ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 261 : มหาราชรถแห่งสูญตา

จารึกที่ 261 : มหาราชรถแห่งสูญตา : ความซื่อบื้อของราชันหน้าเงิน


สายลมแห่งแดนเนรเทศสูญญตายังคงพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง หอบเอาฝุ่นผงสีโลหิตและกลิ่นอายแห่งความตายที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลลอยคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ ท้องฟ้าเบื้องบนยังคงเป็นสีเทาอมแดงที่ดูน่าสะอิดสะเอียน ไร้ซึ่งแสงตะวัน ไร้ซึ่งแสงจันทรา มีเพียงความกดดันของกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่บิดเบี้ยวซึ่งพร้อมจะบดขยี้ผู้ที่อ่อนแอให้กลายเป็นเพียงเศษซากวิญญาณ


ทว่า ณ ซอกเขาหินอัคนีสีดำเกรียมอันเป็นฐานที่มั่นชั่วคราวของคณะวิปลาส กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นกลับถูกปัดเป่าออกไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากยอดคนทั้งหก


หลังจากผ่านการต่อสู้ที่อาบเลือด เฉียดตาย และการทรมานวิญญาณมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้ ไม่ว่าจะเป็น ฉินมู่หลาง ผู้มีเจตจำนงกระบี่นิรันดร์ที่ถูกหล่อหลอมด้วยเลือด, เฟิงอี้หราน ผู้ครอบครองวิถีอัคคีบรรพกาลที่กลืนกินแม้กระทั่งความร้อน, หลินชิงเสวี่ย สตรีน้ำแข็งผู้มีเขตแดนเหมันต์อันเยือกเย็น, เย่ปิงอวิ๋น ผู้ผสานวิญญาณพฤกษาที่หยั่งรากลึกในขุมนรก หรือกระทั่ง เฟิงหลิงเอ๋อร์ ผู้มีเนตรดาราวิวัฒนาการจนมองทะลุสัจธรรม ทุกคนล้วนก้าวข้ามขีดจำกัดของสายเลือดตนเอง ทะลวงเข้าสู่ระดับ 'แก่นทองคำขั้นสมบูรณ์' อย่างเต็มภาคภูมิ


ไอปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของพวกเขามิใช่ไอปราณธรรมดาอีกต่อไป ทว่ามันมีความหนาแน่นและบริสุทธิ์จนเมื่อกระทบกัน ก็เกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะประหนึ่งอัสนีบาตสายเล็กๆ ปะทุขึ้นในมิติอากาศ กฎเกณฑ์แห่งความหนักอึ้งของปฐพีที่เคยดึงดูดสรรพสิ่ง บัดนี้ไม่อาจพันธนาการร่างกายของพวกเขาได้อีกต่อไป!


"นี่น่ะหรือ... ความรู้สึกของการตัดขาดจากสัจธรรมแห่งปฐพี"


เฟิงอี้หรานพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านเล็กน้อย เขาก้มลงมองฝ่ามือของตนเองที่บัดนี้มีเปลวเพลิงสีทองแดงไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง เขาลองปลดปล่อยปราณอัคคีลงสู่ใต้ฝ่าเท้าอย่างแผ่วเบา ร่างของเขาที่เคยมีน้ำหนักดุจขุนเขา ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นหินสีดำเกรียมอย่างนุ่มนวล โดยไม่ต้องพึ่งพาศัสตราวิเศษหรือเคล็ดวิชาลมปราณใดๆ ในการผลักดัน


"เพียงแค่ตั้งจิต ร่างกายก็เบาหวิวประหนึ่งขนนกร่วงหล่น... พลังปราณในจุดตันเถียนสามารถพยุงร่างให้เหาะเหินเหยียบเวหาได้อย่างอิสระ นี่คือสิทธิขาดของผู้แสวงมรรคที่แท้จริง!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่า ร่างของเขาลอยวนไปมารอบซอกเขาด้วยความตื่นเต้น


ฉินมู่หลางลอยตัวขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่บนยอดหินผาที่สูงชันที่สุดในบริเวณนั้น กระบี่นิรันดร์ในมือทอแสงสีเงินตอบรับกับเจตจำนงที่กว้างไกลขึ้น นัยน์ตาของยอดกระบี่ทอดมองออกไปสุดลูกหูลูกตา


"ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานต้องใช้ของวิเศษเป็นสื่อกลางในการเหาะเหิน เพราะจุดตันเถียนของพวกเขายังไม่อาจสร้างวัฏจักรพลังงานที่เชื่อมต่อกับกฎเกณฑ์ภายนอกได้ ทว่าเมื่อแก่นทองคำก่อเกิดอย่างสมบูรณ์ ปราณฟ้าดินภายในและภายนอกจะสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว... บัดนี้ ท้องฟ้ามิใช่สิ่งต้องห้ามสำหรับพวกเราอีกต่อไป หากเราต้องการก้าวเดินบนเมฆา ก็เพียงแค่ปูทางด้วยเจตจำนง!"


ท่ามกลางความปีติยินดีของเหล่ามิตรสหายที่กำลังดื่มด่ำกับสภาวะใหม่แห่งวิถีเซียน อาเจีย ผู้ซึ่งบรรลุระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ (และแฝงความป่าเถื่อนของการสลักอักขระมารลงบนกระดูก) มาตั้งแต่หนึ่งร้อยปีในมิติพู่กัน กลับกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้ากองภูเขาสมบัติ นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาไม่ได้สนใจการลอยตัวไปมาอย่างตื่นเต้นของสหายเลยแม้แต่น้อย


สิ่งเดียวที่สะท้อนอยู่ในดวงตารูปเหรียญทองคำของจอมหน้าเงิน คือซากปรักหักพังของ 'เรือเหาะสีทอง' จากวิหารศัสตราสวรรค์, 'กระดองศิลาบรรพกาล' ของแมงป่องลาวาที่ดำขลับ และ 'แก่นพฤกษาเหมันต์' ที่เปล่งประกายสีเขียวอมฟ้าซึ่งเพิ่งปล้นมาได้สดๆ ร้อนๆ


"หยุดเล่นเป็นเด็กเพิ่งหัดเดินแล้วลงมาเหยียบพื้นดินเสียทีพวกท่าน"


อาเจียแค่นเสียงเตือนโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง มือของเขากำลังคัดแยกชิ้นส่วนโลหะวิญญาณเก้าสีอย่างขะมักเขม้น เสียงกระทบกันของโลหะดังระงม "การตัดขาดจากปฐพีของระดับแก่นทองคำ มันก็แค่การเอาชนะกฎแห่งความหนักอึ้งชั่วคราวเท่านั้น หากพวกท่านคิดจะใช้การเหาะเหินด้วยปราณเนื้อๆ แบบนั้นเพื่อเดินทางข้ามมิติ หรือบินข้ามทวีป ปราณในจุดตันเถียนของพวกท่านจะแห้งเหือดจนกลายเป็นซากศพแห้งกรังก่อนจะได้เห็นแสงตะวันเสียอีก"


"เช่นนั้นแล้ว วิถีการเหาะเหินและก้าวข้ามกาลเวลาที่แท้จริงคือสิ่งใดเล่า ศิษย์พี่อาเจีย?"


เฟิงหลิงเอ๋อร์ร่อนตัวลงมายืนข้างกายเขาอย่างแผ่วเบา อาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่บัดนี้ไร้ซึ่งคราบฝุ่นผงสะบัดพลิ้ว เนตรดาราของนางจ้องมองชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางกองเศษเหล็กด้วยความเลื่อมใสประหนึ่งมองดูนักปราชญ์


อาเจียวางเศษแผ่นทองคำที่ถูกหลอมละลายครึ่งหนึ่งลงบนพื้นหิน เขาหยิบกิ่งไม้ดำหรือ พู่กันนิรันดร์ ขึ้นมาเคาะพื้นเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่หัวเข่า


"การเดินทางที่แท้จริงของผู้ยิ่งใหญ่ แบ่งออกตามความเข้าใจในมรรคาวิถี..." อาเจียอธิบาย น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและแฝงความรู้ที่ตกทอดมาจากมู่เฉิน "หากอยู่ในระดับแก่นทองคำเช่นพวกเรา พวกเรายังคงต้องพึ่งพาศัสตราวิเศษขนาดใหญ่ เช่น นาวาทะลวงเมฆา น้ำเต้าสวรรค์ หรือสัตว์วิเศษบรรพกาล เพื่อใช้เป็น 'พาหนะ' ที่มีค่ายกลคอยดูดซับปราณฟ้าดินมาขับเคลื่อนแทนการผลาญปราณในร่างของพวกเราเอง..."


ชายหนุ่มชี้ปลายพู่กันขึ้นไปยังท้องฟ้าที่บิดเบี้ยว "แต่หากวันใดที่ท่านก้าวล่วงไปถึงระดับ 'วิญญาณแรกเริ่ม' ท่านจะสามารถผสานวิญญาณเข้ากับกฎเกณฑ์ของพื้นที่ ใช้วิชา 'ย่นระยะทาง' ก้าวพริบตาเดียวข้ามผ่านหุบเขานับร้อยลี้ได้ดุจภูตผี"


ดวงตาของอาเจียทอประกายลึกล้ำเมื่อกล่าวถึงสัจธรรมที่อยู่เหนือจินตนาการ "และหากวันใด... ที่ท่านบรรลุถึงขอบเขตที่สูงยิ่งกว่านั้น... ระดับที่สามารถหลอมรวมตนเองเข้ากับความว่างเปล่า ท่านจะไม่ต้องเหาะเหิน ไม่ต้องย่นระยะทางอีกต่อไป เพราะท่านสามารถ 'ฉีกมิติ' หรือ 'แทรกมิติ' ปรากฏตัว ณ ที่ใดก็ได้ในจักรวาลตามเจตจำนง... ทว่าสำหรับตอนนี้ ในขุมนรกที่มิติบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรอยรั่วเช่นนี้ ต่อให้เป็นยอดคนวิญญาณแรกเริ่ม ก็ไม่อาจใช้วิชาย่นระยะทางได้สุ่มสี่สุ่มห้า หากก้าวพลาดไปตกในรอยแยกแห่งเวลา มีหวังถูกกฎเกณฑ์บดขยี้จนกลายเป็นฝุ่นผง!"


"เพราะเหตุนี้ พวกเราจึงต้องพึ่งพาสิ่งนี้สินะ..." หลินชิงเสวี่ยก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีของนางกวาดมองกองซากอสูรและโลหะที่กองพะเนิน "พาหนะที่จะทนทานต่อการฉีกกระชากของพายุมิติ... มหาราชรถแห่งสูญตา ที่ท่านเคยลั่นวาจาเอาไว้"


"ถูกต้อง! และมันจะมิใช่แค่ราชรถธรรมดา"


อาเจียดีดนิ้วดังเป๊าะ รอยยิ้มกักขฬะที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเผยขึ้นบนใบหน้า "มันจะเป็นป้อมปราการเคลื่อนที่ ที่หุ้มด้วยกระดูกอสูรบรรพกาล ขับเคลื่อนด้วยวิถีอักขระที่ฝืนลิขิตฟ้า... และมันจะเป็นพาหนะที่พาพวกเรากลับไปพังทลายสวรรค์ของพวกวิหารศัสตราสวรรค์ และขยี้สำนักอัสนีบาตให้ย่อยยับ!"


อาเจียหันไปกระแทกส้นเท้าใส่เกราะสีทองของ เจ้าสัว พยนต์เทวะที่กำลังนอนแทะเศษโลหะวิญญาณอย่างเกียจคร้าน


"ไอ้เศษเหล็กหน้าเงิน! เลิกอู้แล้วลุกขึ้นมาทำงานได้แล้ว! เตาหลอมวิญญาณของเจ้าพร้อมหรือยัง บิดาจะเริ่มหลอมโครงสร้างแกนกลางเดี๋ยวนี้!"


"โอ๊ย! นายท่าน! ข้ากำลังลิ้มรสความร่ำรวยของโลหะจากวิหารศัสตราสวรรค์อยู่นะขอรับ! รสชาติของความรวยนี่มันช่างกลมกล่อมเสียจริง!" เจ้าสัวกระเด้งตัวลุกขึ้นยืน ปีกทั้งหกแฉกของมันสยายออก แววตาสีอำพันสาดประกายความงกและเจ้าเล่ห์ที่ไม่แพ้เจ้านายของมันเลยแม้แต่น้อย "เตาหลอมของข้าพร้อมเสมอขอรับ! แต่การจะหลอม 'เหล็กวิญญาณสวรรค์เก้าสี' ผสานกับ 'กระดองศิลาบรรพกาล' ที่ดื้อรั้น ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน มันต้องใช้พลังงานความร้อนมหาศาลมากเลยนะขอรับ! ศิลาปราณบริสุทธิ์ระดับสูงสักหนึ่งแสนก้อนน่าจะพอเป็นค่าจ้างจุดไฟ... โอ๊ยยย!"


ยังไม่ทันที่เจ้าสัวจะกล่าวจบประโยคการเจรจาขูดรีด อาเจียก็เตะสวนเข้าที่ยอดหน้าอกของพยนต์เทวะไปอีกหนึ่งทีจนมันเซถลา


"แสนก้อนบ้านบิดาเจ้าสิ! ในสถานการณ์ที่ต้องรีบใช้ทรัพยากรหนีตาย เจ้ายังกล้ามาเปิดบิลขูดรีดข้าอีกหรือ!" อาเจียชี้หน้าด่าทออย่างไม่ไว้หน้า "ใช้ 'แกนเพลิงลาวา' ของแมงป่องบรรพกาลนั่นเป็นเชื้อเพลิงซะ! พลังงานของอสูรระดับกึ่งวิญญาณแรกเริ่มย่อมแผดเผาได้ทุกสิ่ง บิดาจะไม่ออกศิลาปราณให้เจ้าแม้แต่อีแปะเดียว!"


"ฮึ่ย! นายท่านช่างขี้ตืดนัก! ขูดเลือดขูดเนื้อแม้กระทั่งพยนต์รับใช้ผู้ซื่อสัตย์! ข้าล่ะสงสารบรรดาฮูหยินในอนาคตของท่านเสียจริงที่ต้องทนอยู่กับสามีขี้งกเช่นนี้!" เจ้าสัวบ่นอุบอิบผ่านกระแสจิต ทว่ามันก็ยอมลาก 'แกนเพลิงลาวา' ที่ส่องแสงสีทองแดงระยิบระยับ เข้าไปยัดใส่ในช่องอกของมันแต่โดยดี


พริบตานั้น เตาหลอมวิญญาณภายในร่างของพยนต์เทวะก็ทำงานเต็มกำลัง! เปลวเพลิงสีทองแดงที่แผดเผาอย่างบ้าคลั่งพ่นพรวดออกมาจากปากของมัน อุณหภูมิโดยรอบพุ่งสูงขึ้นจนอากาศแตกร้าว อาเจียไม่รอช้า เขาใช้วิถีแห่งสูญตาควบคุมเศษโลหะวิญญาณสวรรค์เก้าสีและกระดองศิลา โยนเข้าไปในใจกลางเปลวเพลิงนั้นทันที!


"ศิษย์พี่เฟิง! ใช้ปราณอัคคีบรรพกาลของท่านช่วยบีบอัดเปลวไฟอย่าให้มันกระจายออก! สร้างกรอบพลังงานขังความร้อนไว้!"


อาเจียตะโกนสั่งการ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเฉียบคมประหนึ่งยอดปรมาจารย์นักหลอม "ศิษย์พี่ชิงเสวี่ย! ศิษย์พี่ปิงอวิ๋น! คอยแผ่ปราณเหมันต์และวิญญาณพฤกษาหล่อเลี้ยงโครงสร้างสลับกันไปมา อย่าให้ศิลาอสูรมันเปราะบางจากการหลอมละลายที่เร็วเกินไป สลับขั้วร้อนเย็นเพื่อตีกรอบความทนทาน!"


ทุกคนรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงและก้าวเข้าประจำตำแหน่ง การสร้าง 'มหาราชรถแห่งสูญตา' มิใช่เพียงงานช่างธรรมดา ทว่ามันคือการหลอมรวมมรรคาวิถีและกฎเกณฑ์ของยอดคนทั้งหกเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง!


ภายใต้เปลวไฟสีทองแดงที่แผดเผาและเจตจำนงอักขระของอาเจีย โลหะที่แข็งแกร่งที่สุดและกระดูกอสูรบรรพกาลเริ่มหลอมละลายและผสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างช้าๆ โครงสร้างของเรือเหาะลำใหม่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุฝุ่นสีเลือด มันไม่ได้มีรูปร่างโอ่อ่า หรูหรา หรือเต็มไปด้วยทองคำเหมือนเรือของวิหารศัสตราสวรรค์ ทว่ามันกลับดูดุดัน น่าเกรงขาม และป่าเถื่อนประหนึ่งอสูรกายโลหะสีดำทะมึนที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ภายใน พร้อมที่จะขย้ำและทะลวงทุกสรรพสิ่ง


ตะวันในแดนเนรเทศค่อยๆ คล้อยต่ำลง ท้องฟ้าสีเลือดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดที่หนาวเหน็บจับขั้ววิญญาณ ทว่าความร้อนแรง ณ ฐานหลอมกลับยิ่งทวีคูณจนหยาดเหงื่อของทุกคนไหลชโลมกาย


การหลอมแกนกลางขับเคลื่อนคือขั้นตอนที่อันตรายและละเอียดอ่อนที่สุด อาเจียต้องใช้ 'พู่กันนิรันดร์' จารึก 'ผสานอักขระ' (โดยเน้นไปที่ ขั้นที่ 4 จตุรธาตุบรรพกาล เพื่อรักษาสมดุล และ ขั้นที่ 5 ทวนกระแสสัจธรรม เพื่อต้านทานมิติ) ลงบน 'แก่นพฤกษาเหมันต์' เพื่อสร้างหัวใจของราชรถ


เหงื่อเย็นเยียบไหลอาบใบหน้าของชายหนุ่ม นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาเบิกกว้างเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ลวดลายอักขระ การสลักสัจธรรมที่ทวนกระแสฟ้าดินลงบนของวิเศษ หากพลั้งพลาดไปเพียงเส้นด้ายเดียว พลังงานมหาศาลจะเกิดการตีกลับและระเบิดออก ร่างของพวกเขาทั้งหมดอาจแหลกสลายเป็นผุยผง


หลินชิงเสวี่ยที่ยืนแผ่ปราณเหมันต์อยู่เบื้องหลัง สังเกตเห็นมือขวาของอาเจียที่เริ่มสั่นเทาเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าสะสม นางอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปใกล้ หยิบผ้าเช็ดหน้าที่ทอจากไหมน้ำแข็งบริสุทธิ์ออกมา ซับเหงื่อบนหน้าผากและขมับของเขาอย่างแผ่วเบาและระมัดระวังไม่ให้รบกวนสมาธิ


"พักเสียหน่อยเถิดอาเจีย..."


น้ำเสียงของสตรีน้ำแข็งแม้จะพยายามรักษาความราบเรียบ ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยความห่วงใยที่ลึกซึ้งจนสัมผัสได้ "การสลักอักขระระดับทวนกระแสสัจธรรม ฝืนวิญญาณของท่านมากเกินไป หากค่ายกลนี้เกิดระเบิดขึ้นมาในระหว่างที่ท่านอ่อนล้า พวกเราจะดับสูญกันหมด"


เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่ยืนรักษาระยะอยู่ฝั่งตรงข้ามก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว "ใช่แล้วศิษย์พี่อาเจีย... ข้ามองเห็นด้วยเนตรดารา เส้นใยกฎเกณฑ์รอบตัวท่านมันตึงเครียดและสั่นไหวจนแทบจะขาดสะบั้นอยู่แล้ว หากแกนกลางนี้มีข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว..."


"ไม่ต้องห่วง..."


อาเจียไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองพวกนาง เขาเพียงแค่ตวัดปลายพู่กันลากเส้นหมึกสีเงินยวงเส้นสุดท้ายลงบนแก่นพฤกษาอย่างมั่นคงและเด็ดขาด น้ำเสียงของเขาแหบพร่าทว่าหนักแน่นดุจศิลาบรรพกาลที่ไม่หวั่นเกรงต่อพายุใดๆ


"ต่อให้ค่ายกลนี้จะมีตำหนิ... ต่อให้กฎเกณฑ์ของมันจะตีกลับจนระเบิดทำลายทุกสิ่ง... ข้าก็จะใช้ร่างกายที่สลักด้วยอักขระกระดูกของข้านี้ พุ่งเข้าไปอุดรอยรั่วนั้นด้วยตัวข้าเอง... สวรรค์อาจหาช่องโหว่เพื่อพรากชีวิตพวกเจ้าได้ แต่ข้า... จะไม่ยอมให้ความว่างเปล่าแม้แต่เสี้ยวเดียว เล็ดลอดมาทำร้ายพวกเจ้าได้หรอก"


วาจาที่กล่าวออกมาจากสัญชาตญาณการปกป้อง(ทรัพย์สินและคนของตน)อย่างแท้จริง ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง ไร้ซึ่งเจตนาเกี้ยวพาราสีใดๆ ทว่าความดิบเถื่อน ความจริงใจ และเจตจำนงที่กล้าฝืนลิขิตฟ้าเพื่อปกป้องผู้อื่นนั้น กลับแหลมคมยิ่งกว่ากระบี่ มันพุ่งทะลวงเข้าสู่ก้อนเนื้อในอกซ้ายของสตรีทั้งสองอย่างจัง!


หลินชิงเสวี่ยชะงักมือที่กำลังซับเหงื่อค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าที่เคยเย็นชาและหยิ่งทะนงดุจน้ำแข็งพันปี พลันเห่อร้อนและซับสีเลือดระเรื่อประหนึ่งผลท้อสุก นางรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาจากอก


เฟิงหลิงเอ๋อร์ยิ่งอาการหนักกว่า นางเบิกตากลมโต สองแก้มแดงปลั่ง ยืนบิดชายเสื้อด้วยความขัดเขินประหนึ่งดรุณีน้อยแรกแย้มที่เพิ่งถูกบุรุษในดวงใจสารภาพรัก "ศิษย์พี่อาเจีย... ท่าน... ท่านกล่าววาจาเช่นนี้... ข้า... ข้า..."


บรรยากาศรอบเตาหลอมที่เคยตึงเครียดและเต็มไปด้วยอันตราย พลันถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น ละมุนละไม และหอมหวานอย่างประหลาด เฟิงอี้หรานและฉินมู่หลางที่ลอบมองอยู่ห่างๆ ถึงกับต้องลอบยิ้มและส่ายหน้าให้กับเสน่ห์ที่ร้ายกาจทว่า 'ไม่ได้ตั้งใจ' ของคนหน้าเงิน


ทว่า... ความโรแมนติกที่กำลังผลิบานในโลกผู้แสวงมรรคนั้น มักมีอายุขัยสั้นยิ่งกว่าแมลงชีปะขาว!


"ฟู่มมม... พรึ่บ!"


จู่ๆ เปลวไฟในเตาหลอมของเจ้าสัวก็หดตัวลงอย่างกะทันหัน อุณหภูมิร่วงหล่นลงวูบเดียว!


"อ๊ะ! ไอ้เศษเหล็กโง่เง่า!"


อาเจียหันขวับไปตวาดลั่น ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึม สุขุม และหล่อเหลาเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความกราดเกรี้ยวของพ่อค้าหน้าเลือดที่กำลังจะสูญเสียผลกำไรมหาศาล! "ไฟตก! ไฟตกแล้วโว้ย! เจ้าหรี่ไฟทำไมฮะไอ้บ้า! โลหะกำลังจะแข็งตัวผิดรูปแล้วเห็นไหม!"


"นายท่าน! ข้าไม่ได้หรี่ไฟ! แกนเพลิงลาวาของแมงป่องนั่นมันเผาผลาญจนหมดพลังงานแล้วขอรับ! หากไม่รีบเติมเชื้อเพลิงใหม่เข้าไปตอนนี้ อุณหภูมิจะลดลงจนค่ายกลพังทลายนะขอรับ!" เจ้าสัวรีบส่งกระแสจิตฟ้องร้องอย่างลุกลี้ลุกลาน


"บัดซบเอ๊ย!"


อาเจียสบถอย่างหัวเสียขั้นสุด เขารีบล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติ ควักเอา 'ศิลาปราณบริสุทธิ์ระดับสูง' ออกมากำใหญ่ ด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวเจ็บปวดประหนึ่งกำลังถูกมีดเฉือนเนื้อตัวเอง เขากระแทกศิลาปราณชั้นยอดเหล่านั้น ยัดใส่ปากเตาหลอมของเจ้าสัวอย่างรุนแรง


"เอาไป! เอาไปเลยไอ้ปลิงดูดเลือด! รู้ไหมว่าศิลาปราณระดับสูงหนึ่งก้อน ข้าต้องใช้เวลาหลอกลวงพวกตาเฒ่าในหอสุวรรณดาราตั้งกี่วันกว่าจะได้มาแต่ละก้อน! ใช้ให้มันคุ้มค่าทุกอณูความร้อนเลยนะโว้ย! หากราชรถนี่สร้างเสร็จแล้วดันบินช้ากว่าไก่ฟ้าพิการล่ะก็ ข้าจะถอดปีกหกแฉกของเจ้าไปหลอมขายชั่งกิโลในตลาดมืดเสีย!"


อาเจียโวยวายเสียงหลงพลางทึ้งผมตัวเองด้วยความเสียดายทรัพย์สิน บรรยากาศซาบซึ้งและคำพูดหล่อๆ เมื่อครู่ ถูกวิญญาณแห่งความหน้าเงินบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก!


หลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่กำลังยืนขวยเขิน ถึงกับอ้าปากค้าง ริ้วแดงบนใบหน้าจางหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยการกลอกตาบนอย่างพร้อมเพรียงกัน ความรู้สึกอบอุ่นในอกถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยหน่ายใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


"ข้าไม่น่าหลงไปซาบซึ้งกับผู้ชายอย่างมันเลยจริงๆ..." หลินชิงเสวี่ยถอนหายใจยาวประหนึ่งปลงสัจธรรม นางรีบเก็บผ้าเช็ดหน้ายัดใส่แขนเสื้อราวกับจะซ่อนหลักฐานความหวั่นไหว


"ศิษย์พี่อาเจียก็คือศิษย์พี่อาเจีย... ความงกของเขา สามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งอารมณ์สุนทรีย์ของอิสตรี" เฟิงหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้ายิ้มๆ แม้จะแอบผิดหวังเล็กน้อย ทว่าลึกๆ แล้ว นางกลับรู้สึกสบายใจที่เขายังคงเป็น 'คนหน้าเงินคนเดิม' ที่นางรักและคุ้นเคย


ท่ามกลางความวุ่นวาย เสียงก่นด่าเรื่องเงินทอง และความอบอุ่นของมิตรสหาย... โครงสร้างของ 'มหาราชรถแห่งสูญตา' ก็สำเร็จลุล่วงไปอีกหนึ่งขั้น ทว่าการจะทำให้มันแหวกกาลเวลาได้ ยังขาดสิ่งสำคัญที่สุด... แกนทะลวงมิติ!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

อหังการยอดคนเหนือยุทธ

อหังการยอดคนเหนือยุทธ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
423K 2687
Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี
337K 1011
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
15.48M 4292
ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

นิยาย แฟนตาซี
103K 226
เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
377K 775
บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

นิยาย แฟนตาซี
64K 246
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258