“คนแก่นี่มันไม่ไหวเลยจริงๆน่ะอะไรนิดอะไรหน่อยก็พาลขัดยอกไปหมดทั้งตัว”
เขาบ่นพึมพำถึงสังขารของตัวเองขณะพยายามเขยกขาเดินตามแรงพยุงของเด็กสาวไปด้วยความยากลำบาก โชคดีที่บ้านของเด็กสาวอยู่ไม่ไกลจากนั้นเท่าใดนัก ชายชราจึงไม่ต้องเดินนานจนเกินทน และที่เด็กสาวเรียกว่าบ้านนั้นก็คือห้องแถวเล็กๆเก่าๆซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของแหล่งเสื่อมโทรมที่คนนิยมเรียกกันว่าสลัมนั้นเอง
เมื่อเปิดประตูเข้าไปนายเรืองเศรษฐ์ก็ได้พบกับห้องโถงแคบๆที่รอบๆถูกสุมไว้ด้วยข้าวของเครื่องใช้ราคาถูกที่ไม่ได้ถูกจัดให้เป็ระเบียบแต่อย่างใด
“บ้านรกหน่อยนะคะ เพราะหนูต้องออกไปทำงานั้แ่ตีสามและน้องๆของหนูก็กำลังซน”
เด็กสาวบอกอย่างรู้สึกอายอยู่เหมือนกันที่ต้องให้คนอื่นเข้ามาเห็นความไม่เป็ระเบียบเรียบร้อยภายในบ้านของตนอย่างนี้ แต่นี่ก็คงไม่ใช่เวลาที่เธอจะต้องมายึดเอาเื่นี้เป็ใหญ่กระมัง
“หนูอยู่กันกี่คนเหรอ”
นายเรืองเศรษฐ์ถามพลางนั่งลงกับพื้นปูเสื่อน้ำมันเก่าๆนั้นอย่างไม่แสดงความรังเกียจ ทั้งที่ชีวิตจริงๆของเขาแล้วห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้มากมายนัก
“หกคนค่ะ” เด็กสาวตอบก่อนที่จะได้ยินเสียงเรียกอันแหบแห้งของใครคนหนึ่งดังออกมาจากด้านใน เธอจึงรีบบอกกับเขาอีกว่า“คุณตารออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ หนูขอตัวสักครู่”
ชายชราไม่ทันได้ปริปากอะไรเด็กสาวก็เดินเข้าไปในห้องนั้นแล้วชายชราจึงได้มีโอกาสมองสำรวจไปทั่วห้องนั้นอีกครั้งแล้วก็ได้พบว่าทุกสิ่งล้วนได้ยืนยันตรงกันว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านนี้นั้นมีฐานะอยู่ในระดับที่ขัดสนพอสมควร อีกครู่หนึ่งเด็กสาวผู้มีน้ำใจงามของเขาก็กลับออกมาพร้อมกับอุปกรณ์ทำแผลอย่างง่ายๆแค่ยาแดง สำลีและผ้าพันแผลเท่านั้น
“มีอะไรหรือ”
ชายชราถามถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กสาวต้องรีบผลุนผลันเข้าไปในห้องเมื่อครู่นี้ หลังจากที่เธอนั่งลงใกล้ๆเขาแล้ว
“พ่อของหนูค่ะ ท่านหิวน้ำ พอได้ยินเสียงหนูเข้าบ้านมาก็เลยเรียก และหนูก็รีบเข้าไปเอาน้ำให้ท่านดื่มแล้วค่ะ”
คำบอกกล่าวของเด็กสาวขณะลงมือทำแผลที่ข้อศอกให้กับชายชราไปด้วยทำให้เขาต้องทำสีหน้าอย่างแปลกใจ
“พ่อของหนูไม่สบายหรือ”
“พ่อของหนูเป็อัมพาตค่ะ ช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้”
“แล้วก็ต้องทิ้งไว้ให้อยู่บ้านคนเดียวอย่างนี้เหรอ”
ชายชราถามเพราะไม่เห็นใครอื่นที่อยู่ในบ้านนี้อีกเลยและคำถามของเขาก็ทำให้เด็กสาวผู้มีลักษณะเข้มแข็งและดูเป็ผู้ใหญ่เกินวัยต้องอึ้งไปครู่หนึ่ง กว่าจะตอบออกมาได้
“มันจำเป็นี่ค่ะ เพราะหนูก็ต้องออกไปรับจ้างขายผักที่ในตลาดั้แ่ตีสี่พึ่งจะกลับมาได้ก็ในเวลาประมาณนี้ น้องๆอีกสามคนก็ต้องไปโรงเรียนส่วนแม่ก็ต้องเข็นรถเข็นออกไปขายลูกชิ้นที่ปากซอยั้แ่ก่อนเที่ยงเหมือนกัน เย็นๆถึงจะได้กลับ”
เป็คำตอบที่ทำให้ชายชราต้องเป็ฝ่ายอึ้งไปบ้างเมื่อได้รับรู้ความเป็อยู่ในชีวิตของเด็กสาวคนนี้เพิ่มขึ้น
“แล้วหนูไม่ได้เรียนหนังสือเหรอ”
เขาถามอีกเพราะเห็นว่าเด็กสาวก็มีอายุยังอยู่ในวัยเรียน
“หนูพึ่งจะลาออกเมื่อเทอมที่แล้วเองค่ะ เรียนถึงแค่ม. ห้า ไม่จบม. หกเพราะต้องออกมาช่วยแม่หาเงินเลี้ยงพ่อและน้องๆค่ะ”
เด็กสาวตอบเสียงหม่นเศร้าเพราะเสียดายอนาคตทางการศึกษาของตัวเองเกรดเฉลี่ยการเรียนของเธออยู่ในระดับที่ดีมากทีเดียวและเธอก็ใฝ่ฝันในการที่จะได้เรียนจบในระดับที่สูงๆมากแต่ความ้านั้นก็ต้านทานฐานะและความจำเป็ทางครอบครัวไม่ไหว
“ชีวิตของหนูน่าสงสารน่ะ”
ชายชรากล่าวอย่างจริงใจ และเด็กสาวก็หลุดรอยยิ้มขมขื่นออกมา คำว่าน่าสงสารมันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำหากใครได้รู้ถึงรายละเอียดชีวิตจริงๆของเธอ ความจริงเธอเป็ลูกสาวคนเดียวของนางปาริชาตซึ่งเป็เสมียนอยู่ในบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งกับนายอาวุธที่ทำงานเป็หัวหน้าคนงานก่อสร้างอยู่ในบริษัทเดียวกันนั้นซึ่งหากทุกอย่างยังคงเป็อย่างนั้นต่อมาชีวิตของเธอก็คงไม่ถือว่าลำบากอะไรแต่นี่แม่ของเธอคงทนความขี้เมาของพ่อไม่ได้จึงทิ้งไปั้แ่ตอนเธอมีอายุได้เพียงหกขวบเท่านั้น จากนั้นไม่นานพ่อก็พาผู้หญิงคนใหม่เข้าบ้าน ผู้หญิงคนใหม่ของพ่อไม่ชอบเธอเลย เรียกว่าเป็แม่เลี้ยงที่ร้ายกาจมาก ทั้งด่าทอและทุบตีจิกใช้สารพัดให้เธอต้องทำงานในบ้านทุกอย่างทั้งที่ยังเป็เด็กตัวเล็กๆแต่ก็ยังไม่เป็ที่พอใจของนาง นอกจากจะออกไปหาเงินมาให้ใช้ได้เท่านั้นเอง เธอต้องออกไปทำงานรับจ้างในตลาดทุกวันเสาร์อาทิตย์ ั้แ่ยังตัวเล็กๆและเมื่อน้องคนสุดท้องของเธอเกินมาได้ไม่นานพ่อก็เมาแล้วขับรถมอเตอร์ไซค์ไปชนกับรถคนอื่นจนตัวเองต้องาเ็และกลายเป็อัมพาตมาั้แ่บัดนั้น เคราะห์หนักจึงตกมาเป็ของเธอที่ต้องหารายได้เข้าบ้านมาให้พอใช้จ่ายแทนพ่อ ทำให้เธอต้องเพิ่มเวลาทำงานเป็ตอนเช้ามืดก่อนไปโรงเรียนกับตอนเย็นหลังเลิกเรียนด้วยเธอต้องเหนื่อยชนิดสายตัวแทบขาดทุกวัน