บทที่ 17 เผชิญกับการซุ่มโจมตี ต่อสู้กับปีศาจหมาป่าในูเาหยางลู่
"แบะ..."
ในขณะที่สวี่ไท่ผิงกำลังจะเข้าใกล้ตำแหน่งกับดัก เขาพลันได้ยินเสียงร้องของแกะ
"หรือว่าจะจับละมั่งได้จริง ๆ ?"
หัวใจของสวี่ไท่ผิงเต้นระรัวด้วยความยินดี
รสชาติของเนื้อละมั่งย่างนั้นเลอเลิศกว่าเนื้อหมูป่ามากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทานพร้อมกับใบงาจากสวนโอสถของเขา
"ดูเหมือนว่าคืนนี้จะมีโชค"
เขาคิดพลางวิ่งไปยังบริเวณกับดักอย่างรวดเร็ว
...
เมื่อมาถึงกับดัก
ยามที่สวี่ไท่ผิงเห็นว่ากิ่งไม้ที่ปิดทับหายไป เขาก็ยิ่งมั่นใจว่ามีเหยื่อติดกับดัก
"บรู้ว..."
ในขณะที่สวี่ไท่ผิงกำลังจะโน้มตัวลงไปดูว่าเหยื่อในกับดักคือละมั่งหรือไม่ เขาก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำของสัตว์ป่าดังมาจากด้านหลัง
โครม!
ด้วยสัญชาตญาณของร่างกาย สวี่ไท่ผิงะโขึ้นจากจุดเดิม ใช้แรงขาพุ่งข้ามไปยังอีกฝั่งของกับดัก
"กรร!"
ทันทีที่สวี่ไท่ผิงะโไปอีกฝั่ง หมาป่าสีเทาที่มีขนาดเท่ากับเสือโคร่งก็พุ่งเข้ามาในตำแหน่งที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้ ต้นไม้เล็ก ๆ ขนาดเท่าปากชามที่อยู่ข้าง ๆ ถูกมันชนจนหักโค่น
"หมาป่า? หรือว่าจะเป็ปีศาจหมาป่า!"
ขนทั่วร่างของสวี่ไท่ผิงลุกชันยามมองไปที่หมาป่าสีเทาตัวมหึมา
ตอนที่เขาออกไปล่าสัตว์กับท่านปู่เคยเห็นหมาป่ามาแล้วหลายครั้ง ทว่าเมื่อเทียบกับหมาป่าที่อยู่ตรงหน้าแล้ว มันเทียบกันมิได้เลย
"กรร!..."
ในขณะที่สวี่ไท่ผิงกำลังตกตะลึง หมาป่าสีเทาก็ะโพุ่งเข้าหาเขาอีกครั้ง
ชิ้ง!
สวี่ไท่ผิงกลิ้งตัวหลบการโจมตีของหมาป่าสีเทาได้สำเร็จ จากนั้นก็ชักมีดล่าสัตว์ที่เอวออกมา พลางวิ่งหนีไปทางตะวันออกอย่างบ้าคลั่ง
"กรร!"
แม้ว่าบัดนี้ความเร็วของเขาจะเร็วกว่าผู้ใหญ่ทั่วไปมากแล้ว ทว่าก็ยังเทียบกับปีศาจหมาป่าตรงหน้าไม่ได้ เพียงไม่กี่ลมหายใจเขาก็ถูกไล่ตามทัน
ยามนี้สวี่ไท่ผิงตั้งสติได้แล้ว ไม่ได้ตื่นตระหนกที่มีปีศาจหมาป่าไล่ตามอยู่ข้างหลัง เขาวิ่งอย่างคล่องแคล่วไปตามทางคดเคี้ยวในป่า
นี่เป็สิ่งที่ปู่สอนเขาไว้ เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายในป่า ห้ามวิ่งหนีเป็เส้นตรงเด็ดขาด แต่ต้องวิ่งคดเคี้ยวไปมา
โครม!
ในตอนนั้นเอง ปีศาจหมาป่าหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วเกินไป จึงชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนหักโค่นลงมา
สวี่ไท่ผิงชำเลืองเห็นเหตุการณ์นี้ จึงหยุดฝีเท้าแล้วหยิบธนูขึ้นมาเล็งอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้เล็งไปที่หัวของปีศาจหมาป่า แต่เล็งไปที่ปอดของมัน
ฟิ้ว!
ในขณะที่ปีศาจหมาป่าลุกขึ้นยืนอีกครั้ง สวี่ไท่ผิงดึงสายธนูจนสุด แล้วปล่อยลูกธนูออกไป
ฉึก!
ไม่ว่าจะเป็โชคช่วย หรือเพราะสายตาและพละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากการฝึกฝน ลูกธนูนี้จึงพุ่งเข้าที่ตัวปีศาจหมาป่าอย่างแม่นยำ!
"กรร!"
ทว่า สิ่งที่สวี่ไท่ผิงคาดไม่ถึงก็คือ ขนของปีศาจหมาป่านั้นแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ ลูกธนูเพียงทะลุผ่านิัเท่านั้น ไม่เพียงมิได้สร้างาแร้ายแรง แต่กลับกระตุ้นให้ปีศาจหมาป่าคลั่งมากขึ้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น สวี่ไท่ผิงก็ไม่ลังเล รีบคว้าธนูแล้ววิ่งหนีไปทางทิศตะวันออกอย่างสุดกำลัง
แต่คราวนี้ ปีศาจหมาป่าที่คลุ้มคลั่งจนไม่สนใจว่าด้านหน้าจะมีต้นไม้ขวางอยู่ ก็พุ่งชนต้นไม้จนล้มระเนระนาด
ด้วยเหตุนี้ ระยะห่างระหว่างสวี่ไท่ผิงกับปีศาจหมาป่าจึงลดลงอย่างรวดเร็ว
"มาเลย!"
ทว่า ในขณะที่สวี่ไท่ผิงอยู่ห่างจากปีศาจหมาป่าไม่ถึงสามจั้ง ได้มาถึงข้างต้นไม้ใหญ่ที่มีผ้าผูกอยู่ เขาพลันหยุดชะงักฝีเท้า ชักมีดล่าสัตว์ออกจากเอว แล้วหันกลับไปะโใส่ปีศาจหมาป่า แสดงท่าทีพร้อมที่จะต่อสู้จนตัวตาย
"กรร!"
ปีศาจหมาป่าถูกสวี่ไท่ผิงยั่วยุจนโมโห ครั้นเห็นอีกฝ่ายท้าทายเช่นนี้จึงคำรามลั่น พลางกระโจนขึ้น อ้าปากเผยเขี้ยวอันแหลมคม พุ่งเข้าใส่สวี่ไท่ผิงอย่างดุร้าย
โครม!
ชั่วขณะที่ปีศาจหมาป่ากำลังจะงับสวี่ไท่ผิง เขากลับสะบัดคมมีดอย่างกะทันหัน ฟันลงไปที่เถาวัลย์ตรงข้างต้นไม้ใหญ่
ฟึ่บ!
ทันทีที่เถาวัลย์ขาดสะบั้น ไม้แหลมที่เหลาจากท่อนซุงขนาดใหญ่เท่าถังน้ำถูกแขวนไว้ด้วยเถาวัลย์เส้นใหญ่ เหวี่ยงออกมาจากข้างตัวสวี่ไท่ผิง ปะทะเข้ากับปีศาจหมาป่าที่กำลังกระโจนเข้ามา
"บรู้ว!"
เสียงร้องอย่างน่าสังเวชดังขึ้น ไม้แหลมขนาดใหญ่อาศัยแรงเหวี่ยงพุ่งเข้าปักอกปีศาจหมาป่าอย่างจัง
ไม้แหลมอันนี้ เดิมทีสวี่ไท่ผิงเตรียมไว้สำหรับจัดการกับหมูป่า ไม่คิดว่าตอนนี้จะได้ใช้ประโยชน์
"กรร!"
แต่ในไม่ช้าสวี่ไท่ผิงก็พบว่า ิัของปีศาจหมาป่านั้นหนาเกินคาด แม้แต่ไม้แหลมก็มิอาจแทงทะลุได้อย่างสมบูรณ์
"ต้องลองดูแล้ว"
ในวิกฤตเช่นนี้ สวี่ไท่ผิงกำมีดล่าสัตว์ไว้แน่นแล้วะโขึ้น จากนั้นก็ไม่สนใจว่าการโคจรของพลังปราณปั่นป่วนหรือไม่ ระดมพลังปราณทั้งหมดในจุดตันเถียนมารวมกันที่แขนทั้งสองข้าง สุดท้ายก็ฟันลงไปที่าแตรงปอดของปีศาจหมาป่า
เปรี้ยง!
เสียงดังสนั่นดังกึกก้องไปทั่วป่า
การฟันครานี้ที่สวี่ไท่ผิงใช้พลังปราณเข้าเสริม ทำให้ปอดของปีศาจหมาป่าถูกผ่าออก เืสดพุ่งกระจายราวกับหยาดพิรุณ
แคร็ก...
ยังไม่ทันที่สวี่ไท่ผิงจะได้สติ มีดล่าสัตว์ในมือของเขาพลันหักเป็หลายท่อน ในขณะที่แขนทั้งสองข้างก็เริ่มบวมอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็บวมเป่งราวกับขาช้าง
ความเ็ปรุนแรงปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์
"แย่แล้ว พลังปราณเริ่มปั่นป่วน!"
ยามเห็นสถานการณ์เป็เช่นนี้ สวี่ไท่ผิงเริ่มรู้สึกใจหาย รีบนั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกฝน ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ นำพลังปราณที่ปั่นป่วนในแขนทั้งสองข้างกลับเข้าสู่จุดตันเถียน
"เฮือก..."
สักพักหนึ่ง สวี่ไท่ผิงก็สามารถโคจรพลังปราณในร่างกายได้อย่างราบรื่น เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในตอนนี้ เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างที่สุด
เมื่อครู่เขาใจร้อนใช้พลังปราณอย่างวู่วาม เกือบทำให้ควบคุมพลังปราณในร่างกายไม่ได้ ผลที่ตามมาคงเกินกว่าที่จะจินตนาการได้
"ข้าจำได้ว่าในคำอธิบายเกี่ยวกับูเาหยางลู่ ไม่เคยมีหมาป่าปรากฏตัวมาก่อน แล้วเหตุใดถึงมีหมาป่าโผล่มาอย่างกะทันหัน แล้วยังเป็ปีศาจหมาป่าอีกด้วย"
สวี่ไท่ผิงผุดลุกขึ้น ตรงไปหาปีศาจหมาป่าอย่างระมัดระวัง
ยามนี้ปีศาจหมาป่าใกล้จะตายแล้ว ปอดถูกมีดล่าสัตว์ของสวี่ไท่ผิงแทงเป็รู แม้จะมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งเพียงใดก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน
"ใกล้ค่ำแล้ว กลับไปที่บ้านก่อนดีกว่า เื่ปีศาจหมาป่าค่อยกลับไปถามกระจกทองแดงดูทีหลัง ่นี้งดมาล่าสัตว์ที่นี่ชั่วคราว และครั้งนี้ต้องซื้อตำราวรยุทธ์มาให้ได้"
สวี่ไท่ผิงมองดูท้องฟ้าแล้วตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อน
แม้ว่าเรือนไผ่เขียวที่เขาอาศัยอยู่จะทรุดโทรม แต่ตามคำอธิบายในแผ่นหยกแล้ว บริเวณรอบ ๆ เรือนไผ่เขียวจะมีการวางเขตอาคมเอาไว้ สัตว์ร้ายหรือปีศาจทั่วไปไม่สามารถเข้าใกล้ได้ จึงปลอดภัยอย่างมาก
"ประเดี๋ยวก่อน ซากปีศาจหมาป่าตัวนี้น่าจะแลกเป็แต้มสำนักได้นะ? ช่างเถอะ ไม่ว่าจะคุ้มหรือไม่ก็ลากมันกลับไปก่อนแล้วกัน"
สวี่ไท่ผิงที่กำลังจะจากไปพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา จึงหันกลับไปลากซากปีศาจหมาป่าตัวนั้นออกจากป่า
แม้รูปร่างจะยังเป็เด็กหนุ่ม ร่างกายก็ผอมบาง ทว่าตอนนี้เขามีพละกำลังมากมาย การลากปีศาจหมาป่าตัวหนึ่งจึงไม่ใช่ปัญหา
...
หลังจากที่สวี่ไท่ผิงจากไปไม่นาน ร่างคนที่เน่าเปื่อยทั้งตัวก็เดินออกมาจากป่า
"เ้าหมาป่าโง่นี่ เื่เล็กน้อยแค่นี้ก็ทำไม่ได้!"
ยามเห็นรอยเืและไม้แหลมขนาดใหญ่บนพื้น คนผู้นั้นก็สบถออกมาอย่างเดือดดาล
"ตอนนี้แหวกหญ้าให้งูตื่น*[1] เสียแล้ว ดูเหมือนว่าข้าต้องลงมือเอง ถึงจะล่อเขาออกมาจากบ้านได้ ต้องรีบหาวิธีซะแล้ว ฝ่าาเร่งรัดมาหลายครั้ง หากไม่ได้หัวใจกับตับของเด็กหนุ่มนั่นกลับไป ข้าคงต้องกลายเป็กับแกล้มให้ฝ่าาเสียเอง!"
ร่างของคนผู้นั้นกระทืบเท้าพลางบ่นงึมงำ
หากเทพธิดาหลิงเยว่ไม่ได้หลับใหล นางย่อมต้องจำคนผู้นี้ได้แน่
ใช่แล้ว คนผู้นี้ก็คือผีชางที่แอบมองอยู่นอกบ้านในคืนนั้นนั่นเอง
[1] แหวกหญ้าให้งูตื่น เป็สำนวนจีน หมายถึง ทำอะไรบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ จนทำให้เป้าหมายรู้ตัวและระวังตัวมากขึ้น