ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 316 : กรงขังสีขาวบริสุทธิ์

จารึกที่ 316 : กรงขังสีขาวบริสุทธิ์ : พลิกกระดานสวรรค์ด้วยสมการสูญตา


ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมทะเลแห่งความว่างเปล่าในยามนี้ ลึกล้ำและเยียบเย็นยิ่งกว่าก้นบึ้งของขุมนรก การที่บุรุษผู้สวมชุดนักพรตสีขาวบริสุทธิ์ ตัวตนระดับเซียนอมตะผู้กุมกฎเกณฑ์แห่งอาณาเขตสวรรค์ ต้องถอยร่นไปถึงสามก้าวกลางอากาศธาตุ มิใช่เพียงการขยับกาย ทว่ามันคือแผ่นดินไหวที่สั่นคลอนรากฐานแห่งความเชื่อมั่นของวิหารเทพอนันตกาล!


ไป๋จื่อ เซียนอมตะผู้สง่างาม ก้มมองความว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป รอยด่างพร้อยที่เกิดจากการถูกแทรกแซงกฎเกณฑ์ แม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ ทว่าสำหรับผู้ที่หล่อหลอมมรรคาด้วยความสมบูรณ์แบบ มันคือความอัปยศที่ไม่อาจลบเลือน นัยน์ตาที่เคยทอประกายเมตตาจอมปลอมและดูแคลนสรรพสิ่ง บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาอันไร้ก้นบึ้ง


"ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม... สอดแทรกอักขระประหลาดเข้าสู่สัจธรรมของข้า" น้ำเสียงของไป๋จื่อมิได้ดังกึกก้อง ทว่ามันกลับเสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนบนมหานาวาปราณสูญตาประดุจเข็มน้ำแข็งนับหมื่นเล่ม "ข้าประเมินความโสมมในจิตใจของพวกเจ้าต่ำเกินไป การปล่อยให้เดรัจฉานผู้บิดเบือนวัฏสงสารเช่นเจ้ามีลมหายใจต่อไป ย่อมเป็นภัยต่อสมดุลแห่งเอกภพ... บัดนี้ การชำระล้างที่แท้จริง จะเริ่มต้นขึ้น"

ครืนนน!


ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวที่บ้าคลั่ง ไร้ซึ่งการร่ายรำกระบวนท่า ไป๋จื่อเพียงแค่วาดมือขวาผ่านอากาศธาตุ กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาและพื้นที่รอบมหานาวาพลันถูก 'เขียนทับ' อย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มิใช่กรงขังที่หยุดนิ่ง แต่มันคือ 'อาณาเขตมหาประหารสวรรค์'!


แสงสีขาวบริสุทธิ์สาดส่องลงมาจากรอยแยกมิติเบื้องบน แปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงสีขาวที่เย็นเยียบจนสามารถแช่แข็งวิญญาณ เพลิงเหล่านี้มิได้เผาผลาญวัตถุ ทว่ามันเผาผลาญ 'เจตจำนง' และ 'รากฐานการบ่มเพาะ' โดยตรง!


"จิตสัมผัสของมันล็อคเป้าหมายที่แก่นวิญญาณของพวกเราทุกคน!" ฉินมู่หลางตวาดก้อง ยอดกระบี่ผู้เคยหยิ่งทะนงต้องกัดฟันจนเลือดไหลซึมจากไรฟัน เขาพยายามดึงกระบี่นิรันดร์ออกจากฝัก ทว่าเพียงแค่จิตสัมผัสของเซียนอมตะกดทับลงมา ปราณกระบี่ในร่างก็คล้ายถูกขุนเขาหมื่นลูกทับทวีจนไม่อาจโคจรได้ "นี่คือพลังที่อยู่เหนือมิติของเรา... มันกำลังใช้ 'กฎ' บดขยี้ 'ปราณ'!"


"อั่ก!" เฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน เพลิงอัคคีบรรพกาลและปราณพฤกษาที่พวกเขาสั่งสมมา ถูกเพลิงสีขาวแห่งอาณาเขตสวรรค์บีบคั้นจนต้องหดตัวกลับเข้าสู่จุดตันเถียนเพื่อรักษาเจตจำนงชีวิต


ท่ามกลางวิกฤติที่ราวกับฟ้าถล่มดินทลาย อาเจียยังคงยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือ ผ้าคลุมสีเทาเข้มของเขาสะบัดพริ้วอย่างรุนแรงท่ามกลางพายุเพลิงสวรรค์ ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทไร้ตาขาว จ้องมองมฤตยูที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างไม่ลดละ


เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัว และไม่ได้ปริปากเอ่ยถึงความสูญเสียใดๆ เปลือกนอกของมนุษย์ผู้หวงแหนสมบัติถูกกะเทาะออกไปจนหมดสิ้น เผยให้เห็นเพียงเจตจำนงของ 'ราชันหมื่นอักขระ' ผู้ที่พร้อมจะยืนหยัดท้าทายสวรรค์ด้วยสติปัญญาและมรรคาแห่งเต๋า


"อาเจีย..."


เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังขึ้นเบื้องหลัง ร่างโปร่งแสงของมู่เฉินปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบ อดีตมหาปรมาจารย์มิได้มีท่าทีตื่นตระหนก เขาก้าวยาวๆ มายืนเคียงข้างศิษย์รัก มือไพล่หลัง ทอดสายตามองเซียนอมตะเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ลึกล้ำ "อาณาเขตสวรรค์ของเซียนอมตะ คือสัจธรรมย่อยที่มันสร้างขึ้นเอง... ในอาณาเขตนี้ คำพูดของมันคือกฎเกณฑ์ การโจมตีด้วยกำลังปราณดิบย่อมสูญเปล่า เจ้าคิดจะรับมือกับผู้ที่ถือครองกุญแจแห่งกฎเกณฑ์เช่นไร?"


อาเจียประสานมือคารวะอาจารย์อย่างนอบน้อม แม้ในยามวิกฤติ ทว่าความเคารพที่มีต่อผู้ชี้แนะมรรคายังคงเปี่ยมล้น "ท่านอาจารย์เคยสอนศิษย์ว่า... อักษรที่งดงามที่สุด มิใช่การตวัดพู่กันอย่างไร้ที่ติ ทว่าคือการรู้จักเว้นจังหวะหายใจให้ผืนกระดาษ... สวรรค์ของมันสมบูรณ์แบบเกินไป ข้าจึงมองเห็นเพียงความแข็งกระด้างขอรับ"


มู่เฉินลูบเคราของตนเอง รอยยิ้มบางๆ ที่แฝงความเอ็นดูและระอาใจปรากฏบนใบหน้า "เด็กดื้อรั้น... เจ้าคิดจะรื้อถอนกระดานหมากของสวรรค์อีกแล้วสินะ จงทำตามวิถีของเจ้าเถิด อาจารย์ผู้เฒ่าผู้นี้ จะคอยดูว่าสมการของเจ้า จะสั่นคลอนสัจธรรมได้มากน้อยเพียงใด"


อาเจียยืดแผ่นหลังให้ตรงที่สุด เขาสูดลมหายใจลึก ปล่อยวางความปวดร้าวในจุดตันเถียน พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ในมือขวาสั่นไหวเบาๆ ตอบรับเจตจำนงของนายเหนือหัว


"ศิลาพิทักษ์! หักหางเสือเก้าสิบองศา... มุ่งหน้าเข้าสู่ดงกระแสน้ำวนมิติทางทิศอุดรเฉียงใต้!" อาเจียแผดเสียงคำสั่งดังกังวานก้องดาดฟ้าเรือ

หุ่นกลศิลาขุนพลคู่ใจ ไม่มีความลังเลใดๆ ในแกนประมวลผล มันกระแทกคันบังคับอย่างเด็ดขาด มหานาวาปราณสูญตาส่งเสียงคำรามกึกก้อง พลิกตัวเรือหันหน้าเข้าหาความมืดมิดที่อันตรายที่สุดในทะเลแห่งความว่างเปล่า ที่ซึ่งมี 'หลุมดำมิติ' ขนาดยักษ์กำลังหมุนวนดูดกลืนทุกสิ่ง!


"เจ้าจะบ้าหรือ!" เฟิงอี้หรานตะโกนลั่น "เข้าไปในนั้นก็มีแต่ตายกับตาย!"


"หากเราอยู่ตรงนี้ สัจธรรมของเซียนอมตะก็จะแช่แข็งวิญญาณพวกเราจนดับสูญ!" อาเจียไม่ได้หันกลับไปมอง ทว่าสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เพลิงสีขาวบริสุทธิ์เบื้องหน้า "ในเมื่อกฎเกณฑ์ของมันแข็งแกร่งนัก ข้าก็จะพามันไปอยู่ในสถานที่ที่ 'ไม่มีกฎเกณฑ์ใดดำรงอยู่ได้'!"


ไป๋จื่อมองดูการกระทำของอาเจียด้วยสายตาที่เย็นชา "คิดจะใช้การพังทลายของเอกภพมาเป็นโล่กำบังงั้นหรือ? ช่างเป็นการดิ้นรนที่โง่เขลานัก... ในเมื่อพวกเจ้าปรารถนาความพินาศ ข้าก็จะสงเคราะห์ให้"


เซียนอมตะชูตราประทับหยกขาวขึ้นสูง ปราณเซียนแท้สีขาวบริสุทธิ์ถูกอัดแน่นจนกลายเป็น 'ดาบแสงประหารสวรรค์' ความยาวนับพันจั้ง! มันแผ่รังสีแห่งการลบล้างทุกสรรพสิ่ง ก่อนจะถูกขว้างออกไป พุ่งตรงเข้าเสียบทะลุมหานาวาปราณสูญตาที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้กระแสน้ำวนมิติ!


ความเร็วของดาบแสงสวรรค์นั้นก้าวล่วงกาลเวลา มันพุ่งแหวกอากาศธาตุจนมิติแตกร้าวเป็นทางยาว ห่างจากท้ายเรือเพียงไม่ถึงร้อยจั้ง!


"อาเจีย! มันมาแล้ว!" หลินชิงเสวี่ยที่หลับตาใช้โสตสวรรค์ ร้องเตือนเสียงหลง


"ตอนนี้แหละ... วิถีแห่งหมื่นอักขระ... สมการสูญตาสะท้อนเอกภพ!"


อาเจียไม่ได้หันไปป้องกันเรือ ทว่าเขากัดปลายนิ้วชี้ของตนเอง เลือดหยดหนึ่งไหลซึมออกมา เขาตวัดพู่กันนิรันดร์กลางอากาศธาตุที่กำลังสับสนวุ่นวาย!


เขาไม่ได้สร้างค่ายกลป้องกัน ทว่าเขานำการทดลองที่ล้มเหลวในห้องผนึกปราณมาใช้จริง! อาเจียวาดสัญลักษณ์ ( ⦾ ) ขนาดมหึมาขึ้นเบื้องหน้ากระแสน้ำวนมิติ ลึกลงไปในนั้น เขาจารึกอักขระ 'โลหะ' และ 'เพลิง' ลงไปพร้อมกัน ทว่าใช้อักขระหลิง (零) นับแสนตัว ทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นกลางไม่ให้มันสัมผัสกัน!


ทันทีที่สมการอักขระพุ่งทะยานออกไป มันไม่ได้โจมตีเซียนอมตะ ทว่ามันพุ่งเข้าไปในแกนกลางของ 'กระแสน้ำวนมิติ' (หลุมดำ)!


และในวินาทีที่อักขระหลิง (零) ถูกแรงดึงดูดของหลุมดำบดขยี้... กำแพงกั้นระหว่างธาตุโลหะและเพลิงก็พังทลายลง!


ความขัดแย้งระดับวิกฤติ ปะทุขึ้นใจกลางหลุมดำที่ไร้กฎเกณฑ์!


ตู้มมมมมมมม!!!


มันมิใช่การระเบิดของปราณธรรมดา ทว่ามันคือการจุดชนวนให้กระแสน้ำวนมิติเกิดการ 'เสียสมดุลขั้นรุนแรง'! แรงดึงดูดที่เคยกินวงกว้างอย่างสม่ำเสมอ พลันกระตุกและบิดเบี้ยว ทิศทางของแรงโน้มถ่วงถูกพลิกกลับอย่างฉับพลัน!


แรงดึงดูดอันมหาศาลที่ถูกบิดเบือนนั้น พุ่งเป้าไปที่กลุ่มพลังงานที่หนาแน่นที่สุดในบริเวณนั้น... ซึ่งก็คือ 'ดาบแสงประหารสวรรค์' ของเซียนอมตะไป๋จื่อ!


วูบ!


ดาบแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ควรจะผ่ามหานาวาให้ขาดเป็นสองท่อน ถูกแรงดึงดูดของมิติที่ปั่นป่วนกระชากให้เปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน! มันเบี่ยงวิถีเฉียดท้ายเรือไปเพียงไม่กี่ชุ่น ก่อนจะถูกสูบกลืนหายเข้าไปในหลุมดำมิติ!


"อะไรกัน!" ไป๋จื่อเบิกตากว้าง ความสง่างามที่รักษามาร้อยปีพังทลายลงในพริบตา "ยืมความบ้าคลั่งของเอกภพ มาบิดเบือนการโจมตีของสวรรค์!?"


ทว่า การตลบหลังของอาเจียยังไม่จบเพียงเท่านั้น!


เมื่อดาบแสงที่อัดแน่นไปด้วย 'กฎเกณฑ์สัจธรรมที่สมบูรณ์แบบ' ปะทะเข้ากับ 'ความว่างเปล่าที่โกลาหลที่สุด' ของหลุมดำมิติ... สมการแห่งการหักล้างจึงบังเกิด!


ครืนนนน! เปรี้ยงงง!


แสงสว่างวาบเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดออก! คลื่นกระแทกจากการทำลายล้างกฎเกณฑ์ แผ่ขยายออกเป็นวงกว้างนับหมื่นลี้!


"ศิลาพิทักษ์! ปิดแกนปราณทั้งหมด! ปล่อยเรือไหลไปตามแรงระเบิด!" อาเจียตวาดก้อง ร่างของเขาทรุดลงคุกเข่า เลือดพุ่งออกจากปากจากการทนรับแรงสั่นสะเทือนของมิติ


คลื่นกระแทกซัดเข้าใส่กราบเรืออย่างจัง มหานาวาปราณสูญตาถูกซัดกระเด็นดุจใบไม้ในพายุไต้ฝุ่น พุ่งทะลวงออกจากดงกระแสน้ำวนมิติไปด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากกฎเกณฑ์ทั้งปวง!


ในขณะเดียวกัน เซียนอมตะไป๋จื่อที่อยู่ใกล้จุดระเบิด ต้องเผชิญหน้ากับคลื่นกระแทกที่รุนแรงที่สุด! อาณาเขตสวรรค์สีขาวบริสุทธิ์ของเขา ถูกความบ้าคลั่งของมิติกระแทกจนเกิดรอยร้าว ร่างของเซียนอมตะถูกซัดกระเด็นถอยหลังไปไกลนับสิบลี้ ลมปราณในร่างปั่นป่วนอย่างหนัก เลือดสีทองหยดหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปาก!


มดปลวกวิญญาณแรกเริ่ม... ทำให้เซียนอมตะต้องหลั่งเลือดเป็นครั้งที่สอง!


เมื่อพายุมิติสงบลง ไป๋จื่อเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางที่มหานาวาหายไป ทัศนียภาพเบื้องหน้ามีเพียงรอยแยกมิติที่ค่อยๆ สมานตัว ไร้ซึ่งร่องรอยของเรือไม้หยกดำลำนั้นอีกต่อไป


ความเงียบงันกลับมาเยือนทะเลแห่งความว่างเปล่า ทว่ามันเป็นความเงียบที่แฝงไปด้วยความอัปยศของสวรรค์


ไป๋จื่อกำตราประทับหยกขาวในมือแน่นจนเกิดรอยร้าวเพิ่มขึ้น นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่เย็นเยียบ "ตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรม... แล้วอาศัยกฎที่บ้าคลั่งกว่าย้อนศรข้า... ราชันหมื่นอักขระ เจ้าอาจจะฉลาดหลักแหลม ทว่าการหลบหนีเข้าไปในเขตน่านฟ้าที่ตัดขาดจากสวรรค์ ก็ไม่ต่างจากการขุดหลุมฝังศพให้ตนเอง... ข้าจะรอวันที่เจ้าย่างกรายออกมา และเมื่อนั้น วัฏสงสารจะไม่มีพื้นที่ให้วิญญาณของเจ้าได้ยืนหยัดอีกต่อไป"


อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดในน่านฟ้าที่ไม่รู้จัก


มหานาวาปราณสูญตาที่สภาพพังยับเยิน ลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างไร้ทิศทาง โครงสร้างไม้ด้านหลังฉีกขาดหายไปกว่าครึ่ง ทว่าแกนปราณหลักยังคงทำงานอยู่แผ่เบา


บนดาดฟ้าเรือ อาเจียนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นกระดาน ร่างกายของเขาราวกับถูกบดขยี้ ทว่าริมฝีปากที่เปื้อนเลือดกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ


หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น ฉินมู่หลาง และเฟิงอี้หราน ต่างพยุงร่างที่สะบักสะบอมของตนเองลุกขึ้น


"พวกเรา... รอดมาได้..." เฟิงอี้หรานพึมพำ ทิ้งตัวลงนอนหงายมองท้องฟ้าที่แปลกตา "ข้าสาบานว่า จะไม่ขอเล่นตลกกับหลุมดำมิติอีกตลอดชีวิต"


ฉินมู่หลางเก็บกระบี่เข้าฝัก ยอดกระบี่เดินเข้าไปคุกเข่าลงข้างอาเจีย "การย้อนศรของเจ้าในวันนี้ ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตา... สัจธรรมที่แท้จริง มิใช่พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทว่าคือการรู้จังหวะที่จะพลิกกระดานของศัตรู"


อาเจียฝืนยันตัวลุกขึ้นนั่ง โดยมีหลินชิงเสวี่ยประคองแผ่นหลังไว้ หญิงสาวไม่กล่าวสิ่งใด นางเพียงแต่มองเขาด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจ


"ท่านอาจารย์..." อาเจียเงยหน้าขึ้นมองร่างโปร่งแสงของมู่เฉินที่ลอยอยู่ไม่ไกล "ศิษย์ไม่ได้ทำให้มรรคาแห่งสำนักเราต้องแปดเปื้อนใช่หรือไม่ขอรับ?"


มู่เฉินยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ "เจ้าทำได้ดีมาก อาเจีย... เจ้าไม่ได้เพียงแค่เอาตัวรอด ทว่าเจ้าได้ประกาศศักดาให้สวรรค์จอมปลอมได้รับรู้ ว่าวิถีแห่งอักขระของพวกเรา คือสิ่งใด... การก้าวเดินของเจ้าหลังจากนี้ จะมิใช่เพียงการหลบหนี ทว่าคือการเปิดโปงสัจธรรมที่เน่าเฟะ"


อาเจียพยักหน้าช้าๆ เขารวบรวมลมปราณที่เหลืออยู่แผ่จิตสัมผัสออกไปสำรวจสภาพแวดล้อม


ลมหายใจของเขาพลันสะดุด


บริเวณนี้มิใช่ทะเลแห่งความว่างเปล่าที่มืดมิดและแห้งแล้งอีกต่อไป ทว่ามันเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเก่าแก่และปราณธาตุที่อุดมสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ แสงสว่างจางๆ สาดส่องมาจากเบื้องหน้า


เมื่อทุกคนบนเรือหันไปมอง ทัศนียภาพที่ปรากฏต่อสายตาก็ทำให้พวกเขาต้องเบิกตากว้าง


แผ่นดินขนาดมหึมาลอยอยู่กลางอากาศธาตุ ภูเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะหมื่นปี ทะเลสาบที่ส่องประกายสีเงินยวง กลิ่นอายของสถานที่แห่งนี้ บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าหุบเขาศักดิ์สิทธิ์อนันตกาลนับพันเท่า!


"นี่คือ..." เย่ปิงอวิ๋นกระซิบด้วยความตื่นตะลึง


"แผ่นดินเร้นลับแห่งอุดรทิศ... ดินแดนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกระแสน้ำวนมิติ" อาเจียตอบเสียงแผ่วเบา ดวงตาสาดประกายความหวัง "ที่ซึ่งนักพรตหมื่นอีแปะหลบซ่อนตัวอยู่... และเป็นที่ที่ข้า จะได้เริ่มศึกษาแก่นแท้ของหมื่นอักขระอย่างแท้จริง"


การหลบหนีจากเซียนอมตะ เป็นเพียงปฐมบทของการเดินทาง ราชันหมื่นอักขระได้พาเรือที่เต็มไปด้วยบาดแผลและมิตรสหาย ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง บททดสอบที่ยากลำบากยิ่งกว่ากำลังรอคอยพวกเขาอยู่ ทว่าคราวนี้ พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ามัน ด้วยมรรคาที่ถูกขัดเกลามาอย่างสมบูรณ์!