ผู้ว่าเชียวได้รั้งหินไว้เพื่อสอบถามความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ จากหินเพิ่มเติม เกี่ยวกับยอดเงินประมูลที่จะนำไปบริจาคที่มูลนิธิการกุศลต่างๆ เพราะถึงยังไงยอดเงินประมูลมากกว่า 70% ในงานก็เป็นเงินที่มาจากหิน ซึ่งหินก็ไม่ได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมแต่อย่างใด ให้ผู้ว่าเชียวเป็นคนจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด
“ถึงยังไงผมก็ขอบคุณ คุณไตรภพอีกครั้งนะครับ ผมมั่นใจว่าคนที่ขาดโอกาสเหล่านั้นต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณ” ผู้ว่าเชียวยิ้มขึ้นบางๆ
“ถ้ามนุษย์ไม่ช่วยกันเอง แล้วใครจะช่วยล่ะครับ” หินเอ่ยขึ้น
ผู้ว่าเชียวพอได้ยินที่หินพูดก็เกิดความรู้สึกเลื่อมใสหินมากกว่าเดิม สายตาที่มองไปยังหินต่างแฝงไปด้วยความเคารพและชื่นชม
หินเมื่อเห็นว่าผู้ว่าเชียวไม่ได้มีธุระอะไรกับตัวเองอีก จึงได้ขอตัวเดินจากมา
“ถ้ามนุษย์ไม่ช่วยกันเอง แล้วใครจะช่วย” หลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง หินก็ได้เอ่ยทวนประโยคที่ตนเองพูดกับผู้ว่าเชียวขึ้น
“ประโยคนี้มันเท่จริงๆ ดูสิ ทำตาเฒ่านั่นทึ่งไปเลย” หินพูดขึ้นอย่างได้ใจ พลางนึกไปถึงสีหน้าของผู้ว่าเชียวที่มองตนอย่างเลื่อมใสเมื่อสักครู่ หินอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าวันหลังสงสัยต้องคิดประโยคคำพูดเด็ดๆ เอาไว้บ้างแล้ว
ยังไม่ทันที่หินจะคิดอะไรมากไปกว่านี้ สิ่งที่เขาอัดอั้นมานานก็ได้กำเริบขึ้นอีกครั้ง
“จริงสิ แล้วห้องน้ำไปทางไหนละเนี่ย!? เดวิด หาทางไปห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด” หินลืมไปว่าก่อนหน้านี้ช่วงพักเบรกตนเองหาทางไปห้องน้ำแต่หาไม่เจอ แถมยังไปเจอหวังเหล่ยกำลังข่มเหงลี่อิงอยู่ ตนได้เข้าไปช่วยจึงลืมเรื่องนี้ไป
จนกระทั่งงานเสร็จสิ้น อาการที่เขาอดกลั้นเอาไว้ตอนนั้นมันจึงได้กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ตอนแรกหินคิดว่าอัจฉริยะอย่างเขา แค่หาห้องน้ำมันคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า ต่อให้คนเราจะเก่งแค่ไหนก็ใช่ว่าจะเก่งทุกอย่าง ดังนั้นครั้งนี้หินจึงไม่ลังเลที่จะให้เดวิดช่วยหาห้องน้ำให้ เพราะตอนนี้หินจะอั้นไม่ไหวแล้ว
สิ้นคำสั่งหิน ลูกศรนำทางก็ปรากฏขึ้นในสายตาของหิน หินไม่รีรอกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปตามทิศทางที่ว่าในทันที
“ดอกเตอร์ครับ ดูเหมือนว่าจะมีคนสะกดรอยตามดอกเตอร์มานะครับ” เดวิดเอ่ยแจ้งหินเมื่อจับสังเกตบางอย่างได้
“ไอ้ทายาทตระกูลหวังคนนั้นสินะ” หินพูดขึ้นโดยที่ไม่ได้ลดความเร็วในการก้าวเท้าลงเลย ในตอนนี้สำหรับหินการเข้าห้องน้ำเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมากที่สุด
“ใช่ครับ ดอกเตอร์ จะให้ผมเรียก หน่วยคุ้มกันของผู้พันเฉิน มาไหมครับ?”
“พวกนั้นมากันกี่คน?” หินถามขึ้น
“4 คนครับ”
“งั้นไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ในที่สุดหินก็ได้เจอกับจุดหมายปลายทางของเขา หินไม่รอช้าเข้าไปข้างในห้องน้ำในทันที
“นี่ถ้าช้ากว่านี้อีกหน่อย ต้องมีรดกางเกงบ้างล่ะ” หินถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะที่กำลังทำภารกิจส่วนตัวของตนเองอยู่ที่โถปัสสาวะ
ทันใดนั้นนั่นเอง ประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดก่อนที่จะมีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสองคนเดินเข้ามาพร้อมกับหวังเหล่ย โดยที่ทั้งสองคนก็ได้เดินเข้ามาใช้โถปัสสาวะขนาบข้างหิน ส่วนหวังเหล่ยนั้นกลับยืนสำรวจตัวเองอยู่หน้ากระจกอ่างล้างหน้า
หินเองก็แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ประหนึ่งไม่รู้ว่าเป้าหมายของคนพวกนี้ก็คือตัวเขาเอง
เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จหินจึงได้เดินไปที่อ่างล้างหน้าเพื่อล้างมือของตนเอง ซึ่งในตอนนั้นชายทั้งสองคนก็ได้เดินตามหินมาเช่นกัน
หินเหลือบตามองหวังเหล่ยแวบหนึ่ง หวังเหล่ยเองก็มองมาที่หินพร้อมรอยยิ้มเย็น
ซ่า ซ่า ซ่า หินเปิดก๊อกน้ำล้างมือตัวเอง ก่อนจะถามขึ้น
“มีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า? ”
ไม่มีคำตอบใดๆ ตอบกลับมา นอกจากสายตาที่จับจ้องมาที่หินอย่างอาฆาตเท่านั้น
เมื่อล้างมือเสร็จหินจึงเดินไปหยิบทิชชู่และใช้เช็ดมือตัวเองจนแห้ง แต่หวังเหล่ยก็ยังไม่ลงมือทำอะไรหิน ทำให้หินรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
‘หรือว่าไอ้หมอนี่ไม่ได้มาหาเรื่องฉัน’ หินคิดขึ้นในใจด้วยความสงสัย แต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้
เมื่อหินเช็ดมือตัวเองเสร็จจึงเดินไปเปิดประตูเพื่อที่จะออกไปข้างนอก
กึก กึก
หินไม่สามารถเปิดประตูได้ เพราะประตูถูกล็อกจากข้างนอก หินจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจในทันที
‘นึกว่าจะไม่ถูกหาเรื่องซะแล้ว...’
“จับตัวมันไว้!!” ทันทีที่หวังเหล่ยสั่ง ชายฉกรรจ์สองคนนั้นก็เข้าประชิดตัวหินทันที ก่อนที่จะล็อกแขนของหินเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวได้
ซึ่งหินก็พยายามขัดขืนเล็กน้อยพอเป็นพิธีเท่านั้น ก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“นี่แกคิดจะทำอะไร?”
“หึ! ฉันจะทำอะไรน่ะเหรอ ฉันก็จะสั่งสอนแกให้รู้จักที่ต่ำที่สูงน่ะสิ”
“ฉันคือแขกของผู้ว่าเชียวนะ ถ้าแกทำอะไรฉัน แกไม่รอดแน่” หินยกชื่อผู้ว่าเชียวขึ้นมาขู่หวังเหล่ย
“ถ้าไม่มีหลักฐาน ต่อให้ใหญ่กว่าผู้ว่าเชียวก็ทำอะไรฉันไม่ได้” หวังเหล่ยเอ่ยเสียงเหี้ยม
“หึ โรงแรมดังแบบนี้มีกล้องวงจรปิดมากมาย ยังไงแกก็ต้องถูกบันทึกเอาไว้แน่” หินเอ่ยขึ้นพร้อมกับพยายามดิ้นขัดขืนการคุมตัวของชายทั้งสองและเช่นเดิมหินแค่ดิ้นพอเป็นพิธีเท่านั้น
“แกไม่ต้องห่วงหรอก ฉันให้คนของฉันไปทำลายมันหมดแล้ว ต่อให้แกคิดจะกู้ภาพกลับคืนมาก็ไม่มีทางเป็นไปได้” หวังเหล่ยเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ
“เดี๋ยวต้องมีคนผ่านมาแน่ ยังไงแกก็ไม่รอด” หินเผยสีหน้าสิ้นหวังออกมา ท่าทีเหมือนกับว่ายิ่งได้ฟังคำตอบจากหวังเหล่ยความหวังที่จะรอดไปจากเหตุการณ์นี้ยิ่งต่ำลงไปเรื่อยๆ
“ฉันให้คนไปเฝ้าทางเข้าออกไว้แล้ว แกไม่ต้องกลัวหรอกนะว่าจะมีคนเข้ามายุ่ง”
“แก...” หินมองหวังเหล่ยด้วยท่าทีไม่ยินยอมและสิ้นหวัง
“หึ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อแกแส่หาเรื่องเอง” หวังเหล่ยิ้มเย็นขึ้น ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาหิน ที่ตอนนี้ก้มหน้ามองพื้น ท่าทีเหมือนหมดอาลัยตายอยาก
หวังเหล่ยเดินเข้าไปใกล้หินอย่างได้ใจ ก่อนที่จะเงื้อหมัดขึ้นเตรียมซ้อมชายตรงหน้า ทันใดนั้นหินที่กำลังก้มหน้าอยู่ก็ยิ้มขึ้นมา..2 นาทีหลังจากนั้น
ชายฉกรรจ์สองคนที่ล็อกตัวหินเอาไว้ก่อนหน้า ตอนนี้ได้ลงไปนอนกับพื้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนหวังเหล่ยกลับนั่งหน้าซีดเหงื่อตก หันหลังชนพื้นที่มุมหนึ่งของห้องน้ำพร้อมมองมาที่หินด้วยความหวาดกลัว
หวังเหล่ยไม่คิดเลยว่าแค่เพียงไม่กี่นาที เขาจะถูกเปลี่ยนสถานะจากผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อซะเอง ท่าทีลูกไก่ในกำมือของหินเมื่อสักครู่เป็นการแสดงของอีกฝ่ายทั้งหมด ยิ่งเห็นฝีมือที่อีกฝ่ายได้แสดงออกมา หวังเหล่ยก็ยิ่งรู้สึกกลัว
“แกคิดจะทำอะไร?” หวังเหล่ยเอ่ยขึ้นเสียงสั่น เมื่อสายตาเหลือบมองไปเห็นลูกน้องของตนเองที่ตอนนี้นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น
‘ไอพวกไม่ได้เรื่องเอ้ย!’ หวังเหล่ยด่าขึ้นในใจ เขาไม่คิดเลยว่าลูกน้องมือดีของเขาสองคนจะถูกหินกำราบอยู่หมัดได้ง่ายขนาดนี้
“ก็ทำแบบเดียวกับที่แกคิดจะทำกับฉันน่ะสิ” หินยิ้มขึ้นประหนึ่งพ่อพระผู้ใจบุญ ซึ่งหวังเหล่ยมองยังไงมันก็เหมือนรอยยิ้มของมัจจุราชซะมากกว่า
“ฉันคือทายาทตระกูลหวังนะ ถ้าแกกล้าทำอะไรฉัน แกไม่รอดแน่” หวังเหล่ยเอ่ยขู่ขึ้นมาด้วยความกลัว
“ถ้าไม่มีหลักฐาน ต่อให้ใหญ่กว่าตระกูลหวังก็ทำอะไรฉันไม่ได้” หินเอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ
“อ้อ ไม่ต้องห่วงนะว่าจะมีบันทึกวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ลูกน้องแกทำลายไปเรียบร้อยแล้วนี่”
“กะ กะ แก….” หวังเหล่ยอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เขาเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้วจริงๆ ที่มาหาเรื่องหิน
“อ้อๆๆ ไม่ต้องกังวลนะว่าจะมีคนมาเห็น ลูกน้องของแกเฝ้าทางเดินเอาไว้แล้ว” หินเอ่ยขึ้นเสียงเหี้ยมก่อนที่จะเดินเข้าไปหาหวังเหล่ย เพื่อสอนบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ให้
หินล้วงหยิบปากกาแสนรักออกมาจากกระเป๋า ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเหมือนถูกบังคับฝืนใจ
“ฉันก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกนะ แต่ช่วยไม่ได้นะหวังเหล่ย แกหาเรื่องเอง”
“ยะ.. อย่า...อย่านะ ได้โปรดดดด!!” หวังเหล่ยพยายามพูดขอร้องออกมา แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ส่งผลใดๆ แม้แต่น้อย..ขณะเดียวกัน ชายฉกรรจ์ลูกน้องคนหนึ่งของหวังเหล่ยที่กำลังยืนเฝ้าอยู่ที่ทางเดิน ก็กำลังทำหน้าที่ของตนเองโดยการบอกให้แขกคนอื่นๆ ที่จะผ่านทางนี้ เลี่ยงไปใช้ทางเดินอื่น
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนน่าเวทนา ดังออกมาจากห้องน้ำเป็นพักๆ มันทำให้ชายคนนี้รู้สึกสงสารคนที่มาหาเรื่องเจ้านายของตนเองขึ้นมา
“เจ้านายเราก็โหดใช่เล่น ทีหลังจะทำอะไรต้องระวังไม่ให้ผิดพลาด” ชายคนนี้พูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนที่จะตั้งใจทำหน้าที่เฝ้าทางเดินให้ดีมากขึ้นกว่าเดิม...หินทรมานหวังเหล่ยได้ไม่กี่นาที หวังเหล่ยก็หมดสติไป
“อ้าว หมดสติไปแล้วเหรอ” หินเอ่ยขึ้นอย่างเสียดาย ก่อนที่เขาจะดูดไบโอเทคจิ๋วออกจากร่างกายของหวังเหล่ยกลับคืนเข้าสู่ปากกาอีกครั้ง
แน่นอนว่าไบโอเทคจิ๋วจากปากกาของเขา มันสามารถใช้งานได้หลากหลาย ถ้าหากใช้รักษามันก็จะทำให้เกิดประโยชน์ด้านบวกอย่างมหาศาล แต่ถ้าหากใช้งานให้เกิดประโยชน์ด้านลบอย่างอื่นเช่น การทรมาน ก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้กัน
หินใช้ไบโอเทคเข้าไปในร่างกายของหวังเหล่ยเพียงเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้เท่านั้น ไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือก่อให้เกิดบาดแผลใดๆ
“หวังว่านี่จะเป็นบทเรียนนะไอ้หนู” หินเอ่ยขึ้นกับหวังเหล่ยที่นอนไม่ได้สติ ก่อนที่เขาจะใช้ปากกาปลดล็อกประตูเดินออกจากห้องน้ำไป