ระหว่างที่เดินทางไปอย่าง ไม่ได้เร่งรีบของอี้เฉิน เพื่อรอให้ร่างกายของเขาได้พักฟื้นปราณพลัง ยามนี้กายาอี้เฉินราวกับคนถูกไฟคลอก พร้อมกับใบหน้าที่อัปลักษณ์สีแดงฉาน ผิวหนังหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ ทว่าอีกไม่ช้ามันก็จะหายดี แต่ยามนี้เขาไม่มีเวลามานั่งปิดขั้นพลัง ต้องจำใจเดินทางไปยังเผ่าเต่านิลกาฬ สืบหาข่าวสาร ของแดนลับ มรดกเซียน
อี้เฉิน เปิดแหวนมิติของเทียนเฟิง ตรวจดูในทันที ทว่าเขาไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมาก เนื่องด้วยของล้ำค่าส่วนใหญ่ผู้คน มักจะเก็บของล้ำค่าไว้ภายในทะเลความรู้ เมื่อตายตกของล้ำค่าเหล่านั้นก็จะหายสาบสูญไปด้วย
เมื่ออี้เฉินเห็นภายในแหวนมิติของเทียนเฟิง มีเพียงถุงเงินตรา อยู่หนึ่งกอง พร้อมกับสมุนไพร ระดับเทพอยู่ไม่กี่ต้น มันก็ทำให้เขาถอนหายใจออกมายาว "จริงอย่างที่ข้าคาดคิดไว้ เจ้าเก็บของล้ำค่า ไว้ภายในทะเลความรู้สินะเทียนเฟิง"
ก่อนอี้เฉินจะเลิกคิดถึงเรื่องอื่นๆ ในยามนี้ ไม่ช้าชื่อของเขาจะกลายเป็นที่หมายหัวอย่างไม่ต้องสงสัย ครั้นสงบจิตสงบใจได้ อี้เฉินก็เร่งสืบเท้าไปในทิศทางเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์เต่านิลกาฬ ในทันที
เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งวันอี้เฉินก็มาถึง เขตรอบนอกของเมืองหลวง ทว่าเมืองหลวงเผ่าพันธุ์เต่านิลกาฬ ในยามนี้ครึกครื้นไม่น้อย เต็มไปด้วยผู้คนเดินกันขวักไขว่ แต่สิ่งที่ทำให้อี้เฉินประหลาดใจก็คือ สถานที่แห่งนี้มีคนของ ดินแดนเทพอยู่กันไม่น้อย แม้แต่กลุ่มคนที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนของล้ำค่า ยังมีให้เห็นตามแผงร้านขายของ ข้างทาง
ระหว่างที่อี้เฉินเดินลัดเลาะ คูคลองตัดผ่ากลางเมืองที่เต็มไปด้วย ต้นเมเปิลใบสีแดงฉาน พัดไหวเอาดอกใบของพวกมัน โยกย้ายไปกับสายลม ส่งผลให้รอบบริเวณเมือง แต่งแต้มไปด้วยสีแดงฉาน พร้อมกับเสียงผู้คนซุบซิบนินทา ถึงตัวเขา ในยามที่เดินผ่านฝูงชน ราวกับเขาเป็นตัวประหลาด แต่อี้เฉินไม่ได้เก็บคำพูดของกลุ่มคนพวกนั้นมาใส่ใจ

ก่อน หญิงสาว จะกล่าวพูดโพล่ง ใบหน้าแฝงด้วยความรังเกียจ อย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นอี้เฉินเข้ามาเดินใกล้ๆ ในสายตา "เจ้าดูไอ้หมอนั้นสิ มันไปฟัดกับหมามาหรือไง เหตุใดสภาพของมันถึงดูไม่จืดเฉกเช่นนี้" กลุ่มคนที่อยู่บริเวณนั้น ครั้นได้ยิน ต่างก็จับจ้องอี้เฉินเป็นตาเดียว เมื่อเห็นสภาพของอี้เฉิน ทำให้หลายๆ คน มีสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ทว่ากลับมีชายหนุ่มผู้หนึ่ง ป้องปาก ปรามไม่ให้นางพูดเสียงดังอีกต่อไป ยกฝ่ามืออุดปากของนางไว้จนแน่น แม้ว่านางพยายามจะดิ้นให้หลุด มาพร้อมน้ำเสียง บู้บี้ พูดจับใจความได้อยู่บ้าง "เจ้า เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า ไอ้พี่ใหญ่เฮงซวย"
แต่เมื่อ ชายหนุ่มรับรู้ ถึงแรงกดดันที่ อี้เฉินปลดปล่อย เล็ดลอดออกมา แม้ว่าจะรู้ว่าอี้เฉินเก็บซ่อนปราณพลัง แต่ไม่อาจคาดเดา ขั้นพลังของอี้เฉินในยามนี้ได้ แต่ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น ของอี้เฉิน มันก็ขย่มขวัญ เขาที่จ้องมองมันไม่น้อย จนทำให้เขาหัวใจสั่นสะท้านออกมา ด้วยความหวั่นเกรง ในตัวอี้เฉินอย่างไม่รู้ตัว
"สหายโปรดอภัย ในความไม่รู้ความของ ศิษย์ในสำนักข้าด้วย"
อี้เฉิน เขาแทบจะไม่สนใจผู้คนที่อยู่โดยรอบ แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น เขาถึงกับต้องหันไปมอง ชายหนุ่มที่กล่าวพูด ก่อนอี้เฉินจะยิ้มบาง กล่าวพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ไม่เป็นไรข้าไม่ถือโทษโกรธ สตรีนางนั้นหรอก"
สิ้นคำพูดของอี้เฉิน เขาก็เหลือบสายตาขึ้นไปมอง ที่โรงเตี๊ยมหลังใหญ่3ชั้น แห่งหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า เต็มไปด้วยเสียงของเหล่าอนุชนดินแดนเทพ พูดคุยกันออกมา ไม่ขาด แถมยังมีบางคนในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เลื่อนขั้นพลังไปอยู่ในขั้นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ ทำให้อี้เฉินอดที่จะประหลาดใจ ไม่อาจประมาท กลุ่มคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามพวกนี้ได้
ทว่าเพียงอี้เฉิน สืบเท้า ก้าวเดินเข้าไปภายในโรงเตี๊ยม ฉับพลันเสียงพูดคุย ก็พลันหยุดชะงัก เมื่อมีบางคน รู้สึกถึงแรงกดดันที่เล็ดลอดออกมาจาก กายาอี้เฉิน ไม่อาจปกปิดสายตาจากผู้เยี่ยมยุทธ์ภายในสถานที่แห่งนี้ได้ ว่าเขาไปอยู่ในขั้นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ แล้วในยามนี้
ด้านบนโรงเตี๊ยมของชั้นสาม บุรุษหนุ่มผมสีทอง ปรายตาจ้องมองมาที่อี้เฉิน กล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เมื่อรับรู้ถึงขั้นพลังที่แท้จริงของ ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยบาดแผล "หืม! เขาเป็นใครกัน ถึงกับ ไปอยู่ในขั้นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ได้ แถมยังไม่มีผู้ติดตามมาเสียด้วย"
บุรุษหนุ่มผมสีทอง ใบหน้าหล่อเหลา นามว่า กวนอวิ่น แห่งสำนักอรุณ เอ่ยคำพูดไต่ถามลงไปหาอี้เฉินในทันที เมื่อเห็นอี้เฉินสืบเท้าเข้าไปนั่ง ภายใต้โต๊ะนั่ง ของชั้นที่หนึ่ง ไม่คิดจะขึ้นมาด้านบนชั้นที่สูงๆ ตามธรรมเนียมของผู้แข็งแกร่ง เสียด้วยซ้ำ
"สหายผู้มาใหม่ หากให้ข้าเดา เจ้าน่าจะอยู่ในขั้นพลัง ครึ่งก้าวเทพสวรรค์ ใช่หรือไม่ ...แล้วเจ้าไปโดนอะไรมาหรือ สภาพของเจ้าถึงเป็นเช่นนั้นได้"
ครั้นคำพูดนั้นดังขึ้นมา มันก็ทำให้ กลุ่มคนที่อยู่ภายในโรงเตี๊ยมชั้นที่หนึ่ง หรี่ตาจนเล็กแคบ หันมาจ้องมองอี้เฉินเป็นตาเดียว มาพร้อมกับเสียงกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ของหมู่ชน
หลายๆ คนบ้างก็ไม่เชื่อว่า อี้เฉินไปอยู่ในขั้นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ เนื่องด้วยกายา อี้เฉินเต็มไปด้วยบาดแผลราวกับไปฟัดกับหมาที่ไหนมา ทำให้ความน่าเชื่อถือหดหายไปมาก
ก่อนน้ำเสียงอี้เฉินจะกล่าวพูดออกไปด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ "ข้าแค่โดนไฟเทพเผาผลาญก็เท่านั้น พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงข้า" กลุ่มคนที่อยู่ด้านบนชั้นสาม ครั้นได้ยินน้ำเสียงที่โอหังของอี้เฉิน พวกเขาเหล่านั้นก็ต่างพากัน ส่ายหัว ไม่เก็บอี้เฉินมาใส่ใจอีกต่อไป
เสียงพูดคุยต่างๆ จึงดังเล็ดลอดออกมาอีกครั้ง พร้อมกับเรื่องราว ต่างๆ ในช่วงเวลานี้ ที่ถูกพูดคุยกันออกมาหนาหู
ด้านอี้เฉินที่เรียกหาเสี่ยวเอ้อ คิดจะสั่งอาหารฟื้นฟูปราณพลัง เมื่อได้ยินบุรุษ ผู้หนึ่งกล่าวคำพูด เอ่ยเชิญชวนแม่นางเยว่ชิงเซียน เข้ามาร่วมโต๊ะ ด้วยน้ำเสียงแทะโลม "นางฟ้าเยว่ชิงเซียน งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ ท่านมานั่งกับนายน้อยของพวกข้า แดนอเวจี ดีหรือไม่ ท่านจะได้มี ครึ่งก้าวเทพสวรรค์ คอยปกป้องคุ้มครอง พวกข้าเองก็จะดูแลท่านเป็นอย่างดี"
เมื่อเสียงนั้น ดังเล็ดลอดออกมาจากด้านบนชั้น3 มันก็ทำให้อี้เฉินรีบกวาด ปราณจิตขึ้นไปสำรวจด้านบนชั้น3ในทันที 'หืม! ไม่คิดเยว่ชิงเซียนนางจะอยู่ภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ช่างบังเอิญเสียจริง'
แต่เมื่ออี้เฉิน เห็นกลุ่มคนที่เอ่ยเชิญชวนแม่นาง เยว่ชิงเซียนเป็นกลุ่มคนของ แดนอเวจี มันก็ทำให้อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่นอยู่เล็กน้อย เมื่อเห็นใบหน้าชายหนุ่มจ้องมองสตรีงามล่มเมือง ของสำนักศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่วางตา แถมนายน้อยผู้นั้นยังอยู่ในขั้น ครึ่งก้าวเทพสวรรค์ ไม่อาจดูถูกดูแคลนได้
อี้เฉินจึงกล่าวให้ เสี่ยวเอ้อ หยุดรอครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยคำพูดออกไปด้านบนชั้น3 "แม่นางเยว่ชิงเซียน หากเป็นข้าเอ่ยชวน เจ้า จะมานั่งร่วมโต๊ะกับข้า ได้หรือไม่"
กลุ่มคนภายในโรงเตี๊ยมได้ยินคำพูดของอี้เฉิน ต่างก็พากันส่ายหัว ไม่คิดว่าชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยบาดแผลผู้นี้ จะใจกล้าห่อฟ้าถึงเพียงนี้ หลายๆ คนที่รอชมเรื่องสนุก ต่างก็ยกยิ้มที่มุมปาก จนในยามนี้ โรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยความครึกครื้น
ด้านเยว่ชิงเซียน ที่อยู่ด้านบนชั้นที่3 นางถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคยของอี้เฉิน ประหนึ่งว่านางหูฝาด ก็มิปาน แต่เมื่อส่งปราณจิตออกไปสำรวจ ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยบาดแผล มันก็ทำให้นางขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเป็นปม เมื่อรับรู้ถึงปราณพลังอี้เฉิน ที่ผิดแปลกออกไป
เหล่าศิษย์หญิง สำนักศักดิ์สิทธิ์ ในยามนี้ พวกนางต่างมีใบหน้าเขียวคล้ำจนบูดเบี้ยว มองว่าบุรุษพวกนี้โอหังเสียจริงๆ
ก่อนหญิงผู้หนึ่ง ที่เริ่มจะอดรนทนไม่ไหว กล่าวพูดออกมาอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นชายหนุ่มที่อยู่ชั้นล่างสุด กล้าเอ่ยเชิญชวนนางฟ้าเยว่ชิงเซียน แม้แต่คนของแดนอเวจี ยังหรี่ตาจนเล็กแคบ บ่งบอกถึงความไม่พอใจของพวกเขา ในยามนี้
"เจ้าเป็นใครกัน ถึงกับกล้าเอ่ยเชิญชวน ศิษย์เอกของสำนักข้า อย่างพี่หญิงเยว่ชิงเซียน ลงไปนั่งพูดคุยกับเจ้า" ก่อนเยว่ชิงเซียนนางจะ ยกฝ่ามือปรามคนของนาง ไม่ให้เอ่ยพูดสิ่งใดออกไป
"แต่ แต่ พี่หญิง" ศิษย์หญิง สำนักศักดิ์สิทธิ์ ที่เอ่ยพูดทำปากมุ่ยอย่างไม่พอใจ ก่อนจะทำตาม ที่เยว่ชิงเซียนบอกกล่าว ไม่ดื้อรั้นอีกต่อไป