84 2-2
ตอนที่154 แสงสีม่วงในตอนนั้น
“จิตวิญญาณดวงนั้นดูดกลืนพลังวิญญาณเพียงพอแล้วรึยัง?หากอิ่มแล้วก็ไปกันเถอะ”
อาหานชี้ไปที่เสี่ยวฮั่วที่กำลังเอร็ดอร่อยกับพลังวิญญาณเสือโคร่งเหมันต์ฝูงใหญ่หันมาเอ่ยถามเซียถงในเวลานี้มีสภาพไม่ต่างจากหิน
เซียถงเหลือบมองไปที่เสี่ยวฮั่วกลุ่มแสงสีม่วงส่องประกายจ้าสว่างเกินปกติไปมากไม่นานกลุ่มแสงสีม่วงก้อนนั้นก็บินกลับเข้ามาในห้วงความคิดของนางอีกครั้งสุ้มเสียงของเสี่ยวฮั่วเอ่ยดังขึ้นว่า
“นายท่าน ข้าอิ่มแล้ว’
เซียถงพยักหน้าเดินติดตามอาหารกลับไปทั้งสองเดินจากอาณาเขตบึงในป่าลึกมาด้วยกัน
โม่ซวนทื่กำลังยืนเฝ้าอยู่บริเวณขอบนอกชั้นหมอกขาวทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าตรงออกออกมาจากทิศทางหมอกดังกล่าวเขาก็เงี่ยหูฟังอย่างระมัดระวัง พอแยกแยะรอยได้ว่าเป็นเสียงเท่าของคนสองคนก็รีบกระโดดเข้าพุ่มป่าด้านข้างที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลโดยไวเพื่อซ่อนตัว
หลังเดินฝ่าหมองสีขาวชั้นหนาออกมาได้เซียถงพลันกวาดสายตาว่องไวมองปราดไปรอบหนึ่ง ดูเหมือนว่าก่อนหน้าที่จะออกมา นางเห็นเงาคนยืนอยู่แถวนี้แต่ไฉนเงาดังกล่าวถึงหายไปทันทีที่นางออกมา?เคลื่อนสายตามองไปรอบทิศทางอีกสักพักหนึ่งพอเห็นว่าไม่มีสิ่งผิดปกติอันใด ก็เลยมองข้ามไม่สนใจอีกต่อไป
“มีอะไรงั้นรึ?”
เห็นทีท่าอีกฝ่ายคล้ายมีความผิดปกติอาหานจึงเอ่ยถามนาง
“เหมือนข้าจะเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนี้แต่กลับหายไปเสียแล้ว”
เซียถงกล่าวตอบพลางกวาดสายตาปรายมองอีกสักครา
“เจ้าตาฝาดแล้ว”
อาหานแสร้งทำเป็นมองไปโดยรอบกล่าวตอบกลับไปปนน้ำเสียงไม่ค่อยใส่ใจนัก
เซียถงแลมองอาหานไปทีหนึ่งโดนมิได้เอ่ยกล่าวอันใดแม้นางจะมั่นใจว่า สัมผัสของตนไม่น่าผิดเพี้ยนแต่เรื่องที่ไม่มีนัยสำคัญเฉกเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสืบสาวกล่าวต่อให้เสียเวลาเปล่าเช่นกัน นางเงยหน้ามองท้องฟ้าปรากฏแสงจันทร์นวลประดับค้างกลางราตรี ยามนี้เป็นเวลาดึกดื่นแล้วเกรงว่าถึงคราวต้องแยกย้ายกลับกัน ดังนั้นจึงหันไปกล่าวกับอาหานว่า
“ข้าขอตัวก่อนแล้วกัน”
อาหานพยักหน้าให้เฝ้ามองร่างของเซียถงเดินลาลับจากออกไปสุดสายตา และไม่นานเกินรอก็มีเงาร่างหนึ่งกระโจนออกมาจากป่าด้านเคียงข้างโม่ซวนโค้งคำนับพร้อมเรียนถามวาจาสุภาพว่า
“นายท่านท่านทราบเหตุผลที่นางมายังบึงแห่งนี้แล้วกระมัง?”
“โม่ซวน เจ้าจดจำแสงวิเศษสีม่วงที่เราเคยไล่ล่าตามหากลางป่าลึกในครั้นก่อนหน้าได้หรือไม่?”
“ข้าน้อยย่อมจำได้แต่สิ่งวิเศษดังกล่าวกลับไม่เคยปรากฏเห็นอีกเลย แล้วไฉนจู่ๆนายท่านถึงยกเรื่องราวนี้ขึ้นมา?”
โม่ซวนเอ่ยถามเจือผสมสีหน้าฉงนสงสัยแต่ชั่วอึดใจต่อมา ดวงตาคู่นั้นพลันเป็นประกายเปล่งปลั่งขึ้นมาทันทีเขาอุทานคำโตด้วยความประหลาดใจยิ่งว่า
“หรือเป็นไปได้ไหมว่า...เมื่อครู่นายท่านได้พบมันอีกครั้ง?”
อาหานพยักหน้าประกายเร้นลึกล้ำพราวสว่างเล็ดลอดเปล่งออกจากดวงตาของเขา
“ใช่ ข้าเจอมันแล้ว”
“หรือว่า...อยู่กับนาง?”
อาหานพยักหน้าอีกครั้งหนึ่งทันทีทันใด ท่าทีการแสดงออกที่สุดแสนจะซับซ้อนพลันเผยปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“แล้วนายท่านจะทำอย่างไรต่อไป?”
โม่ซวนเอ่ยถามเสียงแผ่วท่าทางดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก
อาหานปิดปากเงียบไปชั่วครู่หนึ่งแหงนศีรษะขึ้นเชยชมพระจันทร์ส่องสว่างค้างกลางนภาหาวเหนือหัวมุมปากกระตุกเล็กน้อยเผยแสดงรอยยิ้มสีจางออกมา
“ในเมื่อสรวงสวรรค์กำหนดโชคชะตาเช่นนี้แล้วก็ลืมมันไปเถอะ แล้วเราค่อยไปเจรจากับพวกจักรวรรดิตะวันตกใหม่อีกทีไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็คงต้องยอมรับเท่านั้น”
“ขอรับ”
โม่ซวนพยักหน้าไม่มีข้อคัดค้าน
เซียถงเดินทางกลับไปยังห้องพักของตนตามปกติทางฝั่งอิ๋งเอ๋อร์เองก็ค่อนข้างคุ้นชินแล้วกับสภาพเช่นนี้ของคุณหนูที่บ่อยครั้งมักจะกลับมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่สะบักสะบอม มีบาดแผลเต็มตัวซึ่งในครั้งนี้ก็เช่นกัน สิ่งแรกที่อิ๋งเอ๋อร์ลงมือทำทันทีที่เห็นสภาพของคุณหนูคือไปเตรียมน้ำร้อนเทใส่อ่างไม้และแช่สมุนไพรนานาชนิดไว้รอ
ถอดชุดเสื้อผ้าแพรพรรณและลงแช่ตัวในอ่างไม้สมุนไพรเซียถงก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าบริเวณต้นแขนและไหล่ของตนมีลอยกรงเล็บของพวกเสือโคร่งเหมันต์ฝากฝังอยู่ค่อนข้างลึกโชคยังดีที่นางเป็นนักหลอมโอสถคนหนึ่ง มิฉะนั้นแล้ว บาดแผลสาหัสสากรรจ์ขนาดนี้เกรงว่านางต้องนอนพักรักษาตัวอยู่นานกว่าจะหายเป็นปกติได้
แผ่กายยืดเหยียดนอนแช่น้ำสมุนไพรในอ่างไม้ได้สักพักเซียถงพลางหันศีรษะไปทางฉากกั้นไม้ระหว่างตัวอ่างกับประตูห้องน้ำ ทันใดนั้นนางพลันค้นพบความผิดปกติในบัดดลเพราะช่องว่างระหว่างรอยต่อของฉากกั้นกลับมีดวงตาสีแดงสดใสข้างหนึ่งทอแสงส่องประกายวิบวับกำลังจับจ้องมาทางนี้ ชนิดที่ว่าไม่มีกะพริบเลยแม้แต่น้อย
“หลิวซู!!”
เซียถงรีบชักเรียวขาอ่อนกลับเข้าตัวอ่างไม้โดยไวยกมือไม้ขึ้นปิดป้องบริเวณเนินอกสีขาวก่อนคว้ากระบวยตักน้ำข้างอ่างขว้างใส่ทางหลิวซูที่แอบมองอยู่หลังฉากกั้นสุดแรงเกิด
ชั่วขณะต่อมาเสียงฉากกั้นล้มดังโครมคราม หน้าผากของหลิวซูบวมเป่งเป็นลูกมะนาวในพริบตา
มันยกมือขึ้นลูบมะนาวลูกน้อยบนหน้าผากของตนด้วยเจ็บแสบกระโจนขึ้นจากพื้นห้องน้ำวิ่งไปหยุดเบื้องหน้าเซียถงจับจ้องนางเขม็งทั้งยังยกสองมือขึ้นเท้าสะเอวอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นักคำรามเสียงแผดดังแทบจะมีไฟพ่นออกมาจากปาก
“นังหนูเหม็นสาบ!กล้าดียังไงมาขว้างกระบวยตักน้ำใส่หัวข้า! หากยังมีกิริยาต่ำทรามเช่นนี้อีกวันหลังข้าจะไม่ให้เจ้าหยิบใช้กระบี่ทัณฑ์ฟ้าอีกแล้ว!”
เซียถงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาทว่าเสี้ยวพริบตาต่อมานางพุ่งมือไปจิกหัวของหลิวซูและจับกดลงในอ่างไม้ที่นางกำลังแช่อยู่อย่างดุเดือดเสมือนหนังฆาตกรรมก็มิปาน
“ปล่อย บุ๋มๆ ...ปล่อย...ปล่อยข้า!”
หลิวซูพยายามดิ้นสู้สุดกำลังอยากจะเงยหน้าโผล่ขึ้นจากน้ำแทบตาย แต่เซียถงก็ยังจับกดไว้แน่นจนกระทั่งได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยปากขอร้องแถมยังสำลักน้ำกลืนเข้าไปหลายอึกยามนั้นถึงค่อยคลายมือปล่อยอีกฝ่ายออกไป
“เจ้าแอบดูข้าแช่น้ำอีกแล้วรึ?”
เซียถงมองอีกฝ่ายยกหัวขึ้นพ้นจากอ่างไม้สีหน้าการแสดงออกเย็นเยียบ
หลิวซูรีบยกมือกุมศีรษะกระแอมไออย่างหนักหลายที มันส่ายหัวสวนตอบไปทันที
“ใครจะไปแอบดูเจ้าแช่น้ำกัน!”
แต่ยังไม่ทันพูดจบดีมันก็ถูกเขกหน้าผากอีกรอบ
“อย่าเพิ่งตี!อย่าเพิ่งตี! เจ้าใจเย็นก่อนตกลงไหม?”
หลิวซูยกมือขึ้นป้องกันค้างเติ่งกลางอากาศรีบเปล่งเสียงโวยวายทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายเตรียมจะยกกำปั้นเตรียมเขกกระบาลตนอีกครา