หลานเมิ่งอีไม่วางใจ ยังรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเดินออกไปข้างนอกเธอจึงมองลอดรูเล็ก ๆข้างผนังบ้านเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ดูความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตด้านนอก
วิเศษจริง ๆที่ข้างนอกนั่นไม่ได้มีผีดิบตัวร้ายคอยวิ่งไล่กัดคนสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของหลานเมิ่งอีคือ หญิงชายแปลกหน้าสองสามคนที่สวมใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ในรูปแบบของชาวจีนโบราณ บางคนหาบตะกร้าผลไม้เดินผ่านไปบางคนจูงแพะแล้วเดินผ่านไป
ไม่เพียงแค่ลักษณะการแต่งตัวที่ดูแปลกตาไปจากเดิมแต่วิถีชีวิตของคนที่นี่ก็นับว่าต่างจากโลกที่หลานเมิ่งอีจากมาโดยสิ้นเชิงเมื่อเห็นว่าพวกคนด้านนอกล้วนสวมใส่เสื้อผ้าแบบจีนโบราณกันหมดหลานเมิ่งอีจึงเริ่มฉุกใจคิดว่าตนเองสวมใส่ชุดอะไรอยู่กันแน่?
หลานเมิ่งอีก้มลงมองสำรวจร่างกายตนเองเธอพบว่าตนสวมใส่ชุดฮั่นฝูสีน้ำเงินอ่อน เนื้อผ้าดูหยาบกระด้างและเก่าซีดทั้งมีรอยปะชุนหลายแห่ง มิหนำซ้ำบนเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของเธอยังมีคราบอะไรบางอย่างเปื้อนอยู่
คราบบริเวณนั้นยังเปียกชุ่มอยู่เลยด้วยความสงสัยใคร่รู้ หลานเมิ่งอีจึงก้มหน้าลงและดึงคอเสื้อขึ้นมาสูดดมอย่างเก้ ๆกัง ๆ ประจวบกับก่อนหน้านี้เมิ่งอีเพิ่งเห็นชามข้าวต้มหกอยู่บนพื้นข้างเตียงนอนเธอจึงสันนิษฐานเอาเอง ว่าคราบที่เห็นอยู่นี้ แท้จริงแล้วคือคราบของข้าวต้มชามนั้น
แต่เมื่อไขข้อสงสัยได้แล้วเื่หนึ่งความสงสัยอีกเื่หนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมาในหัวทันที เธอกำลังสงสัยว่า…ข้าวต้มชามนั้นยังอุ่นอยู่เลย แล้วคราบเปื้อนบนอกเสื้อก็ยังเปียกอยู่เลยอย่างนั้นก็หมายความว่า… ในบ้านหลังนี้หลานเมิ่งอีไม่ได้อาศัยอยู่แค่คนเดียวน่ะสิ?
เมื่อแน่ใจแล้วว่าโลกแห่งนี้ไม่ได้มีซอมบี้เหมือนโลกใบเดิมหลานเมิ่งอีก็ไม่จำเป็ต้องหดหัวอยู่ในบ้านอีกต่อไป เธอเปิดประตูช้า ๆเดินออกมารับแสงแดดและสายลมในยามเช้าอย่างรื่นตารื่นใจแต่ทันใดนั้นปลายจมูกของเมิ่งอีก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้อ่อน ๆโชยมาจากผนังบ้านฝั่งซ้าย เธอจึงรีบเดินดุ่ม ๆ ไปหาต้นตอของกลิ่นแล้วก็ได้เจอเข้ากับเพิงไม้เล็ก ๆ ที่สร้างไว้เป็ห้องครัว
ตรงก้อนหินสามก้อนยังมีเศษถ่านไม้ที่ร้อนระอุขึ้นสีแดงฉ่าทิ้งไว้ให้เห็น้าเป็หม้อดินเผาที่ไม่ถึงขั้นเดือดปุด ๆ แต่ก็มีไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาจาง ๆโชคดีที่ในหม้อใบนั้นมีน้ำเยอะมาก ยังไม่ได้ไหม้หม้อไปซะก่อนจึงพอมองออกว่าของในนั้นคือข้าวต้มกับน้ำเปล่า
เห็นอย่างนี้หลานเมิ่งอีก็ชักอยากรู้ซะแล้วสิว่าคนที่ก่อไฟทำข้าวต้มทิ้งไว้คือใครกันแน่
เธออาศัยอยู่ค่ายกักกันมานานสามปีก็จริงแต่เธอก็ไม่ได้สุงสิงกับใครเกินความจำเป็เพราะเธอมองว่าในโลกที่อยู่ในขั้นวิกฤติแบบนั้น ใครหลายคนต่างก็ดิ้นรนเอาตัวรอดต่างก็ดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นดังนั้นการถูกเอาเปรียบจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ
รู้อย่างนี้แล้วเธอจึงไม่คบหากับใครจริง ๆ จัง ๆ ไม่มีคนรัก ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีครอบครัวไม่มีสัตว์เลี้ยง เรียกได้ว่า… ชีวิตของหลานเมิ่งอีในโลกใบนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางคนหมู่มากสักเท่าไหร่
ดังนั้นเมื่อได้ข้ามมิติมาอยู่ในโลกใบใหม่ที่สภาพแวดล้อมไม่ได้บิดเบี้ยวเหมือนกับในโลกใบเดิมแล้วเธอจึงอยากทำความรู้จักกับคนรอบข้างให้มาก ๆ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือการได้ทำความรู้จักกับคนใกล้ตัวอาจจะทำให้การเป็อยู่และการดำเนินชีวิตในโลกใบใหม่นี้ของเธอง่ายดายขึ้นกว่าเดิมก็เป็ได้
“เสี่ยวซินเอ้ยเสี่ยวซิน!แย่แล้วล่ะ ลูกชายของเ้าไปก่อเื่ใหญ่เข้าแล้ว”
ในขณะที่หลานเมิ่งอีกำลังยืนมองหม้อข้าวต้มด้วยสีหน้าเหม่อลอยพลางครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อยจู่ ๆ ก็มีเสียงะโลั่นของใครคนหนึ่งร้องดังมาจากนอกรั้วบ้านตอนแรกเมิ่งอีไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไหร่ เพราะนั่นไม่ใช่ชื่อของเธอสักหน่อยแต่พอเสียงเรียกนั่นดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เมิ่งอีก็ชักจะนึกตงิดใจขึ้นมาว่า…
‘หรือว่า…คุณป้าคนนั้นกำลังพูดกับฉัน?’
หลานเมิ่งอีบ่นงึมงำในลำคออย่างงุนงงแต่ทว่าจังหวะเดียวกันนั้นเ้าตัวก็ดันเหลือบมองไปเห็นเงาหน้าของตนเองในถังน้ำใบเล็กที่วางทิ้งไว้ในครัวยอมรับว่าวินาทีแรกที่เห็นเงาหน้าของตัวเองหลานเมิ่งอีถึงกับต้องเบิกตากว้างและเผลอยกมือขึ้นทาบอก ก่อนจะค่อย ๆยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นมาลูบ ๆ คลำ ๆ ใบหน้าของตัวเองพร้อมกับอุทานออกมาว่า
‘ให้ตายสิ!นี่ฉัน... ข้ามมิติมาอยู่ในร่างของใครกันล่ะเนี่ย’
หลานเมิ่งอีมองสำรวจใบหน้าอย่างละเอียด พบว่าผู้หญิงคนนี้มีดวงตากลมโต ั์ตาสีดำขลับทอแววอ่อนหวานแพขนตาหนางามงอนเ่าั้ ยิ่งเสริมส่งให้ใบหน้าดวงนี้ดูอ่อนหวานมากขึ้นไปอีก
หลานเมิ่งอีใช้ปลายนิ้วมือลูบคลำกลีบปากเล็กจนเผยอขึ้นน้อยๆ จากนั้นก็ลูบปลายนิ้วััลงไปบนสันจมูกเล็กที่ไม่แบนและไม่ได้โด่งจนเกินไปนักผู้หญิงคนนี้แม้ไม่ได้จัดอยู่ในเกณฑ์ผู้หญิงสวยสะพรั่งจนดูสะดุดตาแต่ก็นับว่ามีเสน่ห์ในรูปแบบของตัวเองซุกซ่อนอยู่
ผิวกายของผู้หญิงคนนี้แม้มีรอยฟกช้ำจางๆ แต้มแต่งอยู่ตามเนื้อตัว ทำให้ผิวพรรณบางส่วนดูหมองคล้ำลงไปบ้างแต่เมิ่งอีก็พอมองออก ว่าโดยเนื้อแท้ผู้หญิงคนนี้เป็คนผิวขาวโดยกำเนิด
แต่จะว่าไป…จะด่วนตัดสินว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ผู้หญิงสวยซะทีเดียวก็คงไม่ยุติธรรมนักจะให้ดีก็ควรรอให้อาบน้ำล้างหน้าแต่งตัวซะก่อน ถึงจะบอกได้ว่า…แท้จริงแล้วผู้หญิงคนนี้มีความสวยจัดอยู่ในระดับไหน
“งืม…หรือว่าเสี่ยวซินอะไรนั่น จะเป็ชื่อของเ้าของร่างนี้?”
หลานเมิ่งอีขมวดคิ้วน้อยๆ พลางพ่นเสียงพึมพำในลำคอ ขณะเดียวกันก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า…ถ้าเมิ่งอีทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่นจริง แล้วไหนล่ะ!ความทรงจำของร่างเดิม นี่คงไม่ใช่ว่าทวยเทพไม่ได้ให้ความทรงจำของร่างเดิมมาหรอกนะเพราะถ้าเป็อย่างนั้นชีวิตต่อนี้คงไม่ง่ายเสียแล้วล่ะ
‘ฮะฮือ~อยากจะกรี้ด! ฉันอยากจะกรี้ดดัง ๆ เลยออกมาสักทีสิวะเ้าความทรงจำโง่’
หลานเมิ่งอีหลับตาพริ้มทั้งเม้มปากแน่นเฝ้าสบถด่าในใจอย่างหัวเสีย ขณะเดียวกันก็ใช้สองมือกุมขมับแน่นพยายามเค้นเอาความทรงจำของร่างเดิมให้ผุดขึ้นมาในสมอง
แต่แล้วไม่กี่ชั่วลมหายใจต่อมาร่างเล็ก ๆ ก็พลันสะดุ้งโหยงจนหัวไหล่โยกเมื่อฝ่ามืออุ่น ๆของคนแปลกหน้าดันแตะเข้าที่ต้นแขนของเมิ่งอีในขณะที่เ้าตัวกำลังพยายามเค้นเอาความทรงจำจากร่างเดิม
“เสี่ยวซิน!เ้าเป็อะไรไป เ้าไหวหรือไม่!”
ท่านป้าผู้นั้นที่แต่เดิมยืนะโเรียกอยู่นอกรั้วบ้านตอนนี้ได้เข้ามายืนอยู่ของกายหลานเมิ่งอี หนำซ้ำยังใช้สองฝ่ามือสาก ๆ ค่อย ๆจับประคองร่างเล็กของหลานเมิ่งอีให้สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
ไม่เพียงแววตาของท่านป้าที่ดูอ่อนโยนห่วงใยแต่น้ำเสียงของท่านป้าต่างก็ดูอ่อนโยนห่วงใยไม่แพ้กัน ฉะนั้นท่านป้าคนนี้น่าจะเป็คนที่ดีคนหนึ่ง เมื่อคิดไตร่ตรองได้ดังนี้แล้วหลานเมิ่งอีในร่างของหญิงสาวจีนโบราณจึงเอ่ยตอบรับออกไปว่า
“ข้าไม่ได้เป็อะไรข้าสบายดี ข้าไหวเ้าค่ะ” หลานเมิ่งอีไม่ลืมพูดขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘ข้า’ และไม่ลืมพูดลงท้ายด้วยคำว่า ‘เ้าค่ะ’ เพื่อให้ภาษาพูดของตนเองดูสอดคล้องและดูกลมกลืนกับคนที่นี่ให้ได้มากที่สุด
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว…เฮ้อ... พวกเ้าสองแม่ลูกก็จริง ๆ เลย ชอบทำให้ข้าเป็ห่วงอยู่เรื่อย”แม้ปากของท่านป้าจะเอาแต่พร่ำสบถบ่นแต่กลับไม่อาจทำให้คนฟังรู้สึกขุ่นเคืองใจเลยแม้แต่น้อย แต่ฟังไปฟังมา…หลานเมิ่งอีก็สะดุดเข้ากับคำว่า ‘พวกเ้าสองแม่ลูก’ ได้ยินได้ฟังเช่นนี้หลานเมิ่งอีจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทวนซ้ำคำคำนั้นออกมา
“สะ…สองแม่ลูก?”ขณะเอ่ยสีหน้าอ่อนหวานของเ้าของร่างนี้ก็ดูอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไปเล็กน้อยเมิ่งอีฉุกคิดขึ้นมาในใจว่า…
ั้แ่เกิดมาจนอายุได้สิบแปดปีเธอเคยมีแฟนแค่ครั้งเดียว ซึ่งแฟนคนแรกของเมิ่งอี คือคบหากันตอนอยู่อนุบาลสองคบกันตอนเช้า เลิกกันตอนเลิกเรียน เป็อย่างนี้อยู่เกือบหนึ่งปีเต็มกระทั่งเธอย้ายโรงเรียนก็ไม่ได้เจอกับเด็กผู้ชายคนนั้นอีกเลยแล้วั้แ่นั้นเป็ต้นมาหลานเมิ่งอีก็ไม่เคยคบหากับเพศตรงข้ามอีก
แล้วนี่… อะ… เอ่อ…อยู่ดี ๆ ทวยเทพก็ให้เข้ามาอยู่ในร่างของผู้หญิงที่มีลูกแล้วเนี่ยนะมันออกจะข้ามขั้นเกินไปหรือเปล่าล่ะ
“ก็ใช่น่ะสิลูกชายของเ้าน่ะ เพิ่งจะสามขวบเองแท้ ๆ แต่กลับส่อแววเป็อันธพาลเสียแล้วเ้าเป็มารดาของเขา ก็ควรหัดใส่ใจสั่งสอนเสี่ยวถานให้ได้มากกว่านี้เข้าใจหรือเปล่า”
เสียงของท่านป้าช่วยดึงให้หลานเมิ่งอีหลุดออกจากห้วงภวังค์ได้โดยง่ายคำพูดของท่านป้าไม่เพียงทำให้รู้ว่า ต่อไปนี้ชีวิตของหลานเมิ่งอีไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้วแต่ยังมีลูกชายหนึ่งคนที่ต้องชุบเลี้ยงดูแลและยังได้รู้อีกว่าเสี่ยวถานอะไรนั่นมีวัยเพียงแค่สามขวบเท่านั้นเอง
“เสี่ยวถาน…เด็กที่ชื่อว่าเสี่ยวถานคือลูกชายของข้าหรือเ้าค่ะ”หลานเมิ่งอีถามย้ำด้วยสีหน้าตีมึน แต่กลับโดนอีกฝ่ายหยิกแขนเข้าให้เบา ๆต่อด้วยขับเสียงเบื่อหน่ายระคนทอดถอนใจออกมาว่า…
“เ้าโดนคนเขาทุบตีจนสมองเลอะเลือนไปแล้วหรือไรถึงได้ถามอะไรแปลก ๆ อย่างนั้น แต่ช่างเถอะ!เอาเป็ว่าตอนนี้เ้ารีบไปช่วยเสี่ยวถานเถอะ ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายไปกันใหญ่”
เมื่อได้ยินว่าตนเองถูกทุบตีหลานเมิ่งอีก็ขมวดคิ้วน้อยๆ พลางนึกไปถึงรอยฟกช้ำจาง ๆ บนเนื้อตัวของเ้าของร่างนี้แม้ไม่รู้ว่าถูกผู้ใดทุบตี และยังไม่รู้ว่าเ้าของร่างนี้ถูกทุบตีเพราะอะไรแต่อย่างน้อย ๆ หลานเมิ่งอีก็ได้รู้ถึงที่ไปที่มาของรอยฟกช้ำบนร่างกาย
แม้ตอนนี้หลานเมิ่งอีจะมีคำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวและอยากจะสอบถามท่านป้าตรงหน้ามากเท่าไหร่ ก็คงทำได้แค่ทดไว้ในใจซะก่อนเพราะเวลานี้เื่เดียวที่หลานเมิ่งอีควรจะให้ความสำคัญก่อนเื่อื่นก็คือตามหาตัวเสี่ยวถานให้พบ
“เสี่ยวถานอยู่ที่ใดเ้าคะ”หลานเมิ่งอีเอ่ยถามท่านป้าด้วยสีหน้ากระตือรือร้น
“เสี่ยวถานของเ้าอยู่ที่ร้านขายสุราของตระกูลเซียว”
-_- ??
'เฮ้อ...แล้วร้านขายสุราของตระกูลเซียวมันอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย แต่ช่างเถอะ ลองเดิน ๆไปก่อนน่าจะดีที่สุด ตรงไหนมีคนมุง ตรงไหนมีเสียงดังโวยวายก็น่าจะใช่ตรงนั้นนั่นแหละ’'