สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 132 เหตุใดเจ้าถึงสอนวิชาทั้งสองให้นางด้วย

    รุ่งเช้าวันถัดมา ยูรันตื่นขึ้นมาทำอาหารให้ทุกคนรับประทานตามปกติ


    หลังมื้อเช้าสิ้นสุดลง เขาไม่ได้เตรียมตัวออกเดินทางทันที แต่กลับเรียกสาวใช้ทั้งหมดของตระกูลไป๋กับตระกูลลู่มารวมตัวกัน


    จากนั้นตำราจำนวนมหาศาลก็ถูกนำออกมาวางซ้อนกันบนโต๊ะ


    ตำราทำอาหาร ตำรานวดผ่อนคลาย วิธีแช่เท้าและผสมสมุนไพร การกดจุด การคลายเส้น การดูแลผิวพรรณ สูตรสมุนไพรสำหรับอ่างอาบน้ำ ไปจนถึงตำราเครื่องประทินโฉมชนิดต่าง ๆ


    หนังสือทั้งหมดกองซ้อนกันเป็นชั้นสูงจนแทบบดบังร่างของสาวใช้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง


    “ตำราทั้งหมดนี้แบ่งออกเป็นหลายหมวด”


    ยูรันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง


    “ระยะแรกพวกเจ้าแบ่งหน้าที่กันศึกษาไปก่อน ผู้ใดถนัดทำอาหารก็เริ่มจากอาหาร ผู้ใดมีกำลังมือเหมาะสมก็ฝึกนวด กดจุด และคลายเส้น ส่วนผู้ที่ละเอียดอ่อนก็เรียนเรื่องสมุนไพรกับการดูแลผิว”


    สาวใช้หลายคนเริ่มมีสีหน้าผ่อนคลายลง


    ทว่ายูรันกลับกล่าวต่อ


    “แต่สุดท้ายทุกคนต้องเรียนรู้ให้ครบทุกหมวด เผื่อวันใดมีคนไม่อยู่จะได้ทำหน้าที่แทนกันได้”


    “...”


    ใบหน้าของสาวใช้ทั้งหมดแข็งค้าง


    พวกนางหันไปมองตำราซึ่งกองสูงเป็นภูเขา ก่อนหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากฮูหยินทั้งสอง


    ลู่เหยียนหนิงเห็นสีหน้าใกล้ร้องไห้ของบรรดาสาวใช้ก็เริ่มรู้สึกสงสาร


    “ยูรัน แม่ว่างานที่เจ้ามอบให้พวกนางหนักเกินไปหรือไม่?”


    “ไม่ได้”


    ยูรันปฏิเสธทันที


    “ท่านแม่ลองคิดดู สาวใช้ไม่ได้มีเพียงคนเดียวเสียหน่อย พวกนางสามารถแบ่งหน้าที่และช่วยกันเรียนรู้ได้”


    เขาชี้ไปยังตำราทั้งหมด


    “อีกอย่าง เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย”


    ยูรันหันกลับไปหามารดาทั้งสอง


    “ส่วนพวกท่านก็เพียงเพิ่มเงินให้พวกนางตามทักษะที่เรียนรู้สำเร็จเท่านั้น”


    “ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งทักษะ และยังได้รับความโปรดปรานจากเจ้านาย มีตรงไหนไม่ดีกัน?”


    สาวใช้ทั้งหมดก้มหน้าลงพร้อมกัน


    [คุณชายเจ้าคะ...]


    [แต่ก่อนจะได้รับเงินและความโปรดปราน พวกเราอาจตายเพราะเรียนตำราไม่หมดก่อนนะเจ้าคะ!]


    ยูรันยังคงกล่าวต่อ


    “สุดท้าย แม้ตอนนี้ท่านแม่ทั้งสองจะก้าวเข้าสู่เส้นทางดาราแล้ว จึงไม่สามารถนำเรื่องอายุมาเป็นข้ออ้างว่าต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษได้อีก...”


    “แต่สำหรับข้า พวกท่านเปรียบเสมือนมารดาของข้า ย่อมต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด”


    “หากข้าสามารถแยกร่างได้ ข้าย่อมมาดูแลท่านแม่ทั้งสองด้วยตนเองอยู่แล้ว”


    “น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้ายังทำไม่ได้”


    ไป๋จิ้งเหวินยิ้มอย่างพึงพอใจ


    “จริงอย่างที่ลูกเขยของข้า...”


    นางหยุดเล็กน้อย ก่อนแก้คำเรียก


    “ไม่สิ ลูกชายของข้ากล่าวเอาไว้”


    “รันเอ๋อร์ของข้าช่างรู้จักคิดและกตัญญูจริง ๆ”


    ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วยทันที


    “ใช่แล้ว รันเอ๋อร์หวังดีทั้งต่อพวกเราและต่อตัวพวกเจ้าเอง”


    นางหันไปมองบรรดาสาวใช้


    “อดทนเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยจะเป็นอะไรไป? หลังจากนี้ข้าจะเพิ่มเงินให้ตามจำนวนทักษะที่พวกเจ้าฝึกสำเร็จ”


    สาวใช้ทุกคนอยากกรีดร้องออกมาพร้อมกัน


    [ตำรามากมายขนาดนี้ ถามจริงเถอะ พวกเราต้องใช้เวลากี่ชาติจึงจะเรียนหมด?!]


    ด้านลู่ชิงถานมองมารดาของตนซึ่งเรียกยูรันว่า ‘รันเอ๋อร์’ อย่างสนิทสนม ใบหน้าก็ค่อย ๆ เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย


    [บัดซบ...]


    [ถึงขั้นเรียกว่าลูกชายกับรันเอ๋อร์แล้ว]


    [ในหัวใจท่านแม่ยังเหลือที่ให้ข้าอยู่หรือไม่?]


    นางเดินเข้าไปหาไป๋หลิง ก่อนกระซิบด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง


    “ท่านพี่ไป๋หลิงเจ้าคะ...”


    “ดูเหมือนมารดาของพวกเราจะไม่เห็นพวกเราเป็นบุตรสาวอีกต่อไปแล้วนะเจ้าคะ”


    “ตอนนี้พวกนางเรียกท่านพี่ว่าลูกชาย แถมยังเรียกรันเอ๋อร์อย่างสนิทสนม”


    ลู่ชิงถานถอนหายใจ


    “พวกเราคงถูกเฉดหัวทิ้งแล้วเจ้าค่ะ”


    ไป๋หลิงนิ่งเงียบโดยไม่กล่าวสิ่งใด


    ไม่ใช่ว่านางไม่ต้องการโต้แย้ง แต่เพราะไม่มีถ้อยคำใดเหลือให้โต้แย้งอีกแล้ว


    ดูเหมือนนางคงต้องยอมรับความจริงว่า ตำแหน่งบุตรสาวคนโปรดของมารดาได้ถูกยูรันแย่งชิงไปอย่างสมบูรณ์แล้วจริง ๆ


    หลังจากกำชับบรรดาสาวใช้จนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดกล้าละเลยตำราซึ่งตนมอบให้ ยูรันจึงเตรียมตัวออกเดินทางกลับสำนัก


    ทุกคนมารวมตัวกันบริเวณลานหน้าคฤหาสน์ตระกูลไป๋


    ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินเดินเข้ามาจัดเสื้อผ้าให้ยูรันด้วยตนเอง ก่อนกล่าวกำชับไม่ต่างจากมารดาซึ่งกำลังส่งบุตรชายออกเดินทาง


    “เดินทางระมัดระวังด้วย”


    “หากจัดการเรื่องบนยอดเขาเสร็จแล้ว อย่าลืมกลับมาเยี่ยมพวกแม่บ้าง”


    ยูรันพยักหน้ารับ


    “ข้ารู้แล้ว ท่านแม่ทั้งสองเองก็อย่ามัวแต่จัดการงานจนลืมพักผ่อน”


    “หากสาวใช้คนใดไม่ทำตามตำราที่ข้ามอบให้ พวกท่านส่งชื่อมาให้ข้าได้เลย”


    บรรดาสาวใช้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพากันสะดุ้งพร้อมกัน


    ลู่ชิงถานเดินเข้ามาหา ก่อนจับแขนเสื้อของเขาเอาไว้


    “ท่านพี่ต้องกลับมาเร็ว ๆ นะเจ้าคะ”


    “ข้าต้องกลับมาอยู่แล้ว”


    ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ


    “เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเมื่อใด เพราะหลังจากนี้ข้าต้องเริ่มผลิตสินค้าออกมาขาย งานในอนาคตคงเพิ่มขึ้นอีกมาก”


    เมื่อเห็นสีหน้าของลู่ชิงถานเริ่มหม่นลง ยูรันจึงกล่าวต่อ


    “แต่สุดท้ายข้าก็ต้องพาเจ้ากับท่านแม่ลู่และท่านแม่ไป๋ไปอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว”


    ดวงตาของลู่ชิงถานพลันสว่างขึ้น


    “จริงหรือเจ้าคะ?”


    “จริงสิ”


    ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเรื่องนี้ถูกตัดสินเอาไว้นานแล้ว


    “ส่วนกิจการของทั้งสองตระกูล ภายหลังก็ค่อยจัดตั้งเป็นสาขา แล้วมอบหมายให้คนที่ไว้ใจได้คอยดูแลแทน ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร”


    ลู่ชิงถานพยักหน้ารัว ๆ ก่อนยอมปล่อยแขนเสื้อของเขาอย่างว่าง่าย


    ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินซึ่งยืนฟังอยู่ด้านข้างไม่ได้กล่าวสิ่งใด ทั้งสองเพียงสบตากัน ก่อนรอยยิ้มพึงพอใจจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างปิดไม่มิด


    เห็นได้ชัดว่าพวกนางไม่มีความคิดจะปฏิเสธข้อเสนอของยูรันแม้แต่น้อย


    ยูรันก้มตัวลงก่อนจูบหน้าผากของลู่ชิงถานอย่างแผ่วเบา


    “ตั้งใจฝึกนะ อย่าลืมดูแลท่านแม่ด้วย”


    ลู่ชิงถานนิ่งค้าง ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที นางยกมือขึ้นแตะหน้าผากของตน ก่อนพยักหน้าอย่างเขินอาย


    “เจ้าค่ะ ท่านพี่...”


    ไป๋หลิงซึ่งยืนมองอยู่ไม่ไกลพลันชะงัก เส้นเลือดตรงขมับค่อย ๆ ปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


    ส่วนหนานอวี้กลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจนัก


    [ข้ากินศิษย์น้องไปแล้วตั้งสองคืน ต่อให้เขาจูบหน้าผากชิงถานก็ไม่เห็นมีอะไร...]


    ทว่านางเพิ่งคิดจบ สายตาก็เหลือบไปเห็นสีหน้าของไป๋หลิง


    [บัดซบ!]


    [เส้นเลือดบนขมับศิษย์พี่รองปูดขึ้นมาแล้ว ข้าต้องทำอะไรสักอย่างก่อนนางจะระเบิด!]


    หนานอวี้รีบพุ่งเข้าไปคว้าแขนยูรัน ก่อนแสร้งทำเป็นตำหนิเสียงดัง


    “ศิษย์น้อง เจ้าทำอะไรของเจ้า?!”


    “กลางวันแสก ๆ จะไปจูบนางเช่นนั้นได้อย่างไร!”


    นางไม่เปิดโอกาสให้ยูรันแก้ตัว รีบดึงเขาออกห่างจากลู่ชิงถานทันที


    “พอแล้ว ๆ พวกเราต้องเดินทางอีกไกล รีบกลับสำนักกันได้แล้ว!”


    “แล้วก็ก่อนกลับ เจ้าต้องสอนวิชาเหยียบเวหาให้พวกเราตามที่รับปากเอาไว้ก่อน”


    ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า


    “ได้ เช่นนั้นก็เรียนกันตรงนี้เลย”


    เขาหันไปทางลู่ชิงถานกับมารดาทั้งสอง


    “ในเมื่อจะสอนแล้ว ชิงถานกับท่านแม่ทั้งสองก็เรียนพร้อมกันไปเลย ภายหลังจะได้เดินทางด้วยตนเอง”


    ลู่ชิงถานกับมารดาทั้งสองต่างมีสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที


    ยูรันจึงเริ่มอธิบาย


    “วิชาเหยียบเวหามีวิธีเรียนอยู่สองแบบ”


    “หากพวกท่านคิดเรียนด้วยตนเอง ต้องศึกษาตำราประมาณหนึ่งร้อยเล่ม หลังจากเข้าใจทั้งหมดแล้วจึงเริ่มฝึกปฏิบัติ”


    “หากมีพรสวรรค์มากพอ ใช้เวลาราวหนึ่งร้อยปีก็น่าจะสำเร็จ”


    ทุกคนพลันนิ่งค้าง


    หนานอวี้ถามอย่างไม่อยากเชื่อ


    “วิชาเหยียบเวหาเพียงวิชาเดียว ต้องอ่านตำราถึงหนึ่งร้อยเล่มและฝึกนานหนึ่งร้อยปีเลยหรือ?!”


    “ถูกต้อง”


    ยูรันพยักหน้าอย่างจริงจัง


    “แต่หากข้าเป็นผู้สอนให้ ผู้ที่เข้าใจได้รวดเร็วอาจใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ส่วนคนที่ช้าหน่อยก็น่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสามวัน”


    “แตกต่างกันขนาดนั้นเลยหรือ?!”


    “ข้าเคยสอนมาแล้ว ย่อมรู้ดีที่สุด”


    ยูรันหันไปทางลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน


    “สำหรับท่านแม่ทั้งสองอาจต้องใช้เวลาประมาณเจ็ดวัน เพราะพวกท่านเพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียร และข้าไม่สามารถอยู่คอยดูแลการฝึกด้วยตนเองตลอดเวลา จึงอาจช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย”


    ทุกคนยังคงมีสีหน้าเหม่อลอย


    ตำราหนึ่งร้อยเล่มกับเวลาฝึกหนึ่งร้อยปี กลับถูกย่นเหลือเพียงไม่กี่ชั่วยามหรือไม่กี่วันเมื่อยูรันเป็นผู้สอน


    ความแตกต่างนี้มากเกินกว่าจะเรียกว่าธรรมดาแล้ว


    ขณะที่กำลังจะเริ่มบทเรียน ยูรันก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้


    “จริงสิ ในเมื่อเรียนแล้วก็เรียนวิชาก้าวพริบตาไปพร้อมกันเลยแล้วกัน”


    ทุกคนหันมามองเขาอีกครั้ง


    “ก้าวพริบตา?”


    “ใช่แล้ว เยว่หลีเองก็เรียนวิชาเหยียบเวหากับก้าวพริบตาพร้อมกัน หากแยกสอนทีละวิชาคงเสียเวลาเปล่า”


    ทันทีที่ได้ยินชื่อเซี่ยเยว่หลี สีหน้าของสตรีทุกคนก็เปลี่ยนไป


    หนานอวี้เป็นคนแรกที่ถามเสียงดัง


    “เดี๋ยวก่อน! เหตุใดเจ้าถึงสอนวิชาทั้งสองให้นางด้วย?!”


    ไป๋หลิงขมวดคิ้วตาม


    “นั่นสิ เจ้าสนิทกับนางถึงขั้นถ่ายทอดวิชาให้กันตั้งแต่เมื่อใด?”


    ลู่ชิงถานเองก็รีบขยับเข้ามา


    “ท่านพี่ นอกจากแสดงละครเป็นคนรักกันแล้ว ท่านยังสอนวิชาให้นางเป็นการส่วนตัวด้วยหรือเจ้าคะ?”


    แม้แต่ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินยังหันมามองยูรันด้วยสายตารอคำอธิบาย


    เพียงเอ่ยชื่อเซี่ยเยว่หลีออกมาครั้งเดียว บทเรียนซึ่งกำลังจะเริ่มก็เปลี่ยนเป็นการสอบสวนยูรันในทันที