กู้เลี่ยงรุ่ยนั้นไม่เมาเลยสักนิด จะว่าอย่างไรดีล่ะ ไม่ตนก็เจ้าของร่างนี่แหละที่คอทองแดง กินเท่าไหร่ก็ไม่เมาสักที จึงเดินออกมาทอดน่องตามหาดอกไม้สดๆให้ปันน่า เพราะปันน่าไม่กินอาหารทั่วไป นอกจากน้ำหวานแล้ว ปันน่าไม่กินหรือดื่มอะไรอื่น ทุกๆวันกู้เลี่ยงรุ่ยจะแวะซื้อหรือเก็บดอกไม้มาตุนไว้ให้เสมอในตอนเช้า ปันน่าตื่นมาก็จะได้กินเลย
แต่ด้วยฤดูกาลที่เป็นฤดูหนาวเหน็บ ไม่เว้นแม้แต่รัฐหลู่ แต่หากเทียบกับรัฐฉีแล้ว รัฐหลู่นับว่าอากาศไม่หนาวเท่า ทั้งยังมีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติกว่า กู้เลี่ยงรุ่ยตอนขาเข้าเมืองเห็นว่านอกชานเมืองมีป่าดอกไม้อยู่แห่งหนึ่งที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ตอนนั้นยังจอดให้ปันน่าลงไปเก็บดอกไม้มากินตามใจ ซึ่งปันน่าดูจะถูกใจมากๆตอนที่เห็นปันน่าเก็บดอกไม้ในสวนด้วยรอยยิ้มและหยอกล้อกับผีเสื้อเล็กๆ นางก็ดูเหมือนเด็กสาวทั่วไป ทั้งไร้เดียงสาและอ่อนโยน
กู้เลี่ยงรู่ยหยิบเสื้อคลุมติดมาด้วย แม้จะไม่หนาวเท่ารัฐฉี แต่ก็ยังหนาวอยู่ดี คนที่มาจากเมืองร้อนตับแตกเช่นตนไม่อาจจะทนได้ แม้จะผ่านมาร่วมเดือนกับอากาศหนาว แต่ตนก็ยังไม่ชินเสียที ยังมีบางเวลาที่รู้สึกว่าหนาวจนทนไม่ได้บ้าง ยิ่งในช่วงนี้ที่ตนรู้สึกว่าหนาวกว่าปกติ หิมะตกหนาตาและโปรยปรายลงมาตลอด ตั้งแต่ออกมาจากรัฐฉี หิมะไม่มีวันไหนไม่ตก ยังดีที่นั่งรถม้าจึงไม่ลำบากมากนัก
นอกโรงเตี๊ยมมีแผงลอยขายมันปิ้งอยู่ร้านหนึ่ง ผู้ขายเป็นชายวัยกลางคนที่สวมชุดป่านหยาบๆสีซีด ท่ามกลางหิมะถาโถม ชายคนนั้นก็ยังปิ้งมันในถ่านและเลี้ยงลูกน้อยไปด้วย
กลางคืนอากาศหนาวกว่าช่วงกลางวัน ทั้งหิมะยังโปรยปรายหนักกว่าด้วย เด็กน้อยอายุอานามไม่น่าจะเกินสี่ห้าขวบก็นั่งเรียกลูกค้าอยู่ข้างๆบิดา สองแก้มแดงปลั่งแตกเป็นรอยพล้อยเพราะอากาศหนาว กู้เลี่ยงรุ่ยเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้จึงล้วงเอาตลับน้ำมันดอกไม้อย่างดีที่ฉีอ้ายอันเตรียมไว้ให้ออกมา เรื่องสรรพคุณนั้นไม่ต้องพูดถึง กู้เลี่ยงรุ่ยใช้ทาปากที่แห้งแตกของตนแล้วใช้ดีมาก รับรองว่าถ้าเด็กน้อยได้ใช้แล้วต้องปลื้ม
แต่จะเดินดุ่มๆไปให้ก็ดูแปลกไป ดังนั้นตนจึงทำมีไปเป็นลูกค้า
"เฒ่าแก่ ข้าเอามันเทศเผาสองหัว"กู้เลี่ยงรุ่นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม กลิ่นมันปิ้งหอมอบอวลมากจนน้ำย่อยเริ่มเดิน มีครั้งหนึ่งในอดีตที่ต้องเข้าค่ายลูกเสือก็มีต้องปิ้งมันกินแก้หิว คิดแล้วก็อดคิดถึงชีวิตในอดีตไม่ได้จนเผลอใจลอย
"ได้เลยขอรับคุณชาย ท่านรอสักครู่ข้าจะหยิบให้ท่าน ท่านวางใจ มันเทศของข้าน้อยสด และหวานอร่อยมาก"เฒ่าแก่จับที่คีบมาหยิบมันเทศใส่กระดาษไขแล้วยื่นให้
"นี่ค่ามันเทศ"กู้เลี่ยงรุ่ยหยิบเงินให้ คือสามตำลึงทอง ทำเอาเฒ่าแก่ขายมันเทศไม่กล้ารับ
"คุณชาย นี่มากเกินไปขอรับ"มันเทศปิ้งแค่ไม่กี่อีแปะเท่านั้น ให้มาเยอะเช่นนี้ อย่าว่าแต่มันเทศสองหัว แต่ซื้อได้ทั้งร้านเลย
"ไม่มากหรอก ท่านรับไปเถอะ อ๋อ นี่ด้วย พอดีว่าข้าไม่ค่อยได้ใช้ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เอาไปให้ลูกท่านใช้เสียสิ ใช้ทาแก้ผิวแตกแห้งได้ดีมากนะ"แล้วตอนนั้นเองที่กูก็เลี่ยงรุ่ยเห็นหยดน้ำวาวรื้นขึ้นมาในดวงตาของเฒ่าแก่ขายมันเทศ
"คุณชายท่านช่างเป็นคนดีมีเมตตาเหลือเกิน ขอบน้ำใจคุณชายขอรับ เร็วเข้าลูกพ่อ รีบคำนับขอบคุณคุณชายเร็วเข้า"
"ไม่เป็นไรๆขอให้กิจการเติบโตและรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไป ข้าขอตัวก่อน"
"คุณชายโปรดระมัดระวัง เดินทางปลอดภัย"
กู้เลี่ยงรุ่ยเดินจากมา ยังได้ยินเสียงขอบคุณจากฝ่ายนั้นดังมาอยู่เรื่อยๆในใจก็รู้สึกอิ่มเอิ่มเปี่ยมสุข จึงยกถุงใส่มันเทศขึ้นมาจะกินตอนเล่นก็ต้องผงะเมื่อมีร่างจิ๋ววิ่งออกมาจากความมืดแล้วแย่งถุงมันเทศในมือไปอย่างรวดเร็ว แต่เพราะความมืดและไม่ระวัง ร่างจิ๋วนั้นก็หน้าขม่ำอยู่ด้านหน้า เป็นกู้เลี่ยงรุ่ยเองที่เดินไปดึงตัวขึ้นมาจากพื้น รู้สึกทั้งขันทั้งฉุน
"เจ้าขโมยน้อย เดินระวังหน่อย"จะเป็นขโมยทั้งทียังสะดุด ชีวิตนี้จะทำอะไรกินกัน พอเห็นว่าจะหนี เขาจึงจับตัวไว้ หมายจะอบรมสักหน่อย
"ปล่อยข้านะ!"
"ทำไมข้าต้องปล่อย ข้าจะส่งเจ้าขโมยน้อยอย่างเจ้าส่งศาล ข้อหาขโมยมันเทศซึ่งๆหน้า คอยดูเถอะเจ้าติดคุกจนหัวโตแน่ ฮ่าๆ"ปกติกู้เลี่ยงรุ่ยไม่ถนัดข่มขู่คน ทั้งยังไม่มีกิริยาที่จะสามารถทำให้คนอื่นรู้สึกเกรงได้ แต่พออยู่กับฉีอ๋องก็จดจำการแสดงใบหน้าและลอกคำพูดมาบางส่วน เหมือนแค่ไหนก็คิดเอาว่าเจ้าจิ๋วหน้าซีดแล้ว
"ท่าน ปล่อยนะ! ข้ายังทำไม่สำเร็จท่านปล่อยข้าไปเถอะ!"
"ข้าปล่อยก็ได้ แต่เจ้าตอบมาก่อนว่าทำไมถึงกล้าทำตัวเป็นเจ้าขโมยจิ๋ว นี่คงเป็นครั้งแรกกระมั่ง เพราะดูเงอะงะไปหมด"ดูจากท่าทางแล้ว เด็กนี่น่าจะอ่อนกว่าอาจื่อ ตัวก็นิดเดียว เสื้อผ้ามอมแมม ใบหน้าซีดตอบ ใครเห็นก็อดเวทนาไม่ได้ ดูก่อนเถอะ ข้อมือเจ้าเด็กนี่เล็กมากเลย
"ข้าแค่หิวเท่านั้น!"นอกจะริอาจเป็นขโมยน้อย ยังริอาจโกหกอีก เด็กนี่นี้จริงๆเลย ยังงี้ต้องทำให้เข็ดหลาบจะได้ไม่กล้าทำอีก
"ก็ได้ งั้นเจ้าไปอยู่ในคุกก็ไม่หิวแล้ว มานี่เลย ข้าจะส่งเจ้าเข้าคุก"
"อย่านะๆข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว.."อย่างไรเด็กก็คือเด็ก พอเห็นว่ากูก็เลี่ยงรุ่ยหน้าตาจริงจังขึ้นมาก็กลัว
"ผิดไปแล้วนะใช่ ขอโทษเเล้วก็ดี แต่ในอนาคตเจ้าอาจจะทำอีก เพราะฉะนั้นสัญญามาว่าจะไม่ทำอีก สัญญาแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป"
"ข้า...ข้าสัญญาไม่ได้หรอก"
"เพราะอะไร?"กู้เลี่ยงรุ่ยก้มลงมองเด็กน้อยที่ตอบมาอย่างนั้น อันที่จริงจะโกหกก็ได้แต่เด็กนี้ไม่ทำ ทั้งยังตอบมาอย่างสัตย์จริง
"หิว...เมื่อหิวแล้วไม่มีเงินก็ต้องขโมยอีก"
"พ่อแม่เจ้าเล่า พี่น้องล่ะ เหตุใดเจ้าจึงลำบากอยู่ตัวคนเดียว"พูดมาถึงตรงนี้แล้วใบหน้าของเด็กน้อยก็ซึมลงเหมือนจะร้องไห้ ในชั่วเวลานั้นที่เงยหน้าขึ้นมาพร้อมดวงตาฉุ่มฉ่ำ กู้เลี่ยงรุ่ยใจอ่อนยวบ นิสัยขี้สงสารกลับมาอีกครั้ง ยิ่งได้ยินคำตอบตัวก็ขาอ่อนโดยอัตโนมัติ
"ข้าเหลือแม่คนเดียว แม่ข้าป่วยหนักมาก...ขะ...ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรขอรับ"แล้วน้ำตาก็หยดเผาะ มือน้อยยกขึ้นเช็ดแล้วปาดออก
"แม่เจ้าป่วยหรือ เป็นอะไร รักษาได้หรือไม่"สามในสี่ของหัวใจอ่อนยวบยาบแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยคีพลุคสุดคลูไม่ไหว เด็กน้อยน่าเวทนาตรงหน้าซ้อนทับภาพตัวเองในอดีตขึ้นมา น้ำเสียงจึงทั้งอ่อนลงและย่อกายให้เสมออีกฝ่ายเพื่อปลอบใจ
"ข้าไม่รู้ขอรับ แต่คนในหมู่บ้านล้วนพากันป่วยตายมาหลายวันแล้ว ข้ากลัว ข้าไม่อยากให้แม่จากข้าไป..."
"คนในหมู่บ้านป่วยด้วยรึ ยังไง อาการเป็นอย่างไร เจ้ามานี่ก่อน มานั่งตรงนี้ มาคุยกับข้าให้เข้าใจ ไม่แน่ข้าอาจจะช่วยแม่เจ้าได้"พูดถึงเรื่องนี้แล้วกู้เลี่ยงรุ่นนับว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง คนเขียนนิยายเรื่องนี้เป็นคนในยุคสมัยปัจจุบัน ต้องเป็นโรคที่เขารู้จักแน่ๆเพียงแต่เขาก็ไม่มั่นใจนัก ก็ไม่ได้เรียนหมอมาไง
เมื่อพามานั่งยังริมทางแล้ว เด็กน้อยก็ปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะเริ่มต้นเล่าอาการของมารดา
"ตอนแรกท่านแม่ท้องเสียขอรับ มีไข้เล็กน้อย และบ่นว่าปวดหัว ก็กินยาและพักผ่อน ท่านแม่เป็นคนแข็งแรงมาตลอดจึงไม่ได้คิดอะไร พอสองวันถัดมา ท่านแม่ก็ไข้สูง กินยาก็ไม่หายและไอตลอดเวลา ข้าเอาเงินไปซื้อยาทั้งหมดมาต้มให้ท่านแม่ แต่ท่านก็ไม่ดีขึ้นเลย ทั้งยังมีคนตายทุกวัน ข้ากลัวมาก คุณชาย ท่านเป็นหมอหรือขอรับ ท่านช่วยท่านแม่ข้าด้วยนะขอรับ"
"ไม่ใช่ ข้าไม่ใช่หรอก ขอถามหน่อยสิว่าที่เจ้าบอกว่าคนในหมู่บ้านป่วยตาย ก็เป็นอาการเช่นนี้หรือ ก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านเจ้า"ในใจก็คิดไปแล้วว่าต้องเป็นไวรัสแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าโรคอะไร แต่จากอาการแล้วทันเข้าข่ายว่าใช่ ไม่งั้นอยู่ดีๆคนที่ร่างกายเเข็งแรงจะป่วยลงได้อย่างไร
"ก่อนหน้านั้นท่านแม่ของข้าไปเป็นคนงานเสริมที่ฟาร์มไก่ป่าขอรับ เป็นฟาร์มไก่ป่าที่มาถึงเมื่อสัปดาห์ก่อน ท่านแม่เคยกลับมาเล่าให้ข้าฟังว่าฟาร์มไก่นั้นมาจากรัฐฉี ทั้งยังมีไก่ตายทุกวัน วันละหลายร้อยตัว เจ้าของจึงต้องรีบขาย คุณชาย หรือจะเกี่ยวกับไก่หรือขอรับ"
ไก่? ไวรัส? ไข้หวัดนกเหรอ?!
ไม่ใช่แค่เกี่ยวธรรมดา แต่นี้แหละสาเหตุเลยล่ะกู้เลี่ยงรุ่ยเผลอเม้มปากย่างกดดัน พลางคิดชีวิตของคนที่นี้ซวยแล้ว มันต้องเป็นไข้หวัดนกแน่ๆ ไก่ป่า? ไก่ป่า พอคิดคำนี้ขึ้นมากกู้เลี่ยงรุ่ยยิ่งตระหนก มิใช่ว่าวันนี้เขาและศิษย์ในสำนักกินไก่ไปตั้งมากมายมิใช่หรือ และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือดูเหมือนไข้หวัดนกจะแพร่กระจายมาสักพักแล้ว แต่ยังไม่มีใครรู้ตัวได้อย่างไร กู้เลี่ยงรุ่ยพยายามนึกถึงความรู้สมัยเรียนเพื่อเค้นหาว่าไข้หวัดนกเป็นอย่างไรบ้าง มีกี่ชนิด อาการและการรักษา คิดแล้วก็ปวดหัวจะระเบิดแล้ว ในใจเต้นกระหน่ำเพราะเข้าใจเเจ่มแจ้งว่าการระบาดของโรคนั้นร้ายแรงแค่ไหน
ชีวิตนี้มันจะเล่นตลกเกินไปแล้ว ชาติที่แล้วก็มีโรคไวรัสระบาด มาที่นี้ก็ยังมีไข้หวัดนกอีก ทั้งยังดูเหมือนจะเลวร้ายกว่าตรงที่คนในนี้ไม่มีความรู้อะไรเลย แล้วจะรับมือเรื่องนี้ยังไง แต่เหนือสิ่งอื่นใด กู้เลี่ยงรุ่ยต้องพิสูจน์ก่อนว่ามันคือไข้หวัดนกมั๊ย แม้จะมั่นใจแล้วแต่ก็ขอให้ไม่ใช่ ขอให้เป็นไข้หวัดหรืออะไรธรรมดาทีเถอะ
"เจ้าขโมยน้อย เจ้ากลับไปโรงเตี๊ยมกับข้าก่อน เช้าแล้วค่อยกลับไปกับข้า ข้าอยากพบนาง"
ในคืนนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยนอนไม่หลับ ความกังวลเรื่องโรคไข้หวัดนกทำเอาไม่อาจข่มตา ในห้องสี่เหลี่ยมนั้นเขาเอาแต่เดินไปเดินมาแล้วกลับไปเขียนต่อที่โต๊ะเพื่อเรียบเรียงและระลึกว่าโรคไข้หวัดนกเป็นอย่างไร และที่สำคัญที่สุดก็คือการรับมือ เขาจะทำอย่างไรให้คนในรัฐนี้เชื่อและเข้าใจ โรคนี้จำเป็นต้องอาศัยหลักการป้องกันที่ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ไม่อาจจะเข้าใกล้คนป่วยได้หรือเรียกว่าต้องย้ายให้อยู่เป็นสัดส่วน และต้องกำจัดสัตว์ปีกทั้งหมดที่ติดเชื้อเพื่อไม่ให้มีเชื้อเล็ดลอดไปได้ ดังนั้นแล้วกู้เลี่ยงรุ่ยจึงต้องค่อยๆคิดและวิเคราะห์ว่าจะเอ่ยเรื่องนี้อย่างไรต่อหลู่อ๋อง ให้เขาเข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้ของรัฐ่าสุ้มเสี่ยงเพียงใด
และไม่ใช่แค่รัฐหลู่ แต่รัฐฉีก็น่ากังวลไม่แพ้กัน เพราะจากที่เด็กน้อยบอก ไก่ป่าพวกนั้นมาจากรัฐฉี แสดงว่าที่รัฐฉีก็ต้องได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน ซ้ำอาจจะร้ายแรงกว่าก็ได้ กู้เลี่ยงรุ่ยกลัวอยู่อย่างเดียวว่าจะไม่มีคนรู้และคิดว่ามันป็นโรคทั่วไปที่มากับความหนาวเย็น เพราะส่วนหนึ่งที่คนรัฐหลู่ไม่สนใจทั้งที่มีชาวบ้านในหมู่บ้านล้มตายไปมากมายเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสภาพอากาศเลวร้าย พอมีคนตายก็คิดแค่ว่าหนาวตาย ทั้งๆที่ไม่ใช่เลยสักนิด