบทใหม่ของตนเองแล้ว

              ‘ชะตานี้ข้าจะรับมันไว้เอง’

              เมื่อหญิงสาวตวัดข้อมือป้ายเก่าคร่ำคร่าก็กางออกเป็นป้ายโลหะแบน ๖ ชิ้นต่อกัน ลักษณะคล้ายพัดหางนกยูงรำแพน หากไร้สนิมเขียวปิดบังคงรับรู้ได้ถึงความล้ำค่าสูงส่งที่มันครอบครองฝูอวี้ฉยงเคลื่อนมือที่ถือพัดกวาดไปด้านข้างก่อนจะพัดปราณเทพศัสตราออกโจมตีเข้าใส่

              เสียงเปรื่องแผดดังกำจายออกเป็นเงาปราณขนนก ๖ ชิ้นขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่กว่าหนึ่งลี้ ร่างสถิตของปราณหลัวช่าเมื่อถูกเงาปราณขนนกคุกคามก็สั่นไหวปานนกต้องฝนเพียงชั่วครู่ยามร่างของพวกเขาทั้งหมดก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับพื้น ขณะที่ปราณหลัวช่าถูกขับไล่ออกมาจากร่างสถิตมันเป็นกลุ่มพลังงานสีดำไร้รูป ไร้ขอบ แต่กลับปล่อยอานุภาพความชั่วร้ายออกมาชัดเจน

              ฝูอวี้ฉยงไม่รอช้าปล่อยให้ปราณหลัวช่าหนีไปเสียก่อนนางขยับป้ายโลหะในมือพัดออกอีกครั้งเกิดเป็นพลังปราณสีสำริดพุ่งพรวดดุจแอ่งน้ำวนหักหาญพลังชั่วร้ายเหล่านั้นขณะเดียวกันพลังอสูรก็แข็งขืนไม่ยอมสยบยอบ ทำให้แอ่งสำริดหมุนวนเพิ่มพลังของมันจนเกิดเป็นพายุหมุนสีเหลืองส้มเข้มดุจโคลนสูงจรดแผ่นฟ้า ทั้งรอบนอกก็ควบกลั่นพลังจากสรรพสิ่งเสริมความรุนแรงของมันจนเกิดสภาวะแปรปรวนสามารถมองเห็นพายุสีโคลนได้จากระยะนับพันลี้

              “แย่แล้ว”เมื่อเห็นว่าขุมพลังตรงหน้ามีมากเพียงใดผู้ถือป้ายโลหะได้แต่พึมพำอย่างเสียท่าแต่ก็ยังดีที่พายุหมุนเริ่มหดขนาดลงและทำลายพลังอสูรได้สำเร็จไม่เช่นนั้นคงมีคนแห่ตามมาจนอึกทึกครึกโครมเป็นแน่

              หญิงสาวเคลื่อนกายลงยืนกับพื้นปราณตรวจสอบของนางก็แผ่กระจายออกเป็นเส้นใยสีน้ำเงินขาว ครู่เดียวก็รู้ว่านอกจากเด็กหญิงเด็กชายที่นางช่วยไว้คนที่เหลือทั้งหมดต่างหมดลมหายใจกันทั้งสิ้นหญิงสาวมิคิดทิ้งเด็กทั้งสองไว้ในป่าตามลำพัง แต่เมื่อนางจะพาพวกเขาไปก็จำต้องรีบจัดการศพทั้งหมดด้วย

              เดิมทีนางคิดว่าคงต้องใช้เวลาพอสมควรแต่มิคาดว่าแค่หนึ่งความคิดเคลื่อนไหว ศพทั้งหมดก็ถูกดูดเข้าไปในแหวนหยกขาวเช่นเดียวกับร่างของเด็กทั้งสอง เมื่อเห็นว่าจัดการทุกสิ่งได้เรียบร้อยหมดจดร่างของหญิงสาวก็กระโดดขึ้นสู่ท้องฟ้าและเคลื่อนย้ายออกไปในระยะหนึ่งร้อยลี้จากจุดเดิม

     

              โชคของฝูอวี้ฉยงยังดี เพราะพายุหมุนอันเกิดแต่ขนนกเหล็กไม่ต่างจากภูตเรียกลมเรียกฝน เพียงนางคล้อยหลังไปแค่ ๑ถ้วยชาก็มีกลุ่มคนนับสิบปรากฏกายเหนือท้องฟ้าในป่าสนธยาแต่ละคนล้วนสวมอาภรณ์สีขาวดูสูงส่งไร้มลทิน ใต้ฝ่าเท้าพวกเขามีกระบี่บินสำหรับเดินทางในอากาศ

              เมื่อร่างของบุรุษคนสุดท้ายปรากฏพวกขี่กระบี่ทั้งสิบก็แหวกออกเป็นสองฝั่ง สองมือยกขึ้นคารวะพร้อมเพรียงกัน

              “ผู้อาวุโส”

              “ไม่ต้องมากพิธี” บุรุษวัยกลางคนผู้นี้กลับไม่ได้ขี่กระบี่บินเช่นคนที่เหลือมาตรว่าเขาสามารถลอยอยู่กลางอากาศด้วยปราณของตนเองโดยไม่ต้องใช้กระบี่ช่วยเช่นคนอื่นๆระดับของชายผู้นี้อย่างน้อยที่สุดก็เป็นหนึ่งในบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงของผีโจวทั้งเครื่องแต่งกายแม้คล้ายคนที่เหลือแต่กลับมีหมวกครอบศีรษะและมวยผมไว้แลดูแปลกตาไม่เหมือนหมวกขุนนางหรือคนในสังกัดสำนักฝึกตนทั่วไป

              “มิเหลือเบาะแสใดเลยขอรับพวกเรามาถึงกลับไม่หลงเหลืออะไรอยู่แม้แต่น้อย” หนึ่งในชายขี่กระบี่น้อมรายงาน

              “มิคาดว่าแผ่นดินเบื้องล่างจะปรากฏเทพศัสตราขึ้นลำพังตำหนักหลิงเซียวของพวกเรายังมี ร่มเหล็กบังตะวัน เทพศัสตราแค่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้นข้าจะกลับไปรายงานประมุข ส่วนพวกเจ้าที่เหลือแยกย้ายกันออกตามหาหากภายในหนึ่งเดือนยังไม่พบเทพศัสตราก็กลับสู่นครเมฆาเสีย”

              “รับคำสั่ง”

              ร่างของผู้อาวุโสจึงเคลื่อนแหวกท้องฟ้าหายลับไปในเวลาราว ๒๐ ลมหายใจ

     

     

              ทางด้านฝูอวี้ฉยงเมื่ออยู่ในแหวนหยกขาวอย่างน้อยนางก็ไม่กลัวว่าจะมีผู้ใดพบร่องรอยของตนแม้นางไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้างหลังจากนางออกจากจุดเกิดเหตุแต่ที่รู้คือพายุหมุนสีโคลนที่เต็มไปด้วยสนามพลังรุนแรงคงเรียกความสนใจจากผู้คนได้มาก

              แต่เมื่อนางออกจากพื้นที่ตรงนั้นแล้วเรื่องใดจะเกิดจึงไม่เกี่ยวข้องกับนางสิ่งที่จำจนขึ้นใจคือนางไม่มีทางใช้ขนนกเหล็กออกโดยไร้การระวังเช่นครั้งนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

              หญิงสาวชุดเหลืองมองไปยังร่างของสองพี่น้องที่ลอยอยู่กลางอากาศ มีพลังปราณของนางครอบร่างไว้ชั้นหนึ่ง น่าเจ็บใจที่นางไม่อาจเรียนวิชายันต์เวทรักษาตัวหรือยันต์เวทโอสถเพราะคุณสมบัติแรกของผู้จะใช้ยันต์เวทชนิดนี้ต้องมีรากแห่งธาตุเพลิง และธาตุไม้ซึ่งเป็นธาตุประจำกายเช่นเดียวกับผู้บำเพ็ญโอสถ  มันเป็นยันต์เวทหมวดเดียวที่มีข้อบังคับนี้ไว้ตั้งแต่หน้าแรกของตำรา

              ที่นางทำได้จึงมีเพียงป้อนโอสถฟื้นฟู กับใส่โอสถสมานแผลให้หญิงสาวทดลองใช้แก่นเสวียนแก่นหนึ่ง บรรจุไว้ในปราการที่ครอบร่างเด็กทั้งสองโดยแก่นเสวียนลอยอยู่ด้านบนและค่อย ๆ ปลดปล่อยพลังของมันออกมาอย่างเชื่องช้าสายธารสีครามตามสังกัดถูกปล่อยออกมาราวควันเบาและบางแต่สม่ำเสมอ

     

              คว๊าก คว๊าก

              เสียงร้องของต้าขุยดังแทรกขึ้นมาหญิงสาวจึงผละความสนใจจากเด็กน้อย แล้วสืบเท้าก้าวไปยังจุดที่ต้าขุยกักตนเพื่อบรรลุระดับฝึกฝนต้าขุยเองก็มีปราณครอบคลุมร่างไว้เช่นเด็กทั้งสองบัดนี้ปราณที่นางเป็นผู้สร้างได้คลายออกแล้ว ทำให้นางเห็นนกยักษ์ขนเทาเต็มตาเมื่อมันกางปีกทะยานขึ้นสู่อากาศ หญิงสาวจึงเห็นว่ามันมีขนาดใหญ่จนเกือบ ๒ จั้งทั้งที่เมื่อไม่เกินครึ่งชั่วยามก่อนมันยังขนาดจั้งครึ่งอยู่เลยมันบินวนอยู่แค่ครู่เดียวก็กลับมายืนที่เก่าปราการเวทเกิดขึ้นอีกครั้งพร้อมการฝึกฝนบรรลุสู่ระดับถัดไปซึ่งที่ดูก็คงต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก    

              “เสี่ยวถง”นางเอ่ยเรียกปัญญาประดิษฐ์คู่กาย ทันใดนั้นข้อมือขวาของนางก็มีแสงสว่างขึ้นปรากฏเจ้าลูกแมวอ้วนตัวเดิม

              “คุณหนู”

              “เจ้าสามารถประเมินสภาพของพื้นที่ที่เราอยู่ตอนนี้ได้ไหม” 

              “รับทราบ”สิ้นคำแมวน้อยก็หมุนตีลังกาเป็นวงเช่นเดียวกับครั้งก่อนหลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่มันจึงหยุดหมุน แล้วรายงานสภาพพื้นที่รวมปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น

              “สนามพลังงานเข้มข้นผู้ครอบครองสามารถควบคุมกาลเวลาภายในได้”

              “หะ ?” ฝูอวี้ฉยงแทบเซไปด้านหลังหมายความว่านางสามารถควบคุมความเป็นไป ของสิ่งที่จะเกิดในแหวนหยกขาววงนี้ได้นะเหรอรู้ดังนั้นนางจึงทดสอบ โดยหยิบมันฝรั่งลูกหนึ่งออกมาจากแหวนหยกเขียวมันเป็นหนึ่งในพันธุ์พืชที่ได้มาจาก ๔ ราชันนั่นเอง

              นางโยนมันฝรั่งไปด้านหน้าพร้อม ๆส่งปราณเข้าไปรายล้อมไว้ทำให้มันไม่ตกลงสู่พื้น จิตกำหนดความเป็นไปอย่างทดลองดูแค่นางคิดเวลาภายในพื้นที่รอบ ๆ มันฝรั่งหัวนั้นก็เคลื่อนไหวไปด้านหน้ามันฝรั่งจากหัวเท่ากำปั้นบุรุษ ก็ค่อย ๆ แตกลำต้นเจริญเติบโตขึ้นตามธรรมชาติของมัน ไม่ช้าก็ออกลูกออกผลใหม่ที่รากนับสิบ ๆ ลูก

              หญิงสาวมิทราบว่าเวลาในพื้นที่ที่ปราณกางกั้นผ่านไปเท่าใดแต่เวลาจุดที่นางยืนเพิ่งผ่านไปเพียง ๑๐ ลมหายใจเข้าออกเท่านั้นเอง

     

              จริงดังนางคาด ...ทั้งแหวนหยกขาวทั้งป้ายโลหะ ควรเรียกว่าขนมเปี๊ยะยัดไส้เผือกร้อนเสียมากกว่าแม้พวกมันมากคุณวิเศษ แต่เรื่องราวที่ตามติดกลับไม่ง่ายดายเลยสักนิดนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางต้องแลกกับอะไรเพื่อได้มันทั้งสองมาครอบครอง

              อย่างน้อยสุดที่รู้ตอนนี้ป้ายโลหะคือเทพศัสตราประจำตัวนางเซียนขนนก มีนามว่าขนนกเหล็กทั้งยังมีฤทธิ์เป็นดาวข่มของพลังอสูร ซึ่งพลังนี้ย่อมมาจากจอมอสูรหลัวช่าที่ถูกสะกดไว้ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง นางเกรงว่าสิ่งที่ต้องแลกมากับการรับป้ายขนนกเหล็กมาถือไว้คือการต้องเผชิญหน้ากับจอมอสูรผู้นี้

              ต่อให้นางก้าวข้ามสังสารสู่ฐานะผู้สยบแดนแต่นางจะทำสิ่งใดได้เล่าหากต้องเผชิญหน้ากับจอมอสูรร้าย แม้แต่บรรดาทวยเทพบรรพกาลผู้ดำรงสภาวะเทวะที่เที่ยงแท้ยังมิอาจสังหารจอมอสูรตนนี้ได้เลย ตัวนางจะมีคุณสมบัติใดเป็นคู่เปรียบกันมันเหตุนี้นางจึงภาวนาขอให้สิ่งที่นางคิดเป็นเพียงความเพ้อพกคาดเดาเอาเอง

     

              ลำพังป้ายขนนกเหล็กก็พอให้นางเป็นกังวลแสนสาหัสอยู่แล้วยามนี้กลับพบคุณวิเศษสะเทือนฟ้าของแหวนหยกขาวเข้าให้อีก ความกังวลจึงทวีขึ้นกว่าเก่าแต่กังวลก็ส่วนกังวล  ยามนี้ไหน ๆนางก็เป็นนายของมันเลยคิดใช้ประโยชน์สักครา        

              หญิงสาวชุดเหลืองเคลื่อนกายฉับไวหากมองจากที่ไกล ๆ คงมองเห็นเป็นเพียงกลุ่มควันสีเหลืองเลื่อนผ่านนางกลับไปยืนอยู่ที่ด้านหน้าปราการของเด็กสองคน จิตตั้งมั่นแล้วพุ่งออกไปยังปราการนั้นฉับพลันเวลาในปราการก็หมุนวนไปอย่างเร็ว แก่นเสวียนที่นางใส่เอาไว้มีขนาดเล็กลง ๆจนท้ายที่สุดก็หมดสิ้น

              ขณะเดียวกันร่างกายของเด็กทั้งสองก็ดูดีขึ้นแผลที่กลางหลังเด็กหญิงสมานกันดีจนไร้แม้แต่รอยขีดข่วนมองดูเนื้อตัวและใบหน้าก็มีสีเลือดฝาด ทั้งที่ทีแรกพวกเขาดูขาวซีดปานกระดาษแต่ยามนี้กลับขาวเจือชมพูอย่างมีน้ำมีนวล นางจึงเคลื่อนให้ปราการลดระดับลงจนร่างทั้งสองราบกับพื้น

              ไม่นานเด็กทั้งสองก็รู้สึกตัวตื่น ...หญิงสาวจึงยกมือขึ้นแผ่พลังปราณออกครอบคลุมรัศมี ๓๐ ก้าวรอบกายไว้อย่างไรเสียนางก็ยังไม่คิดจะเผยความลับของตนให้คนแปลกหน้าต่อให้ทั้งสองจะเป็นเด็กแต่ถ้ายังไม่ได้สอบถามที่มาที่ไปและทดสอบนิสัยใจคอเสียก่อนฝูอวี้ฉยงก็ไม่พร้อมจะพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับความวุ่นวายเพิ่มเติม แค่ปริศนาของป้ายขนนกเหล็กกับแหวนหยกขาวก็มากพอแล้ว

              “เสี่ยวเหมิง” เด็กหญิงเมื่อแรกตื่นคำแรกที่เอ่ยออกมากลับเป็นชื่อของเด็กชายตัวน้อยขณะที่อีกคนกลับยังมึนงงอยู่พอได้ยินคนโตกว่าเรียกชื่อของตนเขาจึงรีบลุกขึ้นโผเข้ากอดร่างของเด็กหญิง ปากก็ร้องไห้งอแงตามประสา ขณะเด็กหญิงที่น่าจะโตกว่าเพียงปีสองปีกลับรู้ความคอยทำตนเข้มแข็งเพื่อปกป้องเด็กชายอย่างอาจหาญ

              เด็กหญิงปลอบคนในอ้อมกอดจนหายงอแง แล้วรีบขยับขาของตนจากนั่งเป็นคุกเข่าทั้งยังบอกให้เด็กชายทำตามนางอย่างรวดเร็ว

              “ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือพวกข้าน้อยสองพี่น้อง”เด็กหญิงยกมือทั้งสองประสานกัน พลางเอ่ยขอบคุณพร้อมโขกศีรษะกับพื้น

              “ขอบคุณแม่นาง”ขณะผู้เป็นน้องชายก็เลียนแบบท่าทางของพี่สาวด้วยความเก้ ๆ กัง ๆแต่ฝูอวี้ฉยงกลับไม่ถือสา จ้องมองท่าทีนั้นด้วยนึกเอ็นดู

              “ช่างเถอะ ยังเจ็บปวดตรงไหนหรือไม่”

              “ไม่มีเจ้าค่ะ” เด็กหญิงรีบตอบส่วนน้องชายส่ายหน้าแต่ไม่ได้เอ่ยคำ คล้ายยังงง ๆ มากกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกตนทำไมถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่ประหลาดเช่นนี้นอกจากจุดที่พวกเขาอยู่กลับมองไม่เห็นว่าระยะห่างไปหลายสิบก้าวคือสิ่งใดมันเป็นภาพพร่ามัวมิอาจจำแนกแยกชัด

              “คนที่เหลือล้วนสิ้นลมหมดแล้ว”เมื่ออาการของสองพี่น้องดีขึ้นจนเป็นปกติฝูอวี้ฉยงเลยต้องบอกให้พวกเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นซึ่งหะแรกที่ได้ยินคนเป็นพี่สาวชะงักงันไปครู่หนึ่งส่วนตัวน้องชายกลับร้องไห้งอแงอีกรอบ จนพี่สาวต้องคอยปลอบไม่ให้โศกเศร้าเสียใจ

             

              ฝูอวี้ฉยงเมื่อตัดสินใจช่วยพวกเขาแล้วย่อมช่วยเหลืออย่างถึงที่สุดนางพาสองพี่น้องออกมาจากแหวน ทีแรกพวกเขาถึงกับตะลึงงันเพราะภายนอกนั้นเต็มไปด้วยหิมะขาวแตกต่างจากที่ที่อยู่ก่อนหน้านี้แต่ผู้เป็นพี่ก็รู้คิดไม่กล้าเอ่ยถาม ส่วนน้องชายย่อมสงสัยตามวิสัยเด็ก

              ข้อแตกต่างระหว่างสองคนที่อายุไม่น่าจะห่างกันเกิน๒ ปี ย่อมสร้างข้อสงสัยในใจฝูอวี้ฉยง เพราะสองพี่น้องดูรักใคร่กลมเกลียวกันแต่นิสัยใจคอคล้ายว่าถูกเลี้ยงแยกกันก็มิปานแม้แต่ตอนที่นางใช้ปราณเปิดพื้นดินเพื่อฝังศพคนในกลุ่มเดียวกับสองพี่น้องตัวพี่สาวนั้นตั้งสติได้ดี ต่อให้ดวงตาแดงก่ำแต่ไม่ร่ำร้องและหยัดยืนมั่นคงส่วนตัวน้องชายกลับร้องไห้จ้า ทั้งหวาดกลัว ทั้งตกใจที่คนรู้จักใกล้ชิดพากันเสียชีวิตจนหมดสิ้น

     

              ชีวิตหลุดลอย วิญญาณดับขันธ์ ซากศพถูกกลบฝัง

              คนเป็นจำอยู่ต่อ แม้โศกศัลย์เกาะกินใจถวิลครวญหา

              แต่ยากคืนมาด้วยชาติภพจบสิ้น 

              สองพี่น้องคุกเข่าโขกศีรษะเป็นการคำนับสุดท้ายแก่ผู้จากไปฝูอวี้ฉยงได้แต่เป็นผู้มองเหตุการณ์จากด้านนอกรอจนพวกเขาทั้งสองลุกจากพื้นที่เย็นเยียบก็เอ่ยขึ้น

              “พวกเจ้าจะทำเช่นไรต่อจะกลับบ้านหรือไม่ข้าจะได้ไปส่ง” หญิงสาวถามขึ้นโดยลืมไปเสียสนิทว่านางเองก็ยังหลงทางหาทางออกจากป่าไม่เจอนี่คิดการใหญ่ถึงขนาดจะไปส่งสองพี่น้องถึงบ้าน

              “บิดามารดาของข้าน้อยล้วนจากไปหมดแล้วญาติมิตรก็ไม่มี มิอาจกลับหลังได้อีก” เด็กหญิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา นัยน์ตาแดงก่ำมีแววโศกเศร้าอาดูร

              “หรือพวกเจ้าจะติดตามข้ากลับแคว้นฉิน”

              “แคว้นฉินคืออันใด”เจ้าตัวน้อยกระตุกมือพี่สาว ถามเสียงเครือดวงตาคู่เล็กแม้เปื้อนน้ำตาแต่ก็ยังอยากรู้ว่าแคว้นฉินที่ว่าอยู่ที่ไหนขณะที่พี่สาวเองกลับส่ายหน้าด้วยมิเคยได้ยินชื่อของแคว้นฉินมาก่อน

     

              ฝูอวี้ฉยงที่สังเกตมานานจึงถือโอกาสปล่อยปราณตรวจสอบของตนออกยามที่เส้นด้ายสีน้ำเงินขาวแตะสัมผัสกลางขม่อมของสองพี่น้องหญิงสาวผู้ตรวจสอบถึงกับก้าวถอยไปหนึ่งก้าวใหญ่ด้วยผลที่ได้ค่อนข้างทำให้นางตกใจอยู่ไม่น้อยเพราะสองพี่น้องตรงหน้ามีระดับอยู่ในชั้นปฐพีแล้ว ตัวพี่สาวอยู่ขั้น  ๔ ขณะที่ตัวน้องชายอยู่ขั้น ๒

    ซึ่งนี่ไม่ใช่ระดับชนชั้นสามัญ

              สมัยแม่นมซูของนางยังอยู่แค่สำเร็จชั้นปฐพีขั้น ๑ ก็สามารถเดินได้เต็มเท้าในแคว้นหนึ่งดาวแต่นี่เด็กน้อยวัยยังไม่ถึง ๑๐ขวบทั้งคู่กลับมีพลังฝีมือร้ายกาจเข้าขั้นแนวหน้าของแคว้นหนึ่งดาวพวกเขาย่อมมาจากดินแดนที่สูงขึ้นไปอย่างไม่ต้องสงสัย

              “พวกข้าน้อยมิมีบ้านจะกลับขอแม่นางเมตตา” ว่าจบก็ทรุดกายลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะอีกครั้งทั้งยังดึงมือให้น้องชายนั่งคุกเข่าตามลงมา

              “เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่คิดจะติดตามข้า”

              “เจ้าค่ะ”

              “เจ้าควรรู้ว่าข้าไม่คิดเลี้ยงสุนัขสองหน้าปักษาสองหัว คิดติดตามข้า เจ้าต้องภักดีด้วยชีวิต”แววตากลมเผยประกายข่มขู่ความจริงนางมิได้หมายความเช่นที่พูด เพียงแค่อยากรู้ว่าเด็กหญิงจะมีท่าทีตอบรับเช่นใด

              มิคาดว่าคำตอบกลับมาจะดังกึกก้องสะท้อนใจของนางโดยไม่จำเป็นต้องใช้เสียง

     

              เด็กหญิงผู้นั้นใช้ปราณตวัดปลายนิ้วของตนเองและน้องชายเบาๆ นางยกมือขวาขึ้นด้วยท่าดรรชนีกระบี่ แล้วร่างร่ายอักษรโลหิตขึ้นกลางอากาศก่อเกิดเป็นพันธะโลหิตรับใช้

              “บ่าวสองพี่น้องนับแต่นี้ขอภักดีต่อคุณหนูด้วยชีวิต”

              “เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่ตัดสินใจเช่นนี้”ฝูอวี้ฉยงออกจะตะลึงไปบ้าง นอกจากความใจเด็ดของเด็กหญิงที่ทำให้นางระลึกถึงตนเองยังมีอีกสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกทึ่ง นั่นเพราะเด็กหญิงวัยไม่ถึงสิบขวบดีผู้นี้ นางเลือกเพาะสร้างพันธะโลหิตรับใช้ 

              ย่อมหมายถึงว่าพันธะนี้จะเกี่ยวพันวิญญาณของบ่าวเข้าสู่เอื้อมหัตถ์ของผู้เป็นนาย หากผู้เป็นนายตายจากพวกนางสองพี่น้องย่อมสิ้นลมแต่กลับกันหากพวกนางตายจะไม่ส่งผลกระทบใดต่อผู้เป็นนาย

              “เจ้าค่ะ”เด็กน้อยตอบด้วยแววตามั่นคงหนักแน่น นางคิดทบทวนดีแล้ว สตรีชุดเหลืองตรงหน้ามีความสามารถสูงล้ำยิ่งกว่าชนชั้นยอดฝีฝือคนใดที่นางเคยประสบลำพังแค่ผู้มีคุณช่วยชีวิตตนไว้ก็เป็นบุญคุณใหญ่หลวงแล้ว แต่แม่นางผู้นี้ยังช่วยเหลือน้องชายซึ่งเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของนางอีกชาตินี้ทั้งชาตินางย่อมติดค้างไม่อาจทดแทนบุญคุณได้หมด

              “เจ้าเล่า ?”ฝูอวี้ฉยงเห็นท่าทีหนักแน่นของคนพี่ จึงหันไปมองคนน้องบ้าง

              “ขอรับ” เจ้าตัวน้อยรีบตอบรับตามพี่สาวทีแรกคล้ายว่าเป็นเด็กงอแงไม่ค่อยรู้ความ แต่ตอนนี้กลับตอบคำได้ดีทั้งแววตาใสซื่อดุจไข่มุกก็มั่นคงไม่มีความลังเล

              “ข้ามีคำถามสุดท้าย”

              สองพี่น้องเงยหน้าขึ้นจ้องมองสตรีชุดเหลืองเต็มตา

              “บุญคุณความแค้นของพวกเจ้าสองพี่น้องเล่า?”

              “มิมีบุญคุณความแค้นอันใดเจ้าค่ะทุกสิ่งจบสิ้นแล้ว” เด็กหญิงเป็นฝ่ายตอบคำน้ำเสียงของนางบอกชัดว่าเป็นจริงดังคำกล่าว มิใช่พูดเพียงเพื่อตัดบท

              “อันใด จงกล่าวมาให้ชัดเจน”

              “พวกข้าน้อยสองพี่น้องเป็นทายาทศิษย์ระดับสูงของสำนักฝึกตนแห่งหนึ่งนามว่าสำนักกระบี่โบราณ บิดาและมารดาสิ้นไปตั้งแต่หลายปีก่อนอาศัยท่านลุงผู้เป็นอาวุโสในสำนักนั้นเลี้ยงดูและอบรมบ่มวิชา แต่เมื่อเดือนก่อนท่านลุงสิ้นไปข้าน้อยกับน้องชายและคนใต้สังกัดของท่านลุงเกือบหนึ่งร้อยคน ถูกส่งให้ไปเฝ้าประตูหลุนเหมินเนื่องจากท่านลุงของพวกข้าน้อยมีเรื่องขัดแย้งกับอาวุโสท่านอื่น ๆ อยู่ก่อนแล้ว เมื่อท่านจากไปพวกเขาจึงขับพวกเราให้ไปพำนักในสุสานเกิดดับรับหน้าที่พิทักษ์ประตูหลุนเหมิน”

              ฝูอวี้ฉยงฟังอย่างตั้งใจแม้นางไม่เคยได้ยินชื่อที่เด็กหญิงกล่าวออกมา แต่ก็มองภาพรวมของเรื่องราวออก

              “แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงมาปรากฏกายที่นี่ประตูหลุนเหมินของเจ้าควรอยู่ในแดนยุทธภัณฑ์มิใช่หรือเจ้ากล่าวว่าเพิ่งถูกส่งไปที่นั้นเมื่อเดือนก่อน ในระยะ ๑เดือนหากไม่ใช่ชนชั้นระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง ไม่มีทางเดินทางมาถึงที่นี่ได้”

              เด็กหญิงได้ฟังคำของฝูอวี้ฉยงพลันเบิกตากว้างนี่หมายความว่าพวกนางสองพี่น้องข้ามระยะทาง มาหลายพันลี้จากจุดเดิมงั้นหรือ

              “เจ้าค่ะประตูหลุนเหมินตั้งอยู่ในแดนยุทธภัณฑ์ หลังจากที่พวกข้าน้อยพำนักที่สุสานเกิดดับเพียง๓ วัน ก็เกิดเรื่องขึ้น มีพลังงานชั่วร้ายปะทุออกมาจากสุสานวีรชนคนของเรากว่าครึ่งถูกสังหาร บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์พี่จึงหาทางหลบหนีแต่ด้านหน้าสุสานถูกพลังชั่วร้ายปิดขวางไว้พวกข้าน้อยจึงตัดสินใจเข้าสู่ประตูหลุนเหมิน มิคาดว่าจะมาปรากฏกายกันกลางป่าแห่งนี้”

              “ข้าพอเข้าใจแล้ว”ได้ฟังเช่นนี้นางจึงพอสรุปกับตนเองถึงความเป็นมาเป็นไปแม้ไม่รู้ว่าเหตุใดปราณหลัวช่าถึงรั่วไหลออกมา แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าจุดที่มันปรากฏคือสุสานเกิดดับประตูหลุนเหมิน หากจัดการเรื่องน้าชายและเหลียนต้าหวางเสร็จสิ้นนางคงถือโอกาสไปเยือนที่แห่งนั้นสักครา ด้วยภัยอสูรหลัวช่าหาใช่สิ่งที่นางมองข้ามได้ไม่

              หญิงสาวร่างสูงยื่นมือของตนออกไปเบื้องหน้าเส้นปราณสีน้ำเงินจากปลายนิ้วตวัดเกาะเกี่ยวพันธะโลหิตที่ลอยกลางอากาศแสงสีน้ำเงินและสีแดงผสานกันจนเกิดประกายแรงกล้าวงเวทพันธะสองสีเชื่อมโยงเป็นหนึ่งหมุนวนกลางอากาศด้วยความเร็วสูงแล้วสลายเป็นละอองวิเศษไหลเข้าสู่ร่างของสองพี่น้องส่วนที่เหลือไหลมายังร่างของฝูอวี้ฉยง

              กลางหน้าผากของสองคนพี่น้องมีจุดพลังสีน้ำเงินวาบขึ้นแล้วกลืนหายเข้าไป 

              “ถัดจากข้าก็มีน้องสาวอีกผู้หนึ่งเป็นลำดับเจ็ดของบ้านนับแต่นี้เจ้าผู้เป็นพี่สาวข้าจะเรียกว่าลำดับแปด เสี่ยวปาส่วนเจ้าที่น้องชายข้าจะเรียกว่าลำดับเก้า เสียวจิ่ว”

     

    *****

     

    ** ฝากติดตามเพจด้วยนะ มีอะไรจะอัพเดททางนั้นช่วงไหนไม่ว่างก็จะฝากข่าวไว้ในเพจ

    https://www.facebook.com/ZHMX-2339420609635046/

     

    ขอบคุณจ้ะ

    ZHMX

    คล้ายกับเรื่องย่ำภพสยบแดน (จบ) ที่คุณอ่าน