ณ โรงแรมใหญ่กลางกรุงที่เป็เบอร์หนึ่งของประเทศ แขกต้องจองกันข้ามเดือน ข้ามปีเพื่อเข้าพักดารานักร้องแนวหน้า แม้กระทั่งคนสำคัญระดับโลก ถ้ามาไทยต้องมาพักที่นี่เท่านั้น
นอกจากการบริการที่ยอดเยี่ยมวิวที่สวยล้ำ ความปลอดภัยเบอร์หนึ่งแล้ว ยังใช้ชื่อโรงแรมเป็หน้าเป็ตาอวดคนทั้งโลกได้อีกด้วยเพราะไม่ใช่แค่จองก็จะเข้าพักได้ แต่ต้องรวย มีอำนาจ มีชื่อเสียง นามสกุลดังด้วย
ภามม์ขับรถมาจอดทางด้านหลังโรงแรมเพียงแค่รถจอดที่หน้าประตูพนักงานก็รีบวิ่งมาโค้งหัวและช่วยเปิดประตูรถให้
“สวัสดีครับคุณภามม์..”
พนักงานเอ่ยทักทายเ้านาย(น้อย)ของเขาทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาเจอฉัน เขาก็ทำสีหน้าใเล็กน้อยก่อนจะยิ้มทักทายอย่างสุภาพ
“สวัสดีครับคุณหนูปิ่นมุก”
“ค่ะ”
ฉันตอบรับเพียงสั้นๆภามม์เดินนำหน้าฉันไป จังหวะก้าวของเขาช้าลงกว่าปกติเล็กน้อย อย่างกับว่าเขาไม่อยากให้ฉันรีบเร่งเดินหรือกลัวฉันเดินตามไม่ทันเขาทำให้ฉันแอบประทับใจว่าเขาก็มีมุมสุภาพบุรุษเหมือนกัน
“ทำไมไม่เข้าข้างหน้าโรงแรมหรอ”
“เดินไกล”
“ไกลจากอะไร”
“จากลิฟต์ส่วนตัวฉัน”
เขาตอบเพียงสั้นๆพลางพยักหน้าไปทางลิฟต์ที่มีเพียงตัวเดียวในบริเวณนี้หน้าลิฟต์ไม่มีปุ่มให้กดอะไรเลย นอกจากจอทัชแสกนเล็กๆ เขาวางนิ้วโป้งข้างซ้ายทาบบนหน้าจอไม่ถึงสามวินาทีลิฟต์ก็เปิดออกรับเขา
“เวอร์มาก นายใช้ลิฟต์ร่วมกับแขกไม่ได้หรือไง”ฉันแซวด้วยความหมั่นไส้
“ได้ แต่ไม่ชอบ”
“ทำไม? กลัวโดนแม่หม้ายตามหรอ”
“อืม ก็เคยโดนอยู่”
“นายควรจะชอบนะเขาอุตส่าห์มาให้เอาถึงที่”
“ถ้าสวยแล้วนมใหญ่ฉันก็ชอบอยู่”
“แหวะ...”
เพียงอึดใจเดียวที่หยอกเย้ากันลิฟต์ก็หยุดที่ชั้นบนสุด ฉันเริ่มใจเต้นระรัวเพราะตื่นเต้นว่าจะเจออะไรที่มันเวอร์วังฟุ้งเฟ้ออีกแถมยังเป็พื้นที่ส่วนตัวของเขาด้วย
ติ้งงงงง
“ตามสบายนะ”
คำเชิญบอกแขกสนิทอย่างฉันเขาผายมือไปทางโซฟากลางห้องโถงกว้าง ก่อนจะเดินหายไปอีกมุม ฉันย่างก้าวช้าๆพิจารณาบรรยากาศที่แปลกไป ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่ละชิ้นเป็ของนำเข้าราคาเกือบ 10 หลักทั้งนั้น
‘สมกับที่เป็ลูกเ้าของโรงแรมเบอร์หนึ่งของประเทศ’
ชั้นบนสุดของยอดตึกถูกดัดแปลงให้เป็คอนโดของกำแพงห้องถูกทุบสร้างเป็ตู้ปลาพันธุ์หายากจากทั่วโลกหลายร้อยตัวและอีกฟากเป็ทีวีจอั์ฝังผนัง พร้อมชั้นกระจกโชว์แผ่นเกมส์สมัยดึกดำบรรพ์ เลโก้ของสะสมล้ำค่าวางโชว์เป็ระเบียบสวยงาม
นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันมาห้องส่วนตัวของเขาและยังเป็การเข้าห้อง(เพื่อน) ผู้ชายคนแรกแบบสองต่อสองอีกด้วย
‘...เราเป็เพื่อนกันนี่รู้จักกันั้แ่อนุบาลแล้ว จะให้มาคิดอะไรล่ะ’
ภามม์ถอดเสื้อโชว์กล้ามมัดของเขารอยสักเลขโรมันที่บอกถึงวันเกิดที่ต้นคอ มือข้างหนึ่งถือแก้วเปล่าและอีกข้างถือขวดแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง
“โรมาเน มีคนเอามาเซ่นป๊าฉันเลยขอมา”
“หึ ของหายากซะด้วย”
“ชิม..”
เคร้ง
แก้วไวน์ทั้งสองถูกชนกันเบาๆเขายกดื่ม หลับตาพริ้ม เหมือนกำลังดื่มด่ำกับรสชาติที่ล้ำค่าสมราคาของไวน์แก้วนี้
“แรง” ฉันพูดเบาๆ แล้วหยีหน้าแสดงความฝาดที่ปลายลิ้น
“เล่นเกมส์ไหม”
“ปลูกผักหรอ”
“เธอกลับบ้านไปเถอะไปฉันไม่คุยกับเด็กท้ายสวน”
“ล้อเล่นน่าาา เกมอะไร”
“Racing “ เขาชูแผ่นเกมส์รถแข่ง ยุค 90 ในชั้นสะสมให้ดู
“ชนะได้อะไร”
“แล้วแต่”
“7 หลัก” ฉันตอบพลางชูนิ้วโป้งและนิ้วชี้ที่บดบี้กันแสดงความกระหายเงิน
“มากไปครับคุณหนู”
“6 ก็ได้”
“อย่ามาร้องไห้ที่หลังล่ะ”
เขายักคิ้วให้ฉันแล้วส่งจอยไร้สายให้ เมื่อเหล้าแรงเข้าปากไม่ทันหมดแก้ว ความเมากระตุ้นความฮึกเหิมเกมส์ที่แขวนรางวัลด้วยเลข 6 หลัก กำลังท้าทายให้ฉันเืสูบฉีดจนแก้มแดงระเรื่อ
“....Ready Three Two One Let's go!!! ปื้นนนนน”
เสียงเตือนปล่อยตัวของรถแข่งดังสนั่นลั่นห้องจอยไร้สายถูกบังคับปุ่มเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ฉันนำหน้าภามม์ออกมาก่อนเขาไล่ตามมาติดๆ เราเร่งเก็บสกิลเพิ่มความเร็วรถอย่างไม่มีใครยอมใครในรอบแรกฉันชนะเขา รอบที่สองเขาตีเสมอชนะฉัน ส่วนในรอบสุดท้าย..
“...Over!”
“แม่งเอ้ย!!”
ตุ้บ
ฉันโยนจอยเกมลงพื้นด้วยความหงุดหงิดยกไวน์ที่เหลือในแก้วขึ้นดื่มดับอารมณ์
“แพ้อย่าพาลดิวะ” เขายิ้มหยามพลางก้มไปเก็บจอยคืน
“นี่ชวนมาสนุกหรือยิ่งมาปั่นอารมณ์ฉันกันแน่”
“ดูบาร์บี้ไหมล่ะฉันจะเปิดให้”
“ไอ้….”
กรอดดดด
“หึๆ ค่อยสมกับที่เป็เธอหน่อย” ไม่พูดเปล่า เขาจับหัวฉันโยกเล่นไปมา
“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ”
“ในห้องนอนเลยห้องน้ำนอกพึ่งเปลี่ยนกระเบื้องใหม่ ยังเข้าไม่ได้” เขาพูดโดยไม่มองฉันและกดเกมส์แข่งกับระบบต่อ