ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 440 : ฝ่าพายุมิติ

จารึกที่ 440 : ฝ่าพายุมิติ : รอยต่อแดนศักดิ์สิทธิ์ปรากฏ


ความมืดมิดอันไร้ขอบเขตครอบคลุมทุกทิศทาง ทะเลความว่างเปล่ามิใช่สถานที่ที่สิ่งมีชีวิตใดจะดำรงอยู่ได้ มันคือรอยต่อของจักรวาลที่เต็มไปด้วยกระแสปราณบิดเบี้ยว พายุที่ไม่ได้เกิดจากสายลม ทว่าเกิดจากการปะทะกันของเจตจำนงฟ้าดินที่แตกสลาย เศษซากของโลกใบเล็กที่พังทลายล่องลอยเคว้งคว้าง ประหนึ่งสุสานของดวงดาว


ท่ามกลางความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัวนั้น นาวาศิลาขนาดยักษ์กำลังแหวกว่ายผ่านพายุมิติอย่างเงียบเชียบ นาวาหมื่นอักขระที่ถือกำเนิดจากการผสานเจตจำนงของอาเจียและรากฐานของพยนต์เทวะศิลาทมิฬ เปล่งแสงสีเทาประกายทองจางๆ อักขระนับหมื่นที่สลักอยู่ตามกาบเรือ ทำหน้าที่ดึงดูดและสลายกระแสพายุที่พุ่งเข้ามาปะทะ ทำให้ภายในม่านพลังของเรือยังคงความสงบเงียบ


บนดาดฟ้าเรือที่กว้างใหญ่ ศิษย์หัวกะทิของสำนักหมื่นอักขระจำนวนสามพันชีวิต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตามจุดค่ายกลย่อย พวกเขาสวมเกราะสูญญตาสีเทาหม่น ปราณหมึกวิญญาณไหลเวียนประสานกันเพื่อหล่อเลี้ยงแกนพลังงานของเรือ ไม่มีผู้ใดปริปากบ่นหรือแสดงความหวาดกลัว แม้จะรู้ดีว่าภายนอกม่านพลังนั้นคือขุมนรกที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณ


อาเจียยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หัวเรือ ชุดคลุมสีครามพัดพลิ้วไปตามกระแสลมปราณจำลองภายในค่ายกล นัยน์ตาสูญตาทอดมองทะลุความมืดมิดไปเบื้องหน้า ข้างกายเขามีเจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมมิติสูญตา ที่กำลังพ่นใยเส้นเล็กๆ ออกไปในอากาศธาตุ เพื่อตรวจสอบความหนาแน่นของรอยต่อมิติ


"ใกล้ถึงแล้ว..." อาเจียเอ่ยขึ้นแผ่วเบา


ฉินมู่หลางที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก้าวเข้ามาประกบข้างสหาย "พายุมิติเบื้องหน้ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือว่าพวกแดนศักดิ์สิทธิ์จะวางค่ายกลสกัดกั้นเอาไว้?"


"มิใช่ค่ายกลสกัดกั้น ทว่าคือ 'กำแพงเจตจำนง'" อาเจียส่ายหน้า "ทวีปศักดิ์สิทธิ์มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับหมื่นปี กฎเกณฑ์และวิถีเต๋าของยอดฝีมือที่หลงเหลือทับถมกันจนกลายเป็นชั้นบรรยากาศที่กดขี่ผู้บุกรุก หากรากฐานไม่ถึงระดับหลอมความว่างเปล่า เพียงแค่สัมผัสชั้นเจตจำนงนี้ ก็จะถูกบดขยี้จนแหลกสลาย"


เฟิงอวี้หรานเดินเข้ามาร่วมวง เปลวเพลิงในดวงตาของเขาวูบไหวด้วยความตื่นเต้น "ฮ่าฮ่า! แดนศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าลือกันว่าสูงส่งนัก ข้าอยากจะรู้จริงๆ ว่ายอดฝีมือของพวกมันจะแข็งแกร่งกว่าเพลิงอัคคีบรรพกาลของข้าหรือไม่... อาเจีย เราจะมุ่งหน้าไปที่ใด? บุกทะลวงเมืองหลวงของตี้เทียนอู๋เลยดีไหม?"


หลินซิงเสวี่ยถอนหายใจยาว ก่อนจะเขกศีรษะเฟิงอวี้หรานเบาๆ "เจ้ามีสมองไว้กั้นหูหรืออย่างไร? อาเจียบอกแล้วว่าตระกูลเซียนโบราณเป็นเพียงหนึ่งในขั้วอำนาจ หากเราบุกไปเมืองหลวงของพวกมันตรงๆ ด้วยคนเพียงสามพัน ก็ไม่ต่างจากการเอาไข่ไปกระทบหิน"


"ซิงเสวี่ยกล่าวถูกต้อง" อาเจียระบายรอยยิ้ม "การศึกมิใช่เพียงการแลกหมัด ข้าค้นวิญญาณของผู้อาวุโสคุมกฎมาแล้ว ทวีปศักดิ์สิทธิ์กว้างใหญ่กว่าทวีปตะวันออกถึงร้อยเท่า และถูกแบ่งออกเป็นเก้าดินแดนหลัก ตระกูลเซียนโบราณของตี้เทียนอู๋ ปกครอง 'ดินแดนปราณโลหิต' ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปตรงกลาง... แต่สถานที่ที่เรากำลังจะไปเทียบท่า คือ 'ดินแดนไร้พรมแดน' ซึ่งเป็นหน้าด่านที่ตั้งอยู่ริมขอบทวีป"


เย่วปิงอวิ๋นที่กำลังกางแผนที่ดาราอยู่ด้านหลัง เงยหน้าขึ้นถาม "ดินแดนไร้พรมแดน? เหตุใดจึงเลือกที่นั่นเล่า? มันเป็นดินแดนของขั้วอำนาจใด?"


"มันคือดินแดนที่ 'ไม่มีขั้วอำนาจใดปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ'" อาเจียหันกลับมาอธิบาย "ที่นั่นคือแหล่งรวมของนักล่าสมบัติ ผู้ฝึกตนอิสระ สำนักเล็กๆ ที่ถูกขับไล่ และแม้แต่อาชญากรที่หนีคดีจากดินแดนอื่น กฎเกณฑ์ที่นั่นวุ่นวายและเปิดกว้างที่สุด เหมาะแก่การที่เราจะนำนาวาหมื่นอักขระเข้าไปซ่อนเร้น และสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับ 'วิหารเทพอนันตกาล' ขั้วอำนาจที่อยู่เบื้องหลังสวรรค์อย่างแท้จริง"


"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้" เฟิงหลิงเออร์พยักหน้าเข้าใจ "ที่ที่วุ่นวายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการแทรกซึม"


ครืนนนนน!


ทันใดนั้น นาวาศิลาทมิฬก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงเสียดสีกันของกฎเกณฑ์ดังสนั่นหวั่นไหว ประหนึ่งเรือกำลังพุ่งชนภูเขาเหล็กกล้า


"พวกเรากำลังจะทะลวงผ่านกำแพงเจตจำนงแล้ว!" อาเจียตวาดสั่งการ "ทุกคน รักษาสมาธิ! ถ่ายเทปราณเข้าสู่เกราะสูญญตา!"


ศิษย์ทั้งสามพันคนกัดฟันแน่น ปล่อยปราณหมึกวิญญาณให้ไหลเวียนเข้าสู่ค่ายกล อาเจียยกพู่กันนิรันดร์ขึ้นตวัดขีดเขียนอักขระ 'ทะลวง' (破) ขนาดมหึมาทับลงบนใบเรือใยแมงมุม


แสงสีเทาประกายทองระเบิดออก ทะลวงกำแพงเจตจำนงที่มองไม่เห็นเบื้องหน้าประหนึ่งมีดร้อนตัดเนย นาวาหมื่นอักขระพุ่งพรวดพ้นจากทะลความว่างเปล่า ทะยานเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของทวีปศักดิ์สิทธิ์!


เมื่อแสงสว่างสาดส่องเข้ามากระทบดาดฟ้าเรือ ศิษย์ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง


ทัศนียภาพเบื้องหน้ามิใช่ท้องฟ้าสีครามหรือป่าไม้เขียวขจี ทว่ามันคือ 'เกาะลอยฟ้า' นับหมื่นเกาะที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆสีมุก แต่ละเกาะมีสิ่งปลูกสร้างหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปราสาทศิลาโอ่อ่า ไปจนถึงเพิงไม้ซอมซ่อ น้ำตกปราณวิญญาณไหลทะลักจากเกาะหนึ่งสู่อีกเกาะหนึ่ง เชื่อมโยงกันด้วยสะพานโซ่เหล็กที่ยาวเหยียด


ปราณวิญญาณในอากาศหนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำ ทว่ามันกลับเจือปนไปด้วยกลิ่นอายของการต่อสู้ ความโลภ และเจตจำนงที่หลากหลายจนชวนให้สับสน


"นี่คือ... ดินแดนไร้พรมแดน" อาเจียกวาดสายตามองลงไปเบื้องล่าง "สถานที่ที่ความแข็งแกร่งคือกฎหมายเพียงข้อเดียว"


ทว่า การปรากฏตัวของนาวาศิลาขนาดยักษ์ยาวร้อยจั้งที่พุ่งทะลวงฝ่ามิติมาอย่างอุกอาจ ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้คนในดินแดนหน้าด่านแห่งนี้ไปได้


ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!


ทันทีที่นาวาหมื่นอักขระลอยตัวอยู่เหนือทะเลเมฆ ร่างเงานับร้อยสายก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากเกาะลอยฟ้าต่างๆ ล้อมรอบเรือรบของอาเจียไว้ในชั่วอึดใจ


ผู้ที่ลอยตัวอยู่เบื้องหน้า ล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่แต่งกายหลากหลายรูปแบบ บางคนสวมชุดหนังสัตว์ บางคนสวมเกราะขาดรุ่งริ่ง ทว่ากลิ่นอายของพวกเขากลับดุดันและเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน ทุกคนมีระดับพลังตั้งแต่ วิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย ไปจนถึง หลอมความว่างเปล่าขั้นต้น!


"นี่มันเรือของขั้วอำนาจใดกัน! แข็งแกร่งจนสามารถเจาะทะลวงกำแพงเจตจำนงมาได้โดยไม่พึ่งค่ายกลเคลื่อนย้ายเมือง!" ชายตาเดียวผู้มีกลิ่นอายระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นต้น ตะโกนถามด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง มือขวาของเขากำขวานศิลาเล่มโต


"ดูจากลวดลายบนเรือ ไม่ใช่ของตระกูลเซียนโบราณ หรือวิหารเทพอนันตกาลแน่!" หญิงสาวหน้าตาสะสวยทว่าแววตาอำมหิตที่ยืนอยู่ข้างกันเสริม "หรือว่าจะเป็นขั้วอำนาจใหม่ที่หนีตายมาจากทวีปอื่น? หากเป็นเช่นนั้น... เรือลำนี้ก็คือสมบัติล้ำค่า!"


สายตาของเหล่านักล่าสมบัติและผู้ฝึกตนอิสระนับร้อย ทอประกายละโมบอย่างไม่ปิดบัง ในดินแดนไร้พรมแดน ผู้ที่อ่อนแอคือเหยื่อ และเรือรบที่ดูแปลกตานี้ ก็ดูเหมือนก้อนเนื้อชิ้นโตที่เพิ่งตกลงมากลางฝูงหมาป่า


ฉินมู่หลางก้าวออกมายืนข้างอาเจีย มือซ้ายวางบนด้ามกระบี่ "ดูเหมือนว่าพวกเราจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นทีเดียว... ให้ข้าจัดการพวกมดปลวกเหล่านี้เลยหรือไม่?"


เฟิงอวี้หรานหักนิ้วดังกรอบแกรบ "ข้าขอสักครึ่งหนึ่งเถอะ อยากยืดเส้นยืดสายมานานแล้ว"


อาเจียยกมือขึ้นห้ามสหายทั้งสอง รอยยิ้มเย็นเยียบที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นบนใบหน้า "จำไว้มู่หลาง อี้หราน... เรามาที่นี่เพื่อสร้างฐานที่มั่น การฆ่าฟันอย่างไร้จุดหมายมิใช่วิถีของผู้มีปัญญา ในดินแดนที่ความแข็งแกร่งคือกฎหมาย เราก็ต้องแสดงกฎหมายของเราให้พวกเขายอมรับ"


ชายหนุ่มในชุดคลุมสีครามก้าวเดินไปที่หัวเรืออย่างเชื่องช้า เขาไม่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายระดับข้ามผ่านมหายานออกมาข่มขู่ ทว่าความเงียบสงบที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับทำให้เหล่านักล่าสมบัติเริ่มรู้สึกหนาวสั่นในใจโดยไม่ทราบสาเหตุ


"พวกท่านคือผู้ต้อนรับของดินแดนไร้พรมแดนงั้นหรือ?" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วทะเลเมฆ


ชายตาเดียวแค่นเสียงหัวเราะ "ที่นี่ไม่มีผู้ต้อนรับ มีแต่เจ้าหนี้! ไม่ว่าพวกเจ้าจะมาจากไหน การนำเรือรบเข้ามาในน่านฟ้าของพวกข้า จะต้องจ่ายค่าผ่านทาง! ทิ้งสมบัติทั้งหมดและเรือลำนี้ไว้ แล้วไสหัวลงไปเป็นทาสบนเกาะซะ!"


อาเจียส่ายหน้าเบาๆ แววตาแฝงความเวทนา "ข้าเคยได้ยินว่า ดินแดนแดนศักดิ์สิทธิ์คือแหล่งรวมของยอดฝีมือที่แสวงหาวิถีเต๋าอันบริสุทธิ์... แต่ดูเหมือนว่าสุนัขเฝ้าประตูกลับตาบอดและหูหนวกเสียเหลือเกิน"


"เจ้าว่าใครเป็นสุนัข!" ชายตาเดียวโกรธจัด มันง้างขวานศิลา พุ่งทะยานเข้าหาอาเจียด้วยความเร็วที่ตัดอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว ปราณระดับหลอมความว่างเปล่าบีบอัดจนขวานขยายขนาดขึ้นสิบเท่า หมายจะผ่าหัวเรือให้ขาดสะบั้น!


อาเจียไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบ เขาเพียงตวัดปลายพู่กันนิรันดร์ขึ้นเบาๆ


"จารึกแทรกแซง... สูญญตาคืนสนอง!"


ติ๋ง...


หยดหมึกสีเทากระทบลงบนคมขวานขนาดยักษ์ ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ขวานศิลาที่แข็งแกร่งดุจเพชรกลับ 'สลาย' กลายเป็นผุยผง กฎเกณฑ์และปราณทำลายล้างทั้งหมดที่ชายตาเดียวรวบรวมมา ถูกความว่างเปล่าสะท้อนกลับเข้าสู่ร่างของมันเอง!


"อ๊ากกกก!"


ชายตาเดียวกรีดร้องอย่างโหยหวน ร่างกายของมันกระเด็นลอยละลิ่วกลับไปกระแทกกับยอดเขาลอยฟ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ จนยอดเขานั้นถล่มทลายลงมา เส้นชีพจรในร่างแหลกเหลว สิ้นสภาพการต่อสู้ในกระบวนท่าเดียว!


ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมน่านฟ้าทันที เหล่านักล่าสมบัตินับร้อยที่เตรียมจะพุ่งเข้ามาปล้นชิง ต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง พวกมันไม่แม้แต่จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณจากชายหนุ่มชุดคราม แต่เขากลับสามารถจัดการยอดฝีมือระดับหลอมความว่างเปล่าได้อย่างง่ายดายราวกับปัดแมลงวัน


"นี่มัน... วิถีเต๋าระดับใดกัน..." หญิงสาวหน้าตาสะสวยเสียงสั่นเครือ ถอยร่นไปหลายก้าว


อาเจียลดพู่กันลง สายตากวาดมองฝูงชนที่กำลังหวาดผวา "ข้าคือ อาเจีย แห่งสำนักหมื่นอักขระ... และตั้งแต่นี้เป็นต้นไป น่านฟ้าและเกาะลอยฟ้าในรัศมีร้อยลี้ของที่นี่ จะตกอยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้า ผู้ใดมีข้อกังขา... ก็ก้าวเข้ามาพิสูจน์วิถีเต๋าของพวกท่านเถิด"


คำประกาศที่ดุดันและเรียบง่าย ได้สลักลงไปในความทรงจำของเหล่านักล่าแห่งดินแดนไร้พรมแดน


ปฐมบทแห่งการบุกเบิกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วยการยึดครองพื้นที่หน้าด่านอย่างอุกอาจและเปิดเผย! สำนักหมื่นอักขระ มิได้มาเพื่อซ่อนตัว แต่มาเพื่อสถาปนาตนเองเป็นขั้วอำนาจใหม่ ที่แม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องหวั่นเกรง!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน