คนสี่คนกำลังถูกรุมล้อมด้วยฝูงหมาป่าร่างั์ขนสีเขียวเข้มนับสิบตัว เด็กชายร่างเล็กกำลังปะทะกับหมาป่าตัวใหญ่ที่สุดในฝูงที่ราวกับเป็จ่าฝูง พร้อมกับลูกฝูงอีก 3 ตัว ขณะที่อีกสามคนคอยถ่วงเวลาหมาป่าอีกกว่า 7 ตัว เพื่อให้เด็กชายไม่รับภาระหนักเกินไป
กรงเล็บใหญ่พุ่งแหวกอากาศดังหวีดขึ้นหมายจะตะปปเด็กชาย แต่แล้วบริเวณนั้นกลับว่างเปล่า ร่างเล็กพุ่งสวนท่อนขาใหญ่เข้าไปปรากฏตัวตรงหน้าหมาป่าร่างั์สายตาทั้งสองจดจ้องกันเสียววิ ก่อนที่หมาป่าจะทันคิดนัยตามันก็เบิกโพรงก่อนจะค่อยๆปิดลง หมัดขวาเล็กข้างนั้นทะลุปลายคางะเิสมองของมันเรียบร้อยแล้ว
ชั่วอึดใจถัดมาเด็กชายก็ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งที่ตัวข้างๆ ปลายเท้าข้างเล็กห่อหุ้มด้วยสายลม ใบมีดอากาศกรีดเฉือนคอหมาป่าตัวใหญ่จนขาดสะบั้น หลังตัดเสร็จเด็กชายเหยียบลงบนต้นไม้ใกล้ๆก่อนจะพุ่งตัวออกไป วินาทีก่อนที่จะดับชีวิตลูกฝูงตัวที่เหลือ ท่อนขาใหญ่ั์ของจ่าฝูงก็ฟาดลงมาอย่างรุนแรงถ้าดูไม่ผิดเห็นประกายไฟวาบขึ้นมาพร้อมอุ้งขานั้นด้วย ร่างเล็กบิดตัวตั้งหลักอย่างกระทันหัน
….
ย้อนไปราวหนึ่งปีก่อน
เคนอสวัย 4 ปี พุ่งเข้าหาอาจารย์อย่างบ้าคลั่งใส่ชายชราแต่ก็ถูกรับได้อย่างง่ายได้ โดยไม่ต้องกางบาเรียเสียด้วยซ้ำ เขาใช้แค่มานาเคลือบผิวกายเท่านั้น
“การโจมตีของเ้าหนะ เสียเปล่าเกินไป”
ร่างเล็กยังโหมกระหน่ำโจมตีไม่หยุด ชายชราพูดต่อไปว่า
“เคนคุง ถ้าการโจมตีของเ้าไม่แหลมคม มันก็ยากนักที่จะเก็บเกี่ยวชีวิตศัตรู”
ใช่แล้วนี้คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่การสู้กับมอนส์เตอร์เสือตัวนั้นช่างยากเย็นสูหลับเขา ไม่ใช่การโจมตีเขาไม่รุนแรง แต่การโจมตีของเขามันเป็ก้อนเหมือนกับการต่อยมากกว่า แม้จะาเ็แต่ยากที่จะพรากชีวิต
...
หลังตั้งหลักได้เด็กชายก็พุ่งเข้าหาจ่าฝูงตัวั์ด้วยร่างที่โอบล้อมด้วยเปลวเพลิง อุ้งเท้ายักษตะปปลงมาอย่างดุดัน แต่แล้วก่อนปะทะเด็กชายก็สร้างก้อนหินขึ้นมาเหยียบเบี่ยงทิศร่างเล็กหมุนกายครึ่งรอบและจับจ้องเป้าหมายของการเปลี่ยนทิศแขนขวาเปลี่ยนไปเป็ใบมีดเปลวเพลิงตัดวิญญานลูกฝูงตัวที่เหลือ
ใช่นี้คือเป้าหมายของเด็กชาย อาจารย์ขอเขาสอนไว้ว่าต้องวิเคราะห์สถานการณ์ต้องรู้จักเลือกเวลาที่จะโจมตียิ่งเวลาเจอศัตรูเป็ฝูงถ้าไม่ดับจ่าฝูงก่อนก็ต้องตัดกำลังให้หมดเสียก่อน!
เมื่อหัวของลูกฝูงล่วงลงสู่พื้น เด็กชายก็พุ่งเข้าปะทะจ่าฝูงอยย่างห้าวหาญ เด็กชายใช้สายฟ้ากระตุ้นประสาทััทั่วร่าง หมัดหนักเหวี่ยงปะทะข้อต่อขาจนบิดผิดรูป
ร่างั์ยังคงพุ่งกระโจนใส่เด็กชายเปลวเพลิงรอบอุ้งตีนนั้นรุนแรงไม่น้อย แต่เด็กชายหาใช่เด็กน้อยเมื่อสองปีก่อนอีกแล้ว คมมีดอากาศนับสิบกรีดเฉือนร่างใหญ่จนเือาบ ก่อนที่ผืนดินจะพุ่งขึ้นเป็หนามแหลมแทงทะลุปลายเท้า เด็กชายไม่รอช้าพุ่งร่างตัดหัวหมาป่า
จ่าฝูงอย่างเฉียบคม
เมื่อเห็นจ่าฝูงตายแถมหมาป่าตัวอื่นก็ตายไปแล้วหลายตัวแล้วหมาป่าที่เหลืออยู่ 5 ตัว ก็รีบพุ่งหนี
“เท่านี้ก็ได้ตัวที่ 10 แล้ว”
…
ค่ำคืนนั้นเอง
แสงไฟลุกโชนอยู่กลางป่านั่งล้อมด้วยสี่ชีวิต
“.... ใช่แล้วก็นะ….”
“เอ๋! จริงหรอ…. แล้วไงต่อ….”
“แกนี้บ้าจริงๆ5555”
“5555”
เสียงหัวเราะดังระงมกลางป่าใหญ่
สามอัศวินมากความสามารถ และหนึ่งลูกชายไวส์เคาต์นั่งล้อมวงสลับกันเล่าเื่ราวของตนเองอย่างสนิทสนม พวกเขาอยู่ในป่าด้วยกันมาได้ 2 อาทิตย์กว่าแล้ว
“แล้วตอนนั้นคุณมาคัส ทำไงต่อครับ”เคนอสเอ่ยถามอย่างยิ้มแย้ม
“ชั้นก็ตบหนาเ้าบ้านั้น แล้วก็วิ่งหนีหนะสินายน้อย 5555”
“แกโม้แล้วมาคัส”บังก้าเอ่ยสวน
“เดี๋ยวเถอะ ใครโม้กันแค่พูดเกินจริงเท่านั้นเองเฟ้ย”
“ก็เหมือนกันนั้นแหละ 5555”
นี้คือสิ่งที่ฟิลิปหรือหนังสือเล่มไหน ก็ไม่อาจสอนเขาได้ การพิชิตใจลูกน้องและผู้ติดตาม การที่เด็กชายได้พูดคุยกับเหล่าทหารอัศวินั้แ่เล็กจะช่วยส่งเสริมจิตใจให้แก่เด็กชาย และสร้างความเป็ผู้นำที่ดีให้แก่เขา เป้าหมายของการฝึกนี้คือพื้นฐานการอยู่ในป่า การเป็ผู้นำ การเอาชีวิตรอด และที่สำคัญการฆ่า เขาอยากให้เด็กชายเคยชินกับการค่ามากขึ้น การผ่านความเป็ความตายจะทำให้เด็กชายเติบโตขึ้นอย่างก้าวะโ และผ่านมาเพียง 2 อาทิตย์กว่า เด็กชายก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริงไปได้ค่อนหนึ่งแล้วที่เหลือก็เพียงลับสัญชาตญานให้เฉียบคมขึ้นอีกระดับก็เท่านั้น
วันคืนอันยากลำบากในป่าการาน่าเริ่มทำให้เด็กชายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ