ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    บทที่187 สร้อยคอกระดูก

    อี้เฉินที่กลับที่พักไป ตัวเขานำสมุนไพรโสมร้อยปี ที่ช่วยในการเพิ่มประสบการณ์ในการหยั่งรู้มาดูดซับกลืนกินในทันที หมายมั่นเลื่อนขั้นพลังให้ได้เร็วที่สุด กายาของเขาขับเคลื่อนอย่างบ้าคลั่ง


    จุดตันเถียนในร่างกายทั้ง5เปิดออกดูดซับสมุนไพรเข้าไปเติมเต็ม ผิวหนังส่องแสงสีทองพร่างพราว อักขระล่องลอยล้อมสรรพางค์กาย เสียงท่องคัมภีร์ดังอึกทึกครึกโครมในกายา แม้แต่ทะเลความรู้ยังขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วหมายมั่นยกระดับไปอีกขั้นพลัง


    อี้เฉินเป็นอยู่แบบนั้นไปนานถึง5วัน กว่าสมุนไพรทั้งหมดที่เขาได้มาจะหมดประสิทธิภาพลง ตัวเขาเริ่มรู้สึกได้อีกไม่นาน ตัวเขาก็จะสามารถเลื่อนขั้นพลังกษัตริย์ได้ ประสบการณ์ความรู้ของเขาใกล้จะตกผลึกเข้าไปทุกที ต้องขอบคุณโอสถแห่งการหยั่งรู้ หากไม่มีมันตัวเขาคงใช้เวลาอีกเป็นปีเป็นแน่กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่จะประมาทการเลื่อนขั้นพลัง กษัตริย์ไม่ได้ มีจอมยุทธ์หลายคน ล้วนตายตกจากการเลื่อนขั้นพลัง ถูกมหันตะสายฟ้าของ ขั้นพลังกษัตริย์กลืนกินจนตาย




    อี้เฉิน ที่ลืมตาตื่น เขาออกไปเดินเล่นภายนอกจวนทันที นี่ก็ผ่านไป5วันแล้ว เขาอยากรู้สงครามภายนอกตอนนี้เป็นเช่นไร

    เพียงเขาออกไปด้านนอกจวนได้ไม่นาน เขาก็ได้รู้ข่าวคราวของสงครามภายในทันที รอบๆ เต็มไปด้วยฝูงชนต่างพากันพูดคุยไม่ขาดสาย ทหารหลายๆกองรบ แพ้พ่ายกลับมา หลายกองรบ


    เหมือนพวกต่างดินแดนจะบ้าคลั่งเป็นอย่างมาก ตีโต้พวกเหล่าทหารที่ออกไปทำศึกจนแพ้ย่อยยับกลับมาหลายกองกำลัง บางกลุ่มว่ากันว่าถูกกวาดล้างจนสิ้น กลายเป็นที่พูดคุยไปทั่วเมืองหลวงแคว้นจ้าว ไม่สามารถประมาทจอมยุทธต่างดินแดนได้อีกต่อไป เพียง2วันมานี่ ทหารของดินแดนร้อยแคว้นหลายร้อยคนล้วนตายตก พวกเขาเริ่มส่งจอมยุทธ์ขั้นกษัตริย์มาเข้าร่วมสงครามมากขึ้น


    อีกไม่นานสงครามคงรุนแรงยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่า ขยายใหญ่จนยก ระดับ เป็นสงครามขั้นพลัง กษัตริย์อีกในไม่ช้าเป็นแน่ อี้เฉินเริ่มครุ่นคิดอย่างหนัก หากสงครามขยายใหญ่รวดเร็วเกินไป ตัวเขาได้เลื่อนขั้นพลังไม่ทันการเป็นแน่ ถูกสงครามกลืนกิน จนตายตกในสักวัน ถ้าไม่รีบเลื่อนขั้นพลังกษัตริย์ โดยไว





    ...อี้เฉินเดินกลับ จวนที่พักในทันที หมายมั่นสะสมประสบการณ์ให้ตกผลึกโดยไว หากตัวเขายังชักช้าอยู่แบบนี้ ตัวเขาได้ตายตกเข้าในสักวัน ตัวเขาหมายมั่น เลื่อนขั้นพลังกษัตริย์ คิดผ่านช่วงเวลากลียุค ความวุ่นวายนี้ไปให้ได้


    ทันใดเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นมา "ก๊อกๆ"


    อี้เฉินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ใครกันที่มาหาตัวเขา ในช่วงเวลายามค่ำเช่นนี้

    เขาเอ่ยพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "เข้ามา"


    ทันใดเขาที่เห็นคนใส่ผ้าคลุมสีดำปิดบังตัวตนมิดชิด เดินเข้ามาโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวสิ่งใด ตัวอี้เฉิน มีท่าทีระแวงในทันที เขาไม่รู้คนสวมชุดดำมีจุดประสงค์ใด ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยพูดออกมา "เจ้าเป็นใคร แสดงตัวออกมาซะ แล้วเหตุใดถึงมาหาข้าที่ห้องเป็นการส่วนตัว"



    เสียงหญิงสาวเอ่ยขึ้นมา "ข้าเองเยว่ฉาน อีกไม่นาน ข้าเองก็จะไปร่วมสงครามเหมือนกัน ข้าอยากคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว เจ้าสะดวกคุยกับข้าหรือไม่" ตัวนางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เหมือนเวลาของนางกับอี้เฉินใกล้หมดลงไปทุกที นางอยากใช้ชีวิตอยู่กับคนที่นางรักให้นานที่สุด นางไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่ที่เจอกับอี้เฉินในคราวนี้ เหมือนนางจะสัมผัสได้ถึงโชคชะตาของความตาย บรรพบุรุษของนางเคยมีผู้ที่ฝึกฝนศาสตร์การพยากรณ์ ทำนายโชคชะตาไม่คิดว่าอยู่ๆ ตัวนางจะสามารถเข้าถึงศาสตร์การพยากรณ์ ได้โดยบังเอิญ ถึงจะแค่ผิวเผินก็ตาม



    อี้เฉินที่ได้ยินชื่อเยว่ฉานเขาถอนหายใจยาวออกมา ลดการป้องกันลง
    ตัวเขานึกว่ามีคน คิดสังหารตัวเขาเสียอีก ทันทีที่ อี้เฉินเห็นใบหน้าเยว่ฉาน ตัวเขารู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้าเขาร้อนฉ่า ก่อนเอ่ย

    พูดออกมา"ข้าว่ามันคงไม่เหมาะที่จะคุยในห้องส่วนตัวข้าแบบนี้"


    เยว่ฉานยิ้ม แววตาแฝงด้วยความคะนึงหา "ข้ารู้มันคงไม่เหมาะ"ก่อนนางจะถอดผ้าคลุมสีดำออก เดินเข้าไปนั่งข้างๆ อี้เฉินที่เตียง
    เยว่ฉานเอ่ยพูดอีกครั้ง "เจ้าเองก็คงรู้สินะ อีกไม่นานสงครามก็จะยกระดับในอีกไม่ช้า ข้ามาเอ่ยเตือนเจ้า ให้ระวังตัวด้วยอย่างทำอะไรมุทะลุเป็นอันขาด"



    "ข้า เข้าใจแล้ว"  อี้เฉิน มองผ่านแสงเทียนที่ส่องสลัวๆ มองดูใบหน้าของเยว่ฉานอย่างไม่วางตา ใบหน้าของเขาร้อนฉ่าอย่างมาก

    กลิ่นหอมจากกายาของนางลอยคละคลุ้ง จนอี้เฉินได้กลิ่นชัดเจนหัวใจเต้นเร็วแรง หน้าแดงขึ้นมาทันที


    เยว่ฉานยิ้มแฝงด้วยความขี้เล่น สีหน้าไร้ความเย็นชาเต็มไปด้วยความดึงดูด "เจ้าเป็นอะไรหรือไม่เหตุใดถึง เกร็งตัวแข็งเช่นนี้เล่า"


    "ท่าน คงไม่คิดแกล้งข้าเล่นหรอกนะ"



    "ข้าไม่ได้แกล้งเจ้าหรอก" อยู่ๆ นางก็เอื้อมมือมาแตะที่หัวของอี้เฉิน แล้วลูบหัวของเขาอย่างเบามือ อยู่หลายสิบลมหายใจ ก่อนที่นางจะโน้มตัวเข้าใกล้อี้เฉิน จูบปากอี้เฉินอย่างเร่าร้อน แม้แต่ตัวอี้เฉินเองก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เขาไม่คิดว่าเยว่ฉานจะรุกเขาหนักถึงเพียงนี้ กายาทั้งสองแนบชิดสนิทกันจนรับรู้ถึงความเร่าร้อนจากกายาของอีกฝ่ายได้  มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุขลูบคลำไปทั่ว จนทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่เกินเลยในยามค่ำคืนนั้นอย่างหักห้ามใจไม่ได้




    ...รุ่งเช้า ยามแสงแดดแรกส่องเข้ามาภายในจวน ทั้งสองที่นอนเปลือยกายกอดกันอยู่ไม่ห่างหลับใหลจนฟ้าสาง ไม่มีท่าทีจะลืมตาตื่น จวนเวลาร่วงเลยไปครู่ใหญ่


    อี้เฉินค่อยๆ เริ่มรู้สึกตัว เปิดเปลือกตาขึ้นมาไม่คิดเมื่อคืนเขาจะทำเรื่องเช่นนั้นลงไป ก่อนเขาจะมองดูเยว่ฉานในอ้อมแขนของเขาที่มีผ้าห่มปิดบังร่างกายที่เปลือยเปล่าอยู่ เขาลูบหัวนางเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆ


    ก่อนอี้เฉินจะลุกจากเตียง ใส่เสื้อผ้ามานั่งข้างๆ เยว่ฉาน วันนี้จะเป็นวันที่เขาต้องออกไปทำสงครามอีกครั้ง ตอนนี้เหมือนว่าสงครามระหว่างสองดินแดนจะดุเดือดเป็นอย่างมาก อนุชนหลายๆ คนล้วนถูกส่งออกไปทำสงครามไม่ขาดสาย


    อี้เฉินเอ่ยพูดพึมพำออกมา "ข้าขอโทษเจ้าด้วย ที่ไม่ได้หักห้ามใจตัวเองไว้" แล้วลูบหัวนางเบาๆ ด้วยความอ่อนโยน


    เยว่ฉาน นางที่หลับตาอยู่ ก็หน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย เปิดเปลือกตาขึ้นมาทันที"เจ้าไม่ต้องคิดมาก ข้าเองก็ผิดโทษเจ้าไม่ได้ เจ้าจะออกไปต่อสู้กับพวกต่างดินแดนแล้วงั้นหรือ"


    "เจ้าๆ ตื่นแล้วงั้นหรือ" อี้เฉินถึงกับตกใจไม่คิดว่านางจะแกล้งหลับเช่นนี้ เขาถึงกับส่ายหัวไม่คิดว่านางจะใช้มารยาหญิงกับเขา ก่อนอี้เฉินจะถอนหายใจออกมา


    เยว่ฉานยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนเอ่ยพูดด้วยท่าทีเย้าหยอก "ข้าชอบใบหน้าเจ้าที่ทำท่าทางไร้เดียงสาเสียจริง เจ้าคงไม่คิดทิ้งข้า ใช่หรือไม่"


    อี้เฉินกลับมาท่าทีจริงจัง ก่อนเขาจะหยิบ สร้อยคอกระดูกที่เขาคล้องคอไว้มาตลอด ออกมาสวมใส่ให้นาง มันเป็นสร้อยคอกระดูกที่เขาได้มาจากปู่ของเขา มันเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่อี้เฉินมี มันเคยปกป้องอี้เฉินไว้ครั้งหนึ่งเมื่อในอดีต


    "เจ้าให้ข้าจริงๆ งั้นหรือ มันเป็นของสำคัญของปู่เจ้าไม่ใช่หรือ"เยว่ฉานเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางใช้นิ้วมือลูบสร้อยคอกระดูก ด้วยความทะนุถนอม ถึงมันจะไม่ใช่เครื่องประดับที่สะสวยแต่ก็มีความหลังกับอี้เฉินไม่น้อย


    "ข้าไม่มีของมีค่าใดให้กับเจ้า มีเพียงสร้อยคอกระดูกชิ้นนี้เท่านั้นที่พอจะมีค่าในสายตาของข้า หากเจ้าไม่รังเกียจโปรดรับมันไว้ หวังว่ามันจะช่วยปกป้องเจ้าได้ เหมือนตอนที่มันปกป้องข้า"

    อี้เฉินเอ่ยอีกครั้ง "ข้าต้องไปแล้ว วันนี้เป็นกองกำลังของพวกข้าต้องออกไปต่อสู้"


    "เจ้าดูแลตัวเองด้วย" ก่อนที่นางจะหอมแก้มอี้เฉิน ปล่อยให้อี้เฉินเดินจากไปแต่โดยดี ความกังวลของนางที่สัมผัสถึงโชคชะตาความตายได้ ตัวนางไม่ได้บอกกล่าวอี้เฉินแต่อย่างใด นางไม่อยากทำให้อี้เฉินคิดมากเกินไป ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้



    เยว่ฉานตัวนางหวังลึกๆ หากตัวนางเข้าไปแทรกแซงโชคชะตาของอี้เฉินจะเป็นเช่นไร อย่างไรก็ตามตัวนางก็ไม่อยากเสียอี้เฉินไป

    คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน