ผู้คนจากสมัยโบราณกล่าวว่า "หากไม่มีความมั่งคั่งก็ยากที่จะทำอะไรให้สำเร็จได้" ในขั้นตอนหลักของการบ่มเพาะ ความนึกคิดและเวลาของคนนั้นจะถูกใช้ไปทั้งหมดกับการบ่มเพาะพลัง ส่งผลให้ไม่มีเวลาทำเงิน แต่การขาดทรัพยากรการบ่มเพาะก็จะทำให้เส้นทางการบ่มเพาะยากขึ้น ตอนนี้ถังซิ่วนั้นยากจนและไม่มีทรัพยากรการบ่มเพาะเลย
แม้ว่าเขาจะมีวิลล่าที่สง่างามในเมืองทิศใต้เนื่องจากโชคและความบังเอิญแต่ก็เป็นของคนอื่น อย่างไรก็ตาม เขายังชอบสถานที่ของวิลล่าและการตกแต่ง เขายังไม่เต็มใจที่จะขายวิลล่าแห่งนี้ วิลล่านี้ได้รับการช่วยเหลือมาจากหลงเซ้งหยูและเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะขายมันเพราะเขาจะโดนดูถูกโดยหลงเซ้งหยูได้
เขาไม่มีวิธีที่จะซื้อบ้านอื่นเพราะเงินออมเขาน้อยกว่าหนึ่งหมื่นหยวน เขาน่าจะเป็นคนที่บ่มเพาะพลังที่เรียกได้ว่ายากจนที่สุด ถ้าหากว่าหลงเซ้งหยูไม่ได้สัญญาว่าจะช่วยเขาอย่างเต็มที่ในการสร้างคฤหาสน์นั่น เขารู้ดีว่าเขาจะไม่มีทางที่จะมีที่ดินเป็นของตัวเองที่ใช้สำหรับการบ่มเพาะ
โชคดีที่แม้ว่าการบ่มเพาะของเขายังคงอยู่ในขั้นต้นแต่ก็ไม่ได้เป็นผู้บ่มเพาะมือใหม่ดังนั้นเขาจึงสามารถทุ่มเทให้กับเวลาและจิตใจของเขาในการทำเงินได้มากกว่าแค่ใช้เพื่อบ่มเพาะพลังเท่านั้น
"ดูเหมือนว่าฉันต้องเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง!"
หลังจากที่คิดหนักเป็นเวลานาน เขาก็หยุดยั้งความคิดมากมายของเขา ความคิดในใจของเขาไม่ใช่การเล่นการพนันที่หยวนชูหลิงแนะนำให้เขาแต่เขาเลือกเส้นทางที่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับยา ซึ่งเขาเก่งมาก
แม้ว่าการที่จะสร้างยาที่มาจากดินแดนแห่งนิรันดร์จะทำให้เกิดผลกระทบมากเกินไปในการขายพวกมันบนโลกและวัตถุดิบและส่วนผสมสำหรับยายังไม่อาจพบได้ในโลก แต่สิ่งนี้ไม่ได้ขัดขวางเขาจากการทำอะไรก็ตามที่เขาต้องการ เขาสามารถดำเนินการตามแผนการและเปลี่ยนแปลงผลของยาที่ปรับปรุงตามสถานการณ์ของโลกดังนั้นผลิตภัณฑ์ของเขาอาจได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้คนบนโลก
"ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใช้เวลาและพลังงานมากเกินไป นอกจากนี้ถ้าฉันต้องการที่จะขยายธุรกิจในขนาดใหญ่ก็จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากเว้นแต่ฉันจะได้ความร่วมมือจากคนอื่นๆ"
แนวคิดแรกของเขาคือการปรับปรุงสูตรการปรุงรสและสร้างรายได้ผ่านทางอุตสาหกรรมการทำอาหาร เขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่แล้วก็ลังเลเพราะสูตรเครื่องปรุงรสของตัวเองนั้นไม่มีทางขายได้ในราคาที่สูโดยเฉพาะหลังจากที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มแล้วค่อยขายในราคาสูง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันเขาก็ไม่สามารถที่จะก้าวกระโดดเข้าสู่ธุรกิจการทำอาหารได้ การร่วมมือกับผู้อื่นเป็นวิธีที่ดีแต่เขาก็มักจะต้องเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆในขณะที่การได้รับความไว้วางใจของคนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
"นอกเหนือจากอาหารและเครื่องดื่มแล้วก็ยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอีกด้วย"
เขารวบรวมสมองของเขาและคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้การปรุงยาในธุรกิจอื่นๆ แต่เขาก็พบว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพื้นที่เหล่านี้ นี่ทำให้เขาปวดหัวอย่างฉับพลัน
“พี่ชาย นายนั่งอยู่ในห้องเท่านั้น เป็นไปได้ไหมว่านายไม่ได้พบเจออะไรที่พิเศษเป็นเวลานาน?” หลังจากเสียงกระดิ่งดัง หยวนชูหลิงวางหนังสือของเขาลงขณะที่ผลักแขนของถังซิ่วและกระซิบ
"ฮะ? อะไรคือสิ่งพิเศษที่ฉันควรจะหากัน?"
ถังซิ่วงงงวยหลังจากที่ได้ยินคำถามของหยวนชูหลิงขณะที่เขาถามด้วยความรู้สึกสับสน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำให้หยวนชูหลิงมองมาทางเขาจากนั้นก็เอนตัวลงและกระซิบข้างหูของเขาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดในชั้นเรียน อย่างไรก็ตาม หยวนชูหลิงยังไม่ได้พูดแต่เขาก็ยืนขึ้นในขณะที่กำลังเดินออกไปนอกห้องเรียน หยวนชูหลิงรู้สึกทึ่งขณะที่เขาอ้าปากกว้างและอยากจะถามถึงเหตุผลจากเขาแต่เมื่อดวงตาของเขามองไปที่รูปร่างที่สวยงามนอกห้องเรียนก็ได้แต่ปิดปากเงียบเอาไว้
"เวรเอ๊ย...ฉันคิดว่านายไม่สามารถหาตัวเฉินเยี่ยนหนานพบก็เพราะเธอไม่ได้มาเรียนคาบแรก"
เมื่อเห็นว่าถังซิ่วเดินไปทางเฉินเยี่ยนหนาน การแสดงออกของความครุ่นคิดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหยวนชูหลิง
"เขาไม่มาตั้งสิบวันแต่พี่ชายได้กลายเป็นคนกล้าและดุเดือดเช่นนี้ ให้ตายเถอะ...เขาไม่กลัวที่จะถูกนินทาโดยนักเรียนคนอื่นหรือ?"
หยวนชูหลิงคิดขณะที่เขาลุกขึ้นยืนและเดินช้าๆออกไปนอกห้องเรียน
ที่นั่งของหยวนชูหลิงและเขาอยู่ที่มุมที่ไกลที่สุดในห้อง เมื่อทั้งคู่มองเห็นการมาถึงของเธอก็ทำให้คนอื่นๆย่อมต้องเห็นเธอแบบเดียวกัน ถึงแม้เว่าฉินเยี่ยนหนานจะมาเรียนที่ห้องสิบก่อนเขาได้หกเดือนแต่เพราะรูปลักษณ์ที่สวยงามและความตรงไปตรงมาของเธอได้รับการยอมรับและได้รับชัยชนะเหนือหัวใจของทุกคน เธอได้รับการจัดอันดับว่าเป็นคนที่สวยติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของเด็กนักเรียนชายห้องสิบล้วนชื่นชอบเธอ
แต่เมื่อเห็นว่าถังซิ่วเดินตรงไปหาเฉิงเยี่ยนหนานก็ทำให้เด็กชายคนอื่นๆกังวลใจมาก ใกล้เวลาสำเร็จการศึกษาแล้ว นักเรียนชายจำนวนมากที่เห็นว่าพวกเขาสิ้นหวังในการสอบเข้าวิทยาลัยล้วนเตรียมที่จะสารภาพกับสาวๆที่พวกเขาชื่นชอบและหวังว่าจะมีชีวิตรักที่มีชีวิตชีวาก่อนสำเร็จการศึกษา
เฉินเยี่ยนหนานจากห้องสิบเป็นเป้าหมายในการสารภาพรักสำหรับนักเรียนชายนับไม่ถ้วน ในเวลาเดียวกันพวกเขายังวางแผนว่าพวกเขาจะสารภาพกับเธอในขณะที่ยังแอบเฝ้าติดตามและต้องการเข้าใกล้เธอ
"ถังซิ่ว! เฉิงเยี่ยนหนานเป็นของฉัน! นายต้องยอมแพ้ต่อเธอ!"
"ไอ้เจ้าบ้า คางคกต้องการกินหงส์ อย่าสะเออะมาขวางทางฉัน!"
"พวกเรา...พวกพี่ชายเหล่านี้ยังไม่ได้สารภาพกับเธอ ยังไม่ถึงเวลาของนาย!"
เมื่อถังซิ่วเพิ่งเดินไปที่ประตูห้องเรียน ชายหนุ่มสองสามคนก็หยุดเขา พวกเขามองมาที่เขาด้วยท่าทางล้อเลียนและสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือแม้แต่ซู่ดวนซินและทานหลีเขวียนก็อยู่ท่ามกลางพวกเขา
ขณะที่ซู่ดวนซินและทานหลีเขวียนกำลังหยุดเขา ซูเชียงเฟย์ก็ได้นำเอาดึงดอกกุหลาบที่อยู่ข้างหลังเขาออกมาขณะที่เขากระโดดออกมาและวิ่งไปหาเฉินเยี่ยนหนานด้วยความสุข
"เฮ๊! เฉินเยี่ยนหนานกำลังตกอยู่ในอันตราย!"
เมื่อถังซิ่วเห็นเพื่อนร่วมชั้นบางคนของเขารีบวิ่งมาขวางกั้นหน้าเขา เขาก็คิดจะเตะออกทีละคน แต่ก็กังวลว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพวกเขาจะหยุดชะงัก เขาได้แต่หยุดพวกเขาด้วยเสียงนุ่มนวล
"ฮะ? นายคิดว่าเราเป็นผีหรือเด็กสามขวบหรือไง?"
"แม้ว่าเฉินเยี่ยนหนานกำลังตกอยู่ในอันตรายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นายจะต้องช่วยเธอ! อัศวินประจำห้องได้ออกมาแล้วพร้อมที่จะช่วยเจ้าหญิงและกลายเป็นวีรบุรุษ"
เมื่อได้ยินซู่ดวนซิน ทานหลีเขวียนและคนอื่นๆหัวเราะเยาะถังซิ่ว เขารู้ได้ทันทีว่าเขาได้ประเมินระดับสติปัญญาของเพื่อนร่วมชั้นกลุ่มนี้มากเกินไป เขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่เขาไม่ได้โยนกลุ่มคนโง่เง่าพวกนี้ลงไปในกองขยะ
ในวินาทีต่อมา เงาร่างๆหนึ่งก็พุ่งขึ้นกลางอากาศและตกลงไปที่พื้น เมื่อร่างเงานี้กระทบพื้นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่มีร่างเงามากมายตกลงมาจากอากาศราวกับห่าฝน
"ถ้าพวกแกยังไม่อยากตายก็หลีกทางเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้นพวกแกก็จะตายเหมือนไอ้เด็กเวรนี่!"
ระหว่างที่ทุกคนกำลังสับสนและไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้มีเสียงคำรามที่ดังกระหน่ำตรงเข้ามาจากทางเดินด้านนอกตามด้วยชายหน้าตาดุร้ายที่เต็มไปด้วยเคราปรากฏต่อสายตาของทุกคน
คราวนี้ทุกคนเห็นว่ามีชายคนหนึ่งจับมือของเฉินเยี่ยนหนานไว้ด้านหลังพร้อมกริชจี้ที่ลำคอของเธอ คนที่ถูกโยนทิ้งกลายเป็นซูเชียงเฟย์ซึ่งเป็นคนที่วิ่งออกจากห้องเรียนไปเร็วที่สุด ช่อดอกกุหลาบที่เขาเตรียมพร้อมเอาไว้สำหรับเฉินเยี่ยนหนานได้กลายเป็นดอกกุหลาบที่ร่วงลงมาที่พื้นขณะที่ตัวของเขาหมดสติไปในทันที
ทันใดนั้นเองที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำหในักเรียนทุกคนตกใจกลัวจนอึราดในขณะที่ห้องเรียนที่มีเสียงดังได้เงียบลงในทันที แม้ว่าห้องสิบจะมีวินัยที่เลวร้ายที่สุดในชั้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่สามและเด็กชายส่วนใหญ่ยังเป็นผู้กระทำผิดเกี่ยวกับต่อสู้และหนีเรียนแต่พวกเขาก็เป็นเด็กวัยรุ่นทุกคนเท่านั้น ความรุนแรงและความโหดร้ายของชายหนวดเคราได้ฉีกกฎความรู้และความเข้าใจของพวกเขาออกจากกัน
"พวกแกทุกคน เข้าห้องเรียนกับฉันไปทีละคน ถ้ามีใครคิดหนีหรือร้องเตือนคนอื่น พ่อแกคนนี้จะฆ่ามันให้หมดเลยและพวกแกทุกคนก็จะต้องตายหลังจากนั้น"
ขณะที่นักเรียนห้องสิบยังคงมึนงงอยู่ คนที่มีเคราก็เตะนักเรียนสองสามคนที่อยู่หน้าห้องเรียนและปิดประตู จากนั้นเขาก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องเรียนในขณะที่กักขังนักเรียนสองสามคนด้วยเสียงเข้มงวด
ความเป็นจริงแล้วนักเรียนที่น่าสงสารที่ยืนอยู่เพียงไม่กี่คนนี้มีโอกาสที่จะหลบหนีได้แต่เมื่ออยู่ภายใต้การจ้องมองที่รุนแรงและดุร้ายของชายที่มีหนวดเครา พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อฟังและวิ่งกลับเข้าไปในห้องเรียน
"ปิดประตู! เด็กผู้ชายทั้งหมดย้ายโต๊ะของพวกแกและไปขวางประตูไว้ รีบๆย้ายก้นของพวกแกได้แล้ว! ใครที่ไม่ขยับตัวฉันจะฆ่ามัน!"
เมื่อเห็นว่านักเรียนทุกคนในชั้นเรียนอยู่ในความควบคุมของเขา ชายที่มีเคราเดินไปสองก้าวขณะที่คว้าคอของซูเชียงเฟย์และลากเขาเข้าห้องเรียนไปขณะที่เขาตะโกนออกคำสั่งของเขาอย่างดัง
ด้วยการที่ชายมีเคราตะโกนเสียงดัง นักเรียนห้องสิบต่างไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการปฏิบัติตามคำพูดของเขาเพื่อปิดประตูห้อง จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆย้ายโต๊ะเรียนไปทางประตูเพื่อขวางทางเอาไว้
เมื่อเห็นว่านักเรียนทุกคนยอมจำนนต่อคำสั่งของเขา การแสดงออกที่พอใจปรากฏบนดวงตาของคนมีเครา เส้นประสาทที่เครียดของเขายังผ่อนคลายเล็กน้อยและกริชของเขาไม่ได้จี้ที่คอของเฉินเยี่ยนหนานอีกต่อไป เขาโบกมือเป็นครั้งคราวเพื่อสั่งการนักเรียน
"ให้ตายสิ! แกต้องการอะไรจากที่นี่? แกถึงกล้าที่จะพ่นคำพูดวางกล้ามแบบนั้นออกมาในห้องของเรางั้นรึ?"
เมื่อถังซิ่วเห็นโอกาสและกำลังจะเคลื่อนไหวก็มีเสียงของใครบางคนก็กระหน่ำออกมาจากข้างหลังห้องเรียน หยวนชูหลิงยกโต๊ะขึ้นและฟาดไปที่ชายมีเคราอย่างดุดัน
หยวนชูหลิงไม่สามารถเทียบกับชายที่มีเคราได้แต่เมื่อเขาโกรธและตะโกนดังขึ้น นักเรียนทุกคนต่างพากันสั่นสะท้าน เมื่อเห็นว่าหยวนชูหลิงที่กล้าหาญกำลังรีบวิ่งไปข้างหน้าก็ทำให้ดวงตาของนักเรียนภายในห้องก็เปล่งประกายราวกับมองเห็นความหวังที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขา
ถ้าหากว่าการโจมตีของหยวนชูหลิงประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแต่เฉินเยี่ยนหนานจะรอดพ้นจากชะตากรรมนี้ได้แต่นักเรียนคนอื่นๆก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานและถูกทำร้ายเช่นกัน
เมื่อนักเรียนในชั้นส่งเสียงเชียร์หยวนชูหลิง ภาพเหตการณ์ต่อมาก็ทำให้พวกเขาถึงกับแข็งค้างไปโดยทันที
ชายที่มีหนวดเคราราวกับมีความสามารถในการคาดเดาการเคลื่อนไหวล่วงหน้า เขาคว้ามือของเฉินเยี่ยนหนานอย่างฉับพลันและยกเธอขึ้นแล้ววางเธอไว้ข้างหน้าเขา ระหว่างนี้มืออีกข้างหนึ่งของเขาก็ใช้กริชก็แทงเข้าไปที่ท้องของหยวนชูหลิงอย่างรวดเร็ว
"ไอ้เด็กเวร ฉันเฝ้าระวังแกอยู่นานแล้วแต่ฉันไม่ได้คาดคิดจริงๆว่าแกจะทำอะไรแบบนี้ ในเมื่อมันเป็นเช่นนี้ ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะฆ่าแกทิ้งเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง!"
เห็นความหวาดกลัวและตื่นตระหนกฉายขึ้นภายในดวงตาของหยวนชูหลิง รอยยิ้มปีศาจที่ดุร้ายโผล่ขึ้นมาบนใบหน้าของชายมีเครา
"ไม่นะ!"
เมื่อเห็นโต๊ะที่พลาดเป้าชายมีเคราแต่จะฟาดโดนเฉินเยี่ยนหนานก็ทำให้หยวนชูหลิงโกรธและตื่นตระหนกจากความกลัว เขาอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงตะโกนออกมาอย่างดัง
“ไม่!”
นักเรียนของห้องสิบที่เห็นการกระทำของทั้งหยวนชูหลิงและชายมีเคราต่างไม่สามารถยับยั้งความกลัวของพวกเขาได้ถึงได้พากันส่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น