หลงเสวียนิตื่นบรรทมด้วยความหงุดหงิดอย่างเช่นทุกวัน หัวคิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเป็ปมแน่น ทว่าในยามนี้เขากลับเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ...
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาไปพักค้างแรมที่ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาถึงสามคืนติด อาการที่เคยปวดศีรษะตุบ ๆ เพราะเสียงกรีดร้องประหลาดนั่นกลับดูเบาบางลงไปอย่างน่าประหลาด แต่เหตุใดพอเขาย้ายกลับมานอนที่ตำหนักหยางซินของตนเอง อาการป่วยน่ารำคาญใจนั่นกลับกำเริบขึ้นมาอีกครั้งกัน!
"ฝ่าา... ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือพะย่ะค่ะ เว่ยลี่เฟยส่งคนมาแจ้งว่าอยากจะขอเข้าเฝ้าพระองค์พะย่ะค่ะ" ขันทีน้อยคนหนึ่งเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ฟุ่บ!
หมอนหนุนปักลวดลายั ลอยละลิ่วไปกระแทกใส่หน้าขันทีผู้นั้นอย่างจังด้วยอารมณ์โทสะของโอรส์
"ข้ายังไม่อยากพบใครทั้งนั้น! ต่อไปหากนางส่งคนมาอีก ก็ไม่ต้องเสนอหน้ามารายงานข้า!" เสียงตวาดลั่นทำเอาข้ารับใช้พากันคุกเข่าตัวสั่นทั้งตำหนัก
อาการปวดศีรษะและได้ยินเสียงประหลาดของเขานั้น เริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนที่ดาวหางสีแดงฉานดวงนั้นปรากฏขึ้นบนฟากฟ้าเมื่อห้าปีก่อน ทั้งยังเป็วันเดียวกันที่เขาประสบอุบัติเหตุตกจากหลังม้าด้วย
นับั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงพูดคุยโวยวายดัง ๆ ทว่าฟังไม่ได้ศัพท์และไม่รู้ความหมายก็ดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเขาเรื่อยมา ทั้ง ๆ ที่รอบข้างในยามนั้นไม่มีใครอยู่เลยสักคน
แรกเริ่มเขาแทบจะสติแตกควบคุมตนเองไม่ได้ ทว่าหลังจากพยายามฝึกฝนจิตใจและควบคุมอารมณ์อย่างหนัก เขาก็สามารถรักษากิริยาท่าทางภายนอกเอาไว้ได้ เพื่อไม่ให้พวกตาแก่ขุนนางในราชสำนัก เอาไปซุบซิบนินทาว่าฮ่องเต้ของพวกเขากำลังกลายเป็ฮ่องเต้สติวิปลาส
ซูกงกงมหาขันทีผู้ชาญฉลาด รีบก้าวเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้แทนขันทีน้อยที่เพิ่งโดนหมอนขว้างไป เนื่องจากเขารับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้มาเนิ่นนานจึงสามารถอดทนต่อแรงกดดันของโอรส์ผู้นี้ได้
ั้แ่ฝ่าาทรงขึ้นครองบัลลังก์มาสิบสามปีเต็ม พระองค์ไม่เคยตื่นสายเลยแม้แต่วันเดียว ทั้งยังทรงออกว่าราชการดูแลทุกข์สุขของราษฎรด้วยความตั้งใจมาโดยตลอด
ทว่า่หลังนับั้แ่ดาวหางแดงปรากฏตัวเมื่อห้าปีก่อน ฮ่องเต้ผู้เคยเงียบสงบ สุขุม และสง่างามเหนือผู้ใด กลับกลายเป็คนที่อารมณ์ฉุนเฉียว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนผู้คนตามอารมณ์ไม่ทันแทน
เห็นทีวันนี้... เหล่าขุนนางในท้องพระโรงคงต้องเตรียมตัววิ่งเอาหัวโขกเสาตายกันแน่ ๆ เพราะวันธรรมดาพระองค์ก็ทรงเข้มงวดกับขุนนางมากอยู่แล้ว ยิ่งวันนี้ฝ่าาทรงกริ้วจัดั้แ่เพิ่งลืมตาตื่น เขาไม่อยากคิดภาพต่อเลย
มหาขันทีลอบพึมพำในใจด้วยความเวทนาปนหวาดเสียวแทนขุนนางด้านนอก
หลังจากเสร็จสิ้นการออกว่าราชการ หลงเสวียนิก็มักจะแวะเวียนมาเข้าเฝ้าไทเฮาในยามสายของทุกวัน
ดังเช่นวันนี้ที่เสิ่นฮองเฮาได้มารอรับเสด็จเขาอยู่ที่ตำหนักฉือหนิงก่อนแล้ว ทว่าเมื่อพูดคุยกันไปได้เพียงสักพัก บทสนทนากลับมีทิศทางที่แปลกไปจากทุกวัน
"่นี้เสิ่นฮองเฮาดูอวบอิ่มและมีชีวิตชีวามากขึ้นนัก ไม่ดูซีดเช่นแต่ก่อน" ไป๋ไท่เฮาเอ่ยชมหญิงสาวตรงหน้า
เสิ่นฮองเฮายิ้มกว้างและหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"ทูลไทเฮา... น่าจะเป็เพราะอักษรมงคล จื่อซุนหม่านถัง [1] ที่องค์หญิงสี่เขียนอวยพรให้หม่อมฉันแน่เลยเพคะ"
"อืม... ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้น"
ส่วนไทเฮาเองนับั้แ่ได้รับอักษรพู่กันจีนตัว โซ่ว [2] ที่องค์หญิงสี่ตั้งใจเขียนมอบให้ จากยามปกติที่มักจะตื่นบรรทมกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง ยามนี้กลับนอนหลับสนิทตลอดคืน ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและมีสง่าราศีบารมีฉายชัด ดังเช่นยามที่เคยควบคุมดูแลวังหลังในอดีตไม่มีผิด
ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกันเสียงดัง จนหลงเสวียนิเริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง
"ภาพเขียนอักษรมงคลนั่น ข้าอยากรู้นักว่าพระวัดใดหรือนักพรตท่านใดปลุกเสกให้กัน จึงได้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากถึงเพียงนั้น" น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยการประชดประชัน
เมื่อห้าปีก่อน เขาลนลานเสาะหาพระอาจารย์หรือหมอผีลัทธิเต๋ามาตั้งมากมายทั่วหล้า ก็ยังไม่เคยมีใครรักษาอาการประหลาดในหัวของตนเองได้เลยสักคน หรือว่ายามนี้จะมีเซียนโอสถกลับชาติมาเกิดอยู่ในวังหลังแห่งนี้แล้วกันแน่
"ไม่ใช่พระหรือนักพรตที่ไหนหรอกฝ่าา... เป็ฝีมือขององค์หญิงสี่ บุตรสาวของจางฉางไจ้ต่างหากเล่า" ไทเฮาเอ่ยไขความกระจ่าง
"ฝ่าา... องค์หญิงสี่มีความสามารถมากจริง ๆ นะเพคะ ทั้งน่ารักน่าเอ็นดูและรู้ความยิ่งนัก" ฮองเฮารีบเอ่ยช่วยสนับสนุนอีกแรง แววตาประกายระยับเมื่อเอ่ยถึงองค์หญิงน้อยผู้นั้น
ทว่าเมื่อทั้งสองคนบอกว่าภาพเขียนอักษรศักดิ์สิทธิ์นั้นมาจากฝีมือขององค์หญิงสี่ หลงเสวียนิกลับนึกแคลนอยู่ในใจ...
บุตรสาวที่เกิดจากสนมไร้ความโปรดปรานในคราวนั้นงั้นหรือ เขาแทบจะนึกเค้าโครงหน้าของพวกนางสองแม่ลูกไม่ออกด้วยซ้ำ หากว่ามีภาพเขียนอักษรที่งดงามขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะเป็แผนการบังหน้าของคนเป็แม่ที่พอมีความรู้ และหวังจะใช้บุตรสาวมาประจบเอาใจไทเฮาเพื่อทวงคืนความโปรดปรานเท่านั้น
"เื่เหลวไหล ไม่มีสิ่งใดให้น่าสนใจพะย่ะค่ะ"
"ฝ่าาลองทอดพระเนตรดูก่อนเถิด นางอายุเพียงห้าขวบกลับมีความสามารถเพียงนี้ นับว่าได้ความปรีชาสามารถมาจากเ้าไม่น้อยทีเดียว" ไทเฮาพยายามยื่นส่งแผ่นกระดาษอักษรโซ่วให้บุตรชายหัวรั้นของตนดู
ทว่าเขากลับทำเพียงปรายตามอง ราวกับไม่เชื่อคำบอกเล่าชื่นชมแม้แต่น้อย
"หากนางมีความสามารถล้นเหลือเช่นนั้นจริง ก็ให้นางคัดพระคัมภีร์มาให้ข้าสักเก้าสิบเก้าจบดีกว่าพะย่ะค่ะเสด็จแม่ ท่านจะได้มีคนช่วยสวดอ้อนวอนขอพรจากพระโพธิสัตว์เพิ่มขึ้นด้วย" หลงเสวียนิเอ่ยคำขาดออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและน่ากลัว
เขาคิดแผนการในใจไว้แล้ว... หากเด็กนั่นไม่สามารถคัดพระคัมภีร์ได้ด้วยตนเอง จะต้องยอมรับสารภาพเสียแต่โดยดีว่าทั้งหมดเป็เพียงละครฉากหนึ่งที่สร้างขึ้นเท่านั้น
หลังจากนั้นเขาจะสั่งเนรเทศพวกนางสองแม่ลูกไปอยู่ที่ตำหนักเย็น และจะไม่มีวันได้โผล่หัวออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันภายนอกอีกเลยตลอดชีวิต!
เด็กอายุเพียงห้าขวบจะสามารถล่อลวงผู้คนให้ลุ่มหลงชื่นชอบได้มากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ราวกับเป็ปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมาไม่มีผิด! พวกนางสตรีฝ่ายในสองคนมองอุบายไม่ออก แต่ฮ่องเต้เช่นเขามองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง!
อีกด้านหนึ่ง ณ อุทยานหลวงของฝ่ายใน
หลงจื่อเหว่ยถือโอกาสนำชุดเครื่องเขียนล้ำค่าที่เพิ่งได้มาใหม่เอี่ยมออกมาใช้งานในทันที เมื่อนางได้เห็นทัศนียภาพอันงดงามของสวนกว้างที่มีดอกท้อและดอกเหมยผลิดอกสะพรั่งท่ามกลางเกล็ดหิมะ ก็อดใจไม่ไหวที่จะคัดบทกวี ซ่งเหมย [3] ออกมาเชยชม
ดังนั้นนางจึงรบเร้าขอให้ลวี่เอ๋อร์ช่วยเตรียมเตาอุ่นมือและสวมชุดหนา ๆ ออกมานั่งคัดอักษรกันที่ศาลาด้านนอก โดยที่ไม่รู้เลยว่าในอุทยานแห่งนั้น องค์หญิงใหญ่และองค์หญิงรองกำลังนั่งดื่มชาชมบุปผากันอยู่ก่อนแล้ว
"พี่ลวี่เอ๋อร์ระวังน้ำหมึกของข้าถูกความเย็นนะ เดินตามข้ามาดี ๆ "
หลงจื่อเหว่ยก้าวท่อนขาสั้น ๆ ะโโลดเต้นไปตามทางเดินหินปูลาดอย่างร่าเริงเปี่ยมสุข ใบหน้าขาวเนียนมีสีชมพูระเรื่อยามต้องความเย็นจัดทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกอยากโอบกอดให้แน่น ๆ
"องค์หญิงสี่ระวังหิมะกัดผิวเพคะ ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ หากว่าหกล้มขึ้นมาหม่อมฉันจะอธิบายกับจางฉางไจ้ว่าอย่างไร"
ลวี่เอ๋อร์มือหนึ่งต้องคอยกางร่มกระดาษน้ำมัน อีกมือหนึ่งประคองถือชุดเครื่องเขียนทุลักทุเลไม่น้อย
ทว่าเมื่อได้เห็นแผ่นหลังเล็ก ๆ และแกละน้อยสองข้างที่สั่นไหวไปมาอย่างเริงร่าขององค์หญิงสี่แล้ว นางก็อดที่จะหัวใจพองโตตามไม่ได้ จึงรีบสาวเท้าเดินตามไปให้ทันเด็กน้อยด้านหน้า
"หืม... นั่นมันลูกสาวของฉางไจ้ต้อยต่ำ ที่อยู่เรือนท้ายตำหนักของข้านี่นา!" องค์หญิงรองหลงหย่าฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจิกกัด พลันสายตาตวัดไปเห็นร่างก้อนแป้งสีชมพูขาวเข้าพอดี
เป็เพราะสองแม่ลูกชั้นต่ำคู่นี้แท้ ๆ ที่ทำให้มารดาต้องถูกสั่งลงโทษ ทุกค่ำคืนท่านแม่ไม่สามารถเอนกายฟุบหลับพักผ่อนได้เลยแม้เพียงเคลิ้มเดียว ต่อให้ข้อมือจะเมื่อยล้าและปวดร้าวขนาดไหนก็ต้องฝืนคัดพระคัมภีร์ต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงเกิดความแค้นเคืองบุตรสาวของฉางไจ้ผู้นั้นเข้ากระดูกดำด้วยเช่นกัน
ดีล่ะ... ในเมื่อเ้าเสนอหน้ามาหาข้าถึงที่นี่ หากวันนี้ข้าไม่สั่งสอนเ้าให้รู้สำนึกเสียหน่อย ก็อย่ามาเรียกข้าว่าองค์หญิงรองเลย!
เชิงอรรถ
^ลูกเต็มบ้านหลานเต็มห้อง
^อายุยืน
^สัญญะแห่งความทรหดของดอกเหมยหน้าหนาว