ตอนที่ 182 ไม่น่ารีบจบเลย
ตอนที่ 182 ไม่น่ารีบจบเลย เคล้ง!เพล้ง!เคล้ง! ดาบของพวกเอลฟ์และขวานศึกของผมปะทันไปมาหลังจากที่พวกมันเริ่มโจมตี และบางส่วนของพวกมันก็ลงไปนอนกับพื้นบ้างแล้ว “-บ้าจริงเด็กบ้านี่มันหลบได้หมดเลย”หนึ่งในเอลฟ์รอบตัวของผมพูดออกมาด้วยสีหน้าเจ็บใจ มันก็แน่นอนละ! ถึงจะโดนรุมและแรงไม่ต่างกันมากเพราะฉันใช้เวทย์เสริมกำลังเข้ามาช่วย แต่ในด้านเทคนิคของฉันกับพวกแกมันคนละขั้น หึ! หลังจากที่เริ่มสู้กันได้ไม่นานพวกมันบางส่วนก็โดนมาจัดการไป ส่วนที่เหลืออยู่บ้างก็กำลังทำหน้าเจ็บใจ บ้างก็กำลังหมดใจสู้และกำลังหาโอกาสเพื่อวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำ จากนั้นระหว่างที่ผมกำลังสนุกเพราะได้สู้กับพวกมันโดยได้เปรียบอยู่ฝ่ายเดียว เสียงของเฮสเฟียร์ดังมาจากบนฟ้า “เวทย์ศรลม!” สิ้นเสียงของเธอก็มีลูกศรที่เป็นศรลมคล้ายกับศรของธนูพุ่งลงมาจากฟ้า แบบยังกับเม็ดฝนเวลาฝนตก ฉวบ!ฉวบ!ฉวบ! ศรลมของเฮสเฟียร์แทงร่างกายพวกเอลฟ์รอบตัวของผมไปทีละคนสองคน หว่า~ กำลังสนุกอยู่เลยไม่น่ารีบจบแบบนี้เลย เฮ้อ~ ศรลมของเฮสเฟียร์เพียงเวลาไม่นานก็ฆ่าชีวิตพวกเอลฟ์ไปกว่า 10 คน ทำให้เหลือพวกเอลฟ์ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยืนอยู่… ไม่สิ! ต้องเรียกว่าวิ่งหนีอยู่ดีกว่า เพราะพวกมันที่เหลือกำลังพากันวิ่งตรงไปที่ทางเข้าของถ้ำ โดยระหว่างที่กำลังวิ่งไปก็มีพวกหันมาใช้เวทย์โจมตีใส่เฮสเฟียร์อยู่บ้าง “-เวทย์ศรไฟ”“-เวทย์บอลไฟ” บูม!!! แต่ถึงตอนนี้พวกมันจะโจมตีมาก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรนัก เพราะทางเฮสเฟียร์สามารถป้องกันหรือไม่ก็บินหลบได้ง่ายดาย ถ้าเป็นแบบนี้คงจบแล้วละ ทางด้านหลังของเฮสเฟียร์ตอนนี้กำลังมีศรลมปรากฏออกมาเพิ่มอีก แต่ครั้งนี้มันใหญ่เป็นพิเศษแถมยังมีจำนวนพอดีกับพวกเอลฟ์ที่ยังมีชีวิตอยู่อีก ดวงตาของเธอก็กำลังมองไปยังพวกที่กำลังหนี แล้วแสยะยิ้มออกมาอ่อนๆ หน้าตาแบบนั้นมันเป็นใบหน้าของพวกตัวร้ายชัดๆ ตามจริงตอนนี้ก็อยากเข้าไปหยุดอยู่หรอกแต่อย่าทำดีกว่า เพราะถึงจะฆ่าหรือไม่ฆ่ามันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราอยู่แล้ว จากนั้นศรลมของเฮสเฟียร์ก็พุ่งตรงไปยังเหล่าเอลฟ์ที่กำลังวิ่งหนีด้วยความเร็ว ฉวบ!ฉวบ!ฉวบ! เรียบร้อย! เอลฟ์ทั้งยี่สิบคนที่ผมสู้ด้วยเมื่อครู่เวลานี้โดนจัดการไปจนหมด ไม่เหลือเลยสักคน ที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็คือร่างของพวกมันพร้อมกับกองเลือดสีแดงขนาดใหญ่ที่ไหลออกมา “นายกำลังเล่นอะไรอยู่ พวกอ่อนแอยังเสียเวลาสู้ตั้งนาน”เฮสเฟียร์ที่กำลังลอยลงมาพูดด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ กำลังสนุกอยู่ อยากตอบออกไปอย่างนี้อยู่หรอกแต่ทำไมได้ “ก็กำลังจะจัดการไง” “เหอะ! จัด… ไม่สิ! เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ตอนนี้มาสนใจเรื่องการจัดการกับพวกมันดีกว่าเพราะตามที่ราชินีบอกมาพวกมันมีประมาณ 30 – 40 คน เพราะงั้นพวกมันน่าจะยังอยู่ในถ้ำอีกแน่”ระหว่างพูดเธอก็มองไปทางถ้ำด้านหน้า ยัยราชินีภูตรู้เรื่องยันกระทั่งจำนวนแต่ก็ไม่มาจัดการ คิดบ้าอะไรอยู่? เหมือนกับว่าจะเก็บพวกมันเอาไว้ให้เราจัดการเลยไม่ใช่หรือไงแบบนี้ ชักได้กลิ่นเรื่องยุ่งยากสะแล้วสิ! “จริงสิ!!!”เฮสเฟียร์ทำสีหน้าแบบว่าคิดอะไรออก “มีอะไร?” “เมื่อครู่ได้รับคำสั่งอีกอย่างมาจากองค์ราชินีด้วย ท่านสั่งมาว่าให้นายกับฉันชิงสมบัติที่พวกมันเก็บเอาไว้กลับไปแล้วส่งคืนให้กับประเทศ” สมบัติ! ออ~ เข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว ที่แท้มันก็เป็นแผนของราชินีภูตินี่เอง ถ้าเราเอาสมบัติกลับคืนได้ก็จะสร้างความเชื่อใจให้กับพวกเอลฟ์เพิ่ม เป็นแบบนี้ก็พอเข้าใจเรื่องที่เธอไม่ยอมมาจัดการพวกมันแล้วปล่อยเอาไว้หลายเดือนแล้ว หึ! “ตกลงงั้นก็เข้าไปกันเลย” คุยจบผมกับเฮสเฟียร์ก็เดินตรงเข้าไปในถ้ำทันที ด้านในถ้ำที่พวกเราเดินเข้ามากันตอนนี้พูดตามตรงมันเล่นเอาผมแปลกใจเหมือนกันเพราะตลอดทางเดินต่างก็โดนประดับไปด้วยครกไฟตามผนังทำให้มีแสงสว่างตลอดเวลาเหมือนกับว่าอยู่ด้านนอกเลย ส่วนเรื่องตำแหน่งที่อยู่ของพวกมัน ผมก็สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนหลังจากที่เดินเข้ามา แต่ว่ามันก็มีเรื่องที่ยากจะพูดออกมาตอนนี้ได้เพราะจากที่สัมผัสได้มันมีพวกที่มีพลังเวทย์เพียงชั้นต่ำ หรือแทบไม่มีเลยอยู่ด้านในด้วย ซึ่งก็น่าจะคิดได้ไม่ยากว่าพวกที่พลังน้อยคงเป็นพวกที่โดนจับตัวมาแน่แถมยังถูกขังเอาไว้ร่วมกันอีก “ระวังตัวด้วยเราไม่รู้ว่าพวกมันแอบอยู่ไหนบ้าง”เฮสเฟียร์ด้านหน้าของผมพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่หรอก! ทางนี้รู้ดีเลยละว่าพวกมันอยู่ตรงไหนกันบ้าง เหอะๆ “ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ และฉันคิดว่าพวกเราควรแยกกันดีกว่าเธอคอยอยู่ที่ด้านหน้าทางเข้าเพื่อคอยจัดการพวกมันที่คิดจะหนี ส่วนทางฉันจะเป็นคนเข้าไปจัดการกับพวกมันเอง” “เอ่ะ”เฮสเฟียร์แสดงสีหน้าตกใจหลังอุทาน ไม่ต้องมาตกใจเลย ที่พูดแบบนี้มันก็เพื่อเธอนั่นแหละเพราะถ้าให้ไปเห็นสภาพของพวกภูติที่โดนจับมาเธออาจจะโกรธจนฆ่าพวกมันหมดก็ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีคำสั่งให้ไว้ชีวิตจากราชินีภูติก็ตาม แต่การเอาข้อมูลจากพวกมันก็จำเป็นว่ามันทำงานให้ใคร หรือต้องการอะไรถึงได้ทำแบบนี้ จะปล่อยให้เธอฆ่าพวกมันหมดแบบพวกด้านนอกไม่ได้หรอก หลังจากที่ทำสีหน้าตกใจได้ไม่นานเฮสเฟียร์ก็เริ่มพูดออกมา “ตกลง! เอาแบบนั้นก็ได้” ‘ที่หมอนี่พูดออกมาก็ถูก ถ้าพวกมันหนีไปได้เดี๋ยวมันจะกลายเป็นเรื่องเอาเพราะงั้นการปิดปากพวกมันทั้งหมดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด’ “ถ้างั้นก็เอาตามนี้ก็แล้วกัน ถ้าฉันสามารถจัดการพวกมันได้หมดแล้วจะออกมาบอกก็แล้วกัน ระหว่างนั้นเธอก็รอจัดการพวกมันที่หลุดรอดออกมาได้” “ตามนั้น!” เมื่อสามารถแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัวผมก็แยกจากเธอทันที โดยหลังจากที่แยกตัวผมก็ตรงไปยังจุดที่สามารถสัมผัสพลังของพวกที่ถูกจับมาได้ แล้วถ้าเป็นแบบที่ผมคิดเอาไว้ละก็พวกภูติที่โดนจับมาต้องเป็นผู้หญิงแน่นอน ซึ่งการที่ทหารเอลฟ์จับภูติผู้หญิงมาแบบนี้เรื่องที่พวกมันจะทำกันก็มีเพียงเรื่องเดียว คือเอามาเป็นเครื่องระบายอารมณ์!