จารึกที่ 262 : หุบเหวไร้เสียง : ปฐมบทแห่งการขูดรีดและเผ่าพันธุ์ที่ถูกลืม
ภายใต้ร่มเงาของท้องฟ้าสีโลหิตที่บิดเบี้ยว เปลวเพลิงสีทองแดงจากเตาหลอมของราชันอเวจีกึ่งเซียนค่อยๆ มอดดับลง ทิ้งไว้เพียงโครงสร้างมหึมาของ 'มหาราชรถแห่งสูญตา' ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขาหินอัคนี มันมิใช่นาวาที่งดงามวิจิตร ทว่ามันคือป้อมปราการสีดำทมิฬที่หล่อหลอมจากกระดองศิลาบรรพกาล ผสานกับโลหะวิญญาณสวรรค์ 9 สี ลวดลายอักขระที่สลักลึกอยู่บนตัวถังแผ่กลิ่นอายแห่งความตายและการทวนกระแสฟ้าดินออกมาอย่างเงียบงัน
มันคืออสูรกายโลหะที่หลับใหล รอคอยเพียงสิ่งเดียวที่จะมาปลุกให้มันลืมตาตื่น... แกนกลางขับเคลื่อนมิติ!
อาเจีย ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่ขาดวิ่น ยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนส่วนหัวของราชรถที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แขนขวาที่เปลือยเปล่าและเต็มไปด้วยลวดลายอักขระมารส่องประกายสีเงินอมแดงจางๆ นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาหรี่ลงขณะจ้องมองไปยังทิศอุดร ที่ซึ่งขอบฟ้าถูกกลืนกินด้วยรอยแยกขนาดมหึมาที่กรีดลึกลงไปใต้พิภพประหนึ่งแผลเป็นของจักรวาล
สถานที่แห่งนั้นถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทาที่หนาทึบและหนักอึ้ง มันคือ 'หุบเหวไร้เสียง' ดินแดนที่สัจธรรมแห่งสุ้มเสียงถูกตัดขาด แม้แต่พายุสีเลือดที่พัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เมื่อพัดผ่านปากหุบเหวก็ยังต้องเงียบงันประหนึ่งถูกบีบคอให้ขาดใจตาย
"ผลึกมิติบรรพกาล... แก่นแท้แห่งกฎเกณฑ์การบิดเบือนพื้นที่ ซุกซ่อนอยู่ที่ก้นบึ้งของรอยแยกนั่น" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและทะเยอทะยานที่แผดเผา "หากปราศจากมัน ราชรถที่พวกเราทุ่มเทสร้างขึ้นมาก็เป็นเพียงเศษเหล็กชั้นดีที่ทำได้แค่บินตบยุงอยู่ในนรกขุมนี้"
เฟิงหลิงเอ๋อร์ ก้าวมาหยุดยืนเคียงข้างเขา อาภรณ์สีฟ้าอ่อนสะบัดพลิ้ว เนตรดาราของนางสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อจ้องมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า "ศิษย์พี่อาเจีย... ข้าสัมผัสได้ถึงเส้นใยแห่งความตายที่หนาแน่นยิ่งกว่าที่ใดในแดนเนรเทศแห่งนี้ กฎเกณฑ์ที่นั่นวิปริตนัก มันมิใช่แค่การแช่แข็งหรือแผดเผา แต่มันคือการ 'กลืนกิน' สรรพสิ่งแม้กระทั่งความหวัง"
อาเจียแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มกักขฬะปรากฏขึ้นบนใบหน้า "กลืนกินงั้นหรือ? ในนรกภูมิแห่งนี้ ใครกลืนกินใคร ย่อมวัดกันที่ความแข็งแกร่งและสติปัญญา! มารหรือเทพ หากพวกมันมีสมบัติที่ข้าต้องการ และกล้าขวางทางกลับบ้านของพวกเรา... พวกมันก็คือเศษขยะที่ต้องถูกกวาดทิ้งให้พ้นทาง!"
ชายหนุ่มตวัดมือขวาขึ้นกลางอากาศ พู่กันนิรันดร์ ด้ามสีเงินยวงที่แผ่กลิ่นอายบรรพกาลพลันปรากฏขึ้นในมือ เขาจรดปลายพู่กันลงบนความว่างเปล่า ตวัดวาดอักขระ 10000 ลี้เพียงหนึ่งจังหวะ ภายในเส้นสายปรากฏอักขระ 零 (หลิง) ซ่อนเร้น เพื่อ เปิดรอยแยกมิติ พริบตานั้น พู่กันนิรันดร์ก็ขยายร่างขึ้นจนมีความยาวกว่า 20 จั้ง ลอยเด่นอยู่กลางเวหาประหนึ่งนาวาศักดิ์สิทธิ์ที่ท้าทายกฎเกณฑ์ฟ้าดิน
"ขึ้นมา! ราชรถยังไร้แกนขับเคลื่อน พวกเราจะใช้ วิชาย่นระยะทาง ลัดเลาะด้วยพู่กันนี้!"
สิ้นเสียงประกาศ ฉินมู่หลาง ผู้มีเจตจำนงกระบี่ที่คมกริบดุจน้ำแข็ง, เฟิงอี้หราน ผู้มีเปลวเพลิงสีทองแดงไหลเวียนใต้ผิวหนัง, หลินชิงเสวี่ย สตรีผู้เยือกเย็นประหนึ่งพายุหิมะ และ เย่ปิงอวิ๋น ผู้มีกลิ่นอายพฤกษาที่ดุดัน ทั้ง 4 คนพุ่งทะยานขึ้นสู่ด้ามพู่กันด้วยท่วงท่าของยอดคนระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ร่างกายของพวกเขาตัดขาดจากปฐพีอย่างสมบูรณ์แบบ
"ไป!"
อาเจียกระแทกปราณลงบนด้ามพู่กัน พู่กันยักษ์พุ่งทะยานมุดเข้าสู่รอยแยกมิติด้วยความเร็วดุจดาวตกสีเงิน มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของหุบเหวไร้เสียง โดยมี เจ้าสัว ราชันอเวจีกึ่งเซียนร่างยักษ์กางปีก 6 แฉกบินนำหน้าเป็นทัพหน้า และมี เจ้าถุงเงินเร้นกายอยู่ในเงาดำใต้ด้ามพู่กันอย่างเงียบเชียบ
...
เมื่อทะลวงฝ่ามิติเข้าสู่เขตแดนของปากหุบเหวไร้เสียง สัมผัสแรกที่กระแทกเข้าสู่วิญญาณของทุกคนคือ 'ความเงียบ' ที่น่าอึดอัดประหนึ่งถูกฝังทั้งเป็น
มันมิใช่ความเงียบสงบของการทำสมาธิ ทว่ามันคือความเงียบที่เกิดจากสัจธรรมถูกลบล้าง แม้แต่เสียงเสื้อผ้าที่สะบัดลู่ลม เสียงลมหายใจของตนเอง หรือแม้แต่เสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในอก ก็ยังดูเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน ไอปราณฟ้าดินในบริเวณนี้ถูกบีบอัดจนข้นหนืด การโคจรปราณในร่างต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติถึง 3 เท่า
"เนตรดารา... เปิดสัจธรรม!"
เฟิงหลิงเอ๋อร์อุทานเบาๆ ดวงตากลมโตของนางส่องประกายแสงสีฟ้าอมม่วงเจิดจรัสทะลุความมืดมิด กฎเกณฑ์ที่บิดเบี้ยวไม่อาจปิดบังสายตาที่วิวัฒนาการของนางได้ "ศิษย์พี่! เบื้องล่างห่างออกไป 40 ลี้... มีการนองเลือด! ข้าเห็นกลุ่มควันสีแดงฉานประหนึ่งทะเลโลหิต และมีกลุ่มเส้นใยชีวิตที่เก่าแก่กำลังถูกบดขยี้อย่างโหดร้าย!"
อาเจียหรี่ตาลง เนตรสูญตาที่ฝังรากลึกในวิญญาณของเขาทำงานโดยอัตโนมัติ เขามองทะลุผ่านม่านหมอกสีเทาลงไปเบื้องล่าง ภาพที่ปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าการมองด้วยตาเปล่า
ณ ลานกว้างหน้าถ้ำศิลาที่ก้นหุบเหว อาเจียเห็นกลุ่มคนประหลาดนับ 100 ชีวิต พวกเขามีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ทว่าผิวพรรณกลับหยาบกระด้างและเป็นสีเทาประหนึ่งศิลาบรรพกาล และที่น่าตกตะลึงที่สุดคือ บนใบหน้าของพวกเขา... ไร้ซึ่งดวงตา มีเพียงรอยบุ๋มตื้นๆ บนหน้าผากเท่านั้น
ทว่ายามนี้ ชนเผ่าประหลาดกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความตายน่าเวทนา พวกเขากำลังถูกล่าสังหารโดยกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรในชุดคลุมสีแดงเลือดนกจำนวนกว่า 30 คน บนหน้าอกเสื้อคลุมของพวกมัน สลักด้วย 'อักขระมารโลหิต' ที่ดิ้นพล่านประหนึ่งมีชีวิต!
"นิกายมารโลหิตพันธนาการ..." ฉินมู่หลางกำกระบี่นิรันดร์แน่น เจตจำนงกระบี่ปะทุออกมาจนมิติรอบกายสั่นสะเทือน แม้จะไร้เสียงแต่จิตสังหารของเขากลับกู่ร้องดังก้อง "พวกมันใช้วิชาสูบโลหิตเพื่อเซ่นสังเวยอักขระมาร ดูนั่น... พวกมันกำลังควัก 'หัวใจศิลา' ของชนเผ่าเหล่านั้นออกมาทั้งเป็น ช่างเป็นวิถีมารที่ต่ำช้าเยี่ยงสุนัขลอบกัด!"
"หัวใจศิลา? พวกมันคือ 'ชนเผ่าศิลาไร้เนตร' ที่ถูกเนรเทศมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล!" เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง เขารื้อฟื้นความจำจากคัมภีร์เก่าแก่ "ว่ากันว่าหัวใจศิลาของพวกเขามี 'ผลึกมิติบรรพกาล' ผสมอยู่! พวกมารโลหิตต้องการใช้มันเพื่อสร้าง ค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามมิติ หลบหนีออกจากแดนเนรเทศ!"
"บังอาจนัก! คิดจะมาแย่งชิงวัตถุดิบสร้างรถของข้าเรอะ!"
อาเจียตวาดลั่น ดวงตาสีเงินยวงแปรเปลี่ยนเป็นประกายรูปเหรียญทองคำที่ลุกโชนด้วยไฟโทสะ "สมบัติในนรกขุมนี้ หากบิดายังไม่อนุญาต ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้อง! เจ้าสัว!"
"นายท่าน! สั่งการมาได้เลยขอรับ! ข้าพร้อมจะบดขยี้กะโหลกพวกมันแล้ว!" ข้าผู้เป็นราชัน ร่างยักษ์ชูคีมเหล็กขึ้นอย่างกระหายเลือด
"ไปเจรจาก่อน!" อาเจียสั่งการด้วยใบหน้าที่จริงจังขั้นสุด "บอกผู้อาวุโสของเผ่าศิลาไร้เนตรนั่นว่า ข้าและมิตรสหายผู้ผดุงคุณธรรม ยินดีจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้พวกเขารอดพ้นจากเงื้อมมือมาร... แต่! ค่าบริการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน ต้องจ่ายด้วย 'ผลึกมิติบรรพกาล' ทั้งหมดที่พวกเขามีซุกซ่อนไว้! ห้ามขาดแม้แต่ชิ้นเดียว! อ้อ... แล้วอย่าลืมคิดค่าเสียเวลาเดินทางด้วยล่ะ!"
เหล่าสหายทั้ง 4 คนและเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่กำลังเตรียมพร้อมจะพุ่งลงไปห้ำหั่นกับพวกมาร ถึงกับชะงักกึกแทบจะร่วงหล่นจากพู่กัน!
หลินชิงเสวี่ยกลอกตาขึ้นมองท้องฟ้าสีเลือด "ผดุงคุณธรรม... ด้วยการปล้นคนที่กำลังจะตายเนี่ยนะ?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! รับทราบขอรับนายท่าน! เรื่องไถเงินคนใกล้ตาย... เอ้ย! เรื่องเจรจาธุรกิจในยามวิกฤติ คืองานศิลปะของ ราชันบัญชีเทวะ ผู้นี้!" อสูรโลหะผู้เย่อหยิ่งสถาปนาฉายาใหม่ให้ตนเองอย่างลื่นไหล มันไม่รอช้า หุบปีกทั้ง 6 ทิ้งดิ่งลงสู่ก้นหุบเหวไร้เสียงด้วยความเร็วดุจดาวตกสีทอง พลังดิบเถื่อนมหาศาลของมัน ฉีกกระชากห้วงมิติ จนเกิดประกายไฟ!
...
เบื้องล่าง ณ ลานสังหารหน้าถ้ำศิลา
ผู้อาวุโสสูงสุดของชนเผ่าศิลาไร้เนตร ผู้มีร่างกายชราภาพและเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว กำลังกัดฟันฝืนกางข่ายอาคมป้องกันที่เปราะบางเพื่อปกป้องเด็กๆ และสตรีของเผ่า ทว่าอาคมของเขากำลังถูก 'กระบี่โลหิต' นับ 10 เล่มของพวกมารทิ่มแทงจนเกิดรอยร้าวลุกลามไปทั่ว
"ส่งหัวใจศิลาของพวกเจ้ามาเป็นเครื่องสังเวยให้แก่อักขระมารของพวกข้าเสียดีๆ!" ชายวัยกลางคนในชุดคลุมแดง ผู้มีกลิ่นอายระดับ 'แก่นทองคำขั้นปลาย' หัวหน้าหน่วยของนิกายมารโลหิตคำรามอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของมันแดงก่ำด้วยความกระหายเลือด "พวกเจ้าคือเผ่าพันธุ์ที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง การได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังมาร นับเป็นเกียรติสูงสุดแล้ว!"
ทว่า ก่อนที่กระบี่โลหิตจะแทงทะลุข่ายอาคมและปักลงบนร่างของผู้อาวุโส...
"ตึงงงงงงงงงง!!!"
เงาร่างสีทองมหึมาพุ่งตกลงมากระแทกพื้นดินระหว่างกลุ่มมารและชนเผ่าศิลา แรงกระแทกมหาศาลบดขยี้พื้นหินจนยุบตัวเป็นหลุมลึก คลื่นกระแทกซัดเอากระบี่โลหิตของพวกมารกระเด็นแตกหักไปนับ 10 เล่ม!
ฝุ่นควันยังไม่ทันจางหาย เสียงกระแสจิตที่กักขฬะและยโสโอหังที่สุดก็ก้องกังวานขึ้นในโสตประสาทของทุกคนในบริเวณนั้น!
"เฮ้! ไอ้พวกมารกระจอกสวมชุดขอทานเปื้อนเลือด! หยุดมือโสโครกของพวกเจ้าเดี๋ยวนี้! บังอาจมารังแกก้อนหินที่น่าสงสารต่อหน้าข้าผู้เป็น ราชันผู้ยิ่งใหญ่รึ!"
เจ้าสัวที่อ้างตัวเองว่าราชันทองคำทวงสวรรค์ยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อม ปีกทั้ง 6 ของมันสยายออกบดบังแสงสลัว แววตาสีอำพันที่แตกร้าวจ้องมองพวกมารประหนึ่งมองดูเศษขยะ ก่อนที่มันจะหันหลังกลับไปส่งกระแสจิตหาผู้อาวุโสเผ่าศิลาไร้เนตร ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นประจบประแจงแบบพ่อค้าหน้าเลือด
"ผู้อาวุโสท่านนี้... นายท่านผู้ประเสริฐและมีเมตตาธรรมสูงสุดของข้า สั่งการลงมาว่า... หากท่านยินยอมตกลงทำสัญญาว่าจ้าง โดยจ่าย 'ค่าธรรมเนียมรักษาความปลอดภัย' เป็นผลึกมิติบรรพกาลทั้งหมดที่พวกท่านมีซุกซ่อนไว้ นายท่านของข้าจะเมตตาส่งพวกมารชั้นต่ำเหล่านี้ไปลงนรกแทนพวกท่านเอง! ว่าอย่างไร? รีบตกลงเถิด ก่อนที่หัวใจท่านจะถูกควักไปทำปุ๋ย!"
ผู้อาวุโสเผ่าศิลาไร้เนตร แม้จะไม่มีดวงตา ทว่าสัมผัสวิญญาณที่ละเอียดอ่อนของเขากลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขามิได้หวาดกลัวต่อพยนต์สีทองเบื้องหน้า ทว่าเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่ง 'ความว่างเปล่า' ที่แผ่ซ่านลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน! กลิ่นอายที่มืดมิด ลึกล้ำ และเก่าแก่ยิ่งกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ในนรกภูมิแห่งนี้!
"ชะ... ช่วย... ช่วยพวกเราด้วย! ข้ายอมรับเงื่อนไข! พวกเรายอมมอบทุกสิ่งที่มีให้แก่นายท่านของเจ้า!" ผู้อาวุโสตะโกนตอบรับด้วยเสียงแหบพร่า ความสิ้นหวังแปรเปลี่ยนเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ต้องคว้าไว้
"เยี่ยมมาก! สัญญาทางธุรกิจเสร็จสมบูรณ์! ขอให้ท่านเพลิดเพลินกับการชมการนองเลือด!" ราชันเทวะชำระบัญชีส่งกระแสจิตอย่างเริงร่า
"ไอ้เศษเหล็กวิปริต! เจ้าเป็นตัวอะไร บังอาจมาแส่หาเรื่องนิกายมารโลหิตพันธนาการ!" หัวหน้าหน่วยมารโลหิตเดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า "ฟันมันให้กลายเป็นเศษเหล็ก!"
ศิษย์มารระดับแก่นทองคำกว่า 30 คนพร้อมใจกันกระตุ้นอักขระมารบนหน้าอก ปราณโลหิตพุ่งทะยานหมายจะบดขยี้ราชันทองคำ!
ทว่า... ก่อนที่ปราณมารจะได้สัมผัสเป้าหมาย...
"ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!"
ไม่มีเสียงเตือน ไร้ซึ่งรังสีสังหารล่วงหน้า! จากเงามืดใต้เท้าของมารระดับแก่นทองคำขั้นต้น 4 คน แมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ หรือ 'เจ้าถุงเงิน' พุ่งทะยานออกมาดุจภาพลวงตา ขาที่คมกริบประหนึ่งศัสตราตัดวิญญาณ ตวัดตัดผ่านลำคอของศิษย์มารทั้ง 4 ขาดสะบั้นในชั่วพริบตา! เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดขึ้นฟ้า ร่างไร้วิญญาณล้มตึงลงโดยที่พวกมันยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง!
"บัดซบ! มีนักฆ่าลอบโจมตี!" พวกมารแตกตื่น
"มิใช่แค่นักฆ่า..."
เสียงที่เย็นชาและหนักแน่นดังก้องมาจากเบื้องบน อาเจียในชุดคลุมสีดำร่วงหล่นลงมาจากฟ้าประหนึ่งมัจจุราชที่สยายปีก แขนขวาที่สลักอักขระมารส่องประกายสีแดงคล้ำดุดันตัดกับนัยน์ตาสีเงินยวง เขามิได้ชักอาวุธใดๆ ออกมา ทว่ารังสีสังหารระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ที่กดทับลงมา ทำให้พวกมารระดับต่ำถึงกับทรุดเข่า!
"ศิษย์พี่มู่หลาง ศิษย์พี่เฟิง ศิษย์พี่ชิงเสวี่ย ศิษย์พี่ปิงอวิ๋น... เริ่มการกวาดล้าง! อย่าให้พวกมันรอดไปได้แม้แต่ตัวเดียว สมบัติทุกชิ้นบนศพเป็นของพวกเรา!" อาเจียสั่งการอย่างเยือกเย็นและหน้าเงิน
"รับบัญชา!" เสียงประสานของมิตรสหายดังกึกก้อง หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นทะยานลงมาประจำตำแหน่งซ้ายขวา
"มหาเขตแดนเหมันต์พฤกษา... ปิดล้อมวิญญาณ!"
หลินชิงเสวี่ยปลดปล่อยปราณเหมันต์บริสุทธิ์ แช่แข็งโลหิตที่กำลังพุ่งกระฉูดของพวกมารให้กลายเป็นหอกน้ำแข็งกลางอากาศ ในขณะที่เย่ปิงอวิ๋นกระแทกฝ่ามือลงพื้น รากไม้วิญญาณสีเขียวเข้มพุ่งทะลวงจากใต้ศิลา ขดพันร่างของพวกมารนับ 10 คน บีบรัดจนกระดูกแตกหักเสียงดังกร๊อบ!
ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานไม่รอช้า พวกเขาพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางวงล้อม!
"กระบี่นิรันดร์... ตัดสัจธรรมมาร!"
ฉินมู่หลางร่ายรำกระบี่ด้วยท่วงท่าที่งดงามทว่าเหี้ยมโหด รังสีกระบี่สีเงินตัดผ่านโล่โลหิตของศัตรูประหนึ่งตัดเต้าหู้ ในขณะที่เฟิงอี้หรานปลดปล่อยเปลวเพลิงสีทองแดงเผาผลาญอักขระมารของศัตรูจนไหม้เกรียม
การต่อสู้มิใช่การประลอง ทว่ามันคือ 'การสังหารหมู่ฝ่ายเดียว' รัศมีพลังแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ที่ผ่านการหล่อหลอมในมิติพู่กันมานับ 100 ปี ของพวกอาเจียนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่มารระดับแก่นทองคำทั่วไปจะต้านทานได้!
หัวหน้าหน่วยมารโลหิตเห็นลูกน้องถูกสับฟันดุจผักปลา มันเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวและเคียดแค้น มันรู้ตัวว่าไม่อาจสู้กับกลุ่มตัวประหลาดเหล่านี้ได้ด้วยวิชาธรรมดา!
"พวกเจ้าบังคับข้าเอง! อักขระมารพันธนาการ... มหาอักขระโลหิตกลืนใจ!"
หัวหน้ามารรีดเค้นโลหิตแก่นแท้จากหัวใจของตนเอง พ่นออกมาชโลมลงบนแผ่นหยกสีดำ อักขระสีแดงคล้ำที่เต็มไปด้วยความอาฆาตและเจตจำนงในการทำลายล้างร่วมกัน พลันขยายตัวขึ้นกลางอากาศ มันแผ่กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว หมายจะระเบิดและดึงเอาวิญญาณของทุกคนในรัศมี 10 ลี้ไปลงนรกพร้อมกับมัน!
"ตายซะ! ไปลงนรกพร้อมกับข้า!" หัวหน้ามารคำรามอย่างบ้าคลั่ง
เหล่าสหายทั้ง 4 สัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิต ทว่าพวกเขายังไม่ทันได้ล่าถอย อาเจียกลับก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆ และสุขุมประหนึ่งเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
"อักขระมารของเจ้า... มันช่างอ่อนหัด หยาบกระด้าง และไร้ซึ่งสุนทรียภาพในการกลืนกินเสียจริง"
อาเจียแสยะยิ้ม นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ก้นบึ้ง และมืดมิดยิ่งกว่าราตรีที่ไร้ดารา! วงแหวนสีเงินยวงปรากฏขึ้นและหมุนวนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น!
"พวกแกบังอาจมาขัดจังหวะการสร้างรถของข้า... โทษทัณฑ์นี้ ข้าจะขอลบพวกเจ้าออกไปจากสารบบของสวรรค์!"
อาเจียเพ่งมองไปยัง 'มหาอักขระโลหิตกลืนใจ' ที่กำลังจะระเบิด...
"เนตรสูญตา... ขั้นที่ 2... ดับสูญสัจธรรม!"
วูบ!
ไม่มีการปะทะ ไร้เสียงกัมปนาท! พริบตาที่สายตาของอาเจียสัมผัสกับมหาอักขระมาร กฎเกณฑ์แห่งความตาย การระเบิด และความอาฆาตแค้นที่อัดแน่นอยู่ในนั้น พลันหยุดชะงัก... ก่อนที่มันจะค่อยๆ 'บิดเบี้ยว' และ 'เลือนหาย' ไปต่อหน้าต่อตา!
มันมิใช่การทำลาย ทว่ามันคือการทำให้สิ่งที่มีอยู่... กลับกลายเป็น 'ความไม่มี' โดยสมบูรณ์! มหาอักขระมารที่ทรงพลานุภาพ ถูกลบล้างให้หายไปในอากาศธาตุประหนึ่งภาพลวงตาที่ถูกลืมเลือน!
"มะ... เป็นไปไม่ได้! วิชาอักขระของข้า... มันหายไปไหน! เจ้าทำอะไรลงไป! เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่!" หัวหน้าหน่วยมารโลหิตกรีดร้องเสียงหลง ร่างกายสั่นสะท้านจนทรุดลงกับพื้น สติปัญญาของมันไม่อาจทำความเข้าใจปรากฏการณ์ฝืนลิขิตฟ้านี้ได้!
"ข้าคือมัจจุราช... ที่จะมาเก็บสมบัติจากศพของเจ้าไงเล่า!"
อาเจียไม่ปล่อยให้ศัตรูได้มีเวลาสับสน เขาพุ่งทะยานเข้าหาหัวหน้ามารด้วยความเร็วที่ ฉีกกระชากห้วงมิติ หมัดขวาที่อัดแน่นด้วยพลังกายเนื้ออักขระมาร ซัดเปรี้ยงเข้าที่กลางอกของศัตรู!
"ตูมมม!"
เสียงกระดูกแหลกละเอียดดังกังวาน พลังทำลายล้างทะลวงทะลุแผ่นหลังของหัวหน้ามาร บดขยี้จุดตันเถียนและแก่นวิญญาณของมันจนแหลกสลายในหมัดเดียว!
หัวหน้าหน่วยมารระดับแก่นทองคำขั้นปลาย สิ้นใจตายคาที่ ดวงตายังคงเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวต่อ 'ความว่างเปล่า' ที่มันได้เห็นในวาระสุดท้าย!
ความเงียบที่แท้จริงกลับคืนสู่หุบเหวไร้เสียงอีกครั้ง ท่ามกลางกองเลือดและซากศพของมารโลหิตกว่า 30 ชีวิต คณะวิปลาสยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความตายอย่างไร้รอยขีดข่วน
อาเจียสะบัดคราบเลือดออกจากมือขวาอย่างเย็นชา ก่อนจะหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสเผ่าศิลาไร้เนตร ที่บัดนี้กำลังหมอบกราบอยู่แทบเท้าของเขา ร่างกายของคนชราสั่นเทาอย่างรุนแรง
"เอาล่ะ ท่านผู้อาวุโส..." อาเจียแสยะยิ้มการค้าระดับมารร้าย "แมลงหวี่แมลงวันถูกกำจัดสิ้นแล้ว... บัดนี้ ถึงเวลาชำระค่าธรรมเนียมวิชาชีพตามที่ตกลงกันไว้... ผลึกมิติบรรพกาลของพวกท่าน อยู่ที่ใด?"
ทว่า ผู้อาวุโสเผ่าศิลากลับมิได้รีบเร่งนำสมบัติออกมามอบให้ เขากลับเงยหน้าขึ้น แม้จะไร้ดวงตา ทว่ารอยบุ๋มบนหน้าผากของเขากลับหันตรงมาที่ใบหน้าของอาเจีย และ 'พู่กันนิรันดร์' ในร่างตื่นรู้เบื้องต้นที่มีด้ามเป็นสีเงินยวงซึ่งชายหนุ่มถือไว้
หยาดน้ำตาใสๆ ที่หาได้ยากยิ่งจากเผ่าพันธุ์ศิลา ไหลรินลงมาอาบแก้มที่หยาบกร้าน
"ดวงตาที่มืดมิดไร้ก้นบึ้ง... แม้บัดนี้พู่กันจะแปรเปลี่ยนเป็นด้ามสีเงินยวง ทว่ากลิ่นอายแห่งความว่างเปล่ายังคงเป็นกิ่งไม้ดำบรรพกาลในตำนาน!... สวรรค์มีตา! ในที่สุด... ในที่สุดคำทำนายก็เป็นจริง!"
ผู้อาวุโสโขกศีรษะลงกับพื้นหินจนเลือดสีเทาไหลซึม น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้านไปด้วยความปีติและภักดีที่กักเก็บมานับ 10000 ปี
"ข้าน้อย... ผู้นำเผ่าศิลาไร้เนตรรุ่นที่ 999... ขอน้อมคารวะ 'ผู้สืบทอดแห่งความว่างเปล่า'! นายเหนือหัวแห่งหุบเขาต้องห้ามผู้หวนคืน!"
คำกล่าวของผู้อาวุโสศิลา ประหนึ่งอัสนีบาตที่ฟาดผ่าลงกลางห้วงสำนึกของอาเจีย! รอยยิ้มหน้าเงินของชายหนุ่มพลันแข็งค้าง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น
"ผู้สืบทอดแห่งความว่างเปล่า? หุบเขาต้องห้ามงั้นหรือ?" อาเจียพึมพำ นัยน์ตาสีเงินยวงเบิกกว้าง
ปริศนาแห่งชาติกำเนิด... ทารกไร้เส้นชีพจรที่ลอยมาตามสายน้ำเมื่อ 15 ปีก่อน พร้อมกับกิ่งไม้ดำในตะกร้าผุพัง... ความลับที่ถูกปิดตาย บัดนี้กำลังจะถูกเปิดเผยขึ้น ณ ก้นบึ้งของนรกภูมิแห่งนี้!