บทที่ 1: การตื่นรู้ในขุมนรกเดินดิน
ความเ็ป... มันไม่ใช่ความเ็ปจากการถูกกระบี่เซียนเสียบทะลุหัวใจ หรือเปลวเพลิงแห่ง์ที่แผดเผาจิติญญา
แต่มันคือความเ็ปที่น่าสมเพชยิ่งกว่า
ความปวดร้าวแล่นพล่านไปตามข้อต่อกระดูกที่ผุพัง กล้ามเนื้อที่ลีบเล็กสั่นกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ และที่เลวร้ายที่สุดคือความรู้สึกแสบร้อนในกระเพาะอาหารที่บิดมวนราวกับมีกรงเล็บปีศาจตะกุยตะกายอยู่ภายใน
"อึก... แค่กๆ!"
ชายวัยกลางคนบนฟูกเก่าคร่ำครึไอโขลกออกมาอย่างรุนแรง ร่างกายซูบผอมจนเห็นซี่โครงปูนโปนกระตุกเกร็งตามแรงไอ ทุกครั้งที่เขาโก่งตัว ฝุ่นผงจากเพดานไม้ผุๆ ก็ร่วงกราวลงมาใส่ใบหน้าที่ซีดเซียว
ดวงตาที่เคยปิดสนิทเบิกโพลงขึ้น
ในชั่วพริบตานั้น ั์ตาคู่นั้นมิได้ฉายแววตาของชาวนาผู้โง่เขลาและอ่อนแออีกต่อไป แต่มันกลับลุกโชนด้วยประกายอำมหิตสีแดงก่ำ ดั่งเปลวไฟที่พร้อมจะเผาผลาญโลกหล้าให้เป็จุณ
'ที่นี่... ที่ไหน?'
'เทียนิ' อดีตจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายนี้กลับหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยขุนเขาไท่ซาน เขาพยายามโคจรลมปราณทมิฬเพื่อรักษาอาการาเ็ตามสัญชาตญาณ
ว่างเปล่า!
จุดตันเถียนของร่างนี้แห้งผากยิ่งกว่าทะเลทรายพันปี เส้นชีพจรตีบตันและเปราะบางเสียจนน่าใ หากเขาฝืนรวบรวมพลังแม้เพียงเสี้ยวเล็บมด ร่างกายนี้คงะเิเป็เศษเนื้อในทันที
"์... พวกเ้าเล่นตลกอันใดกับข้า!"
เสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาท แต่เป็เสียงแหบพร่าดุจเป็ดชรา
ความทรงจำสายหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับน้ำป่าไหลหลาก กระแทกกระทั้นจนเขาปวดศีรษะแทบะเิ ภาพชีวิตของชายผู้หนึ่งฉายชัดขึ้นมาซ้อนทับ
'หลี่หยาง'... ชายวัย 40 ปี ผู้ล้มเหลว บุรุษผู้เกิดมาในตระกูลชาวนาที่ยากจน ทำงานหนักเยี่ยงทาสแต่กลับมีหนี้สินท่วมหัว ภรรยาที่งดงามต้องมาตากตรำทำงานจนมือหยาบกร้าน ลูกชายวัย 5 ขวบที่ร่างกายแคระแกร็นเพราะขาดสารอาหาร
ความทรงจำสุดท้ายของหลี่หยางคือการแบกกระสอบข้าวสารหนักอึ้งกลางแดดจ้า เพื่อแลกกับเศษเงินไม่กี่อีแปะไปซื้อยาให้ลูก ก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้นและล้มฟุบลงไปท่ามกลางเสียงด่าทอของนายจ้าง
"ข้า... จอมมารผู้ะเืเลื่อนลั่นสามภพ... ต้องมาอยู่ในร่างของขยะเดินดินผู้นี้หรือ?"
เทียนิกัดฟันแน่นจนเืซึมที่ริมฝีปาก ความโกรธแค้นต่อโชคชะตาปะทุขึ้นในอก เขาอยากจะอาละวาด อยากจะทำลายทุกอย่างตรงหน้า แต่แรงจะยกแขนยังแทบไม่มี
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้ไผ่ที่ใกล้จะพังมิพังแหล่
"ท่านพ่อ..."
เสียงเล็กๆ ที่สั่นเครือด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น เทียนิตวัดสายตาไปมองด้วยสัญชาตญาณระวังภัย
เด็กชายตัวน้อย... ผอมโซจนหัวโตกว่าตัว ิัเหลืองซีดดั่งคนเป็โรคดีซ่าน สวมเสื้อผ้าป่านที่มีรอยปะชุนจนแทบมองไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม ยืนเกาะขอบประตูด้วยท่าทีหวาดระแวง
ในมือเล็กๆ ที่สั่นเทานั้นถือชามดินเผาบิ่นๆ ใบหนึ่ง ซึ่งมีควันจางๆ ลอยออกมา
"ท่านพ่อฟื้นแล้ว..." เด็กน้อยพึมพำ น้ำตาคลอเบ้า "ท่านแม่บอกว่า... ถ้าท่านพ่อฟื้น ให้ท่านพ่อดื่มน้ำข้าวนี้ขอรับ"
'น้ำข้าว'... อาหารหมูในสายตาของจอมมาร
เทียนิแค่นเสียงในลำคอ เขาเกลียดชังมนุษย์ เกลียดความอ่อนแอ และเกลียดแววตาที่มองมาอย่างเวทนานั่นที่สุด เขาเตรียมจะตวาดไล่เ้าเด็กเหลือขอนี่ออกไป
"ไสหัวไป!"
คำพูดนั้นจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก แต่ทว่า... ปากของเขากลับขยับไม่ได้
ก้อนเนื้อในอกข้างซ้าย... หัวใจของเ้าหลี่หยาง มันบีบตัวรุนแรงเมื่อเห็นหน้าน้ำตาของเด็กน้อย ความรู้สึกโหยหา ความห่วงใย และความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาปะทะกับจิตมารอันแข็งแกร่ง
นี่คือ 'ตะกอนิญญา' ของเ้าของร่างเดิม!
"เข้ามา..." เทียนิกัดฟันเปลี่ยนคำพูด เสียงที่ออกมาฟังดูแข็งกระด้างและเ็า
เด็กน้อยสะดุ้งเฮือก แต่ก็รวบรวมความกล้าค่อยๆ ย่างเท้าเข้ามา วางชามน้ำข้าวลงข้างฟูกอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับมันคือน้ำทิพย์จาก์
"ท่านพ่ออย่าโกรธเสี่ยวเป่าเลยนะขอรับ... เสี่ยวเป่าไม่ได้แอบกิน... นี่เป็ส่วนของท่านพ่อทั้งหมด"
เด็กน้อยรีบแก้ตัว ทั้งที่ตามองจ้องน้ำข้าวในชามตาเป็มัน ท้องไส้ของเด็กน้อยร้องโครกครากเสียงดังลั่นห้อง
เทียนิมองดูเด็กตรงหน้า แล้วมองลงไปในชาม มันคือน้ำต้มที่ขุ่นคลั่ก มีเมล็ดข้าวแตกหักลอยอยู่เพียงไม่กี่เม็ด ช่างเป็อาหารที่น่าสมเพชเสียจริง
"เ้ากินเสีย" เทียนิเอ่ยปากโดยไม่รู้ตัว
"มะ... ไม่ได้ขอรับ!" เด็กน้อยส่ายหน้าพัลวัน หน้าซีดเผือด "ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อป่วยหนัก ต้องกินข้าว ถ้าท่านพ่อไม่กิน... ท่านพ่อจะตาย... เสี่ยวเป่าไม่อยากให้ท่านพ่อตาย"
คำว่า 'ตาย' กระแทกใจจอมมาร
เขาเคยผ่านความตายมาแล้ว ครั้งหนึ่งเขาเคยหัวเราะเยาะความตาย แต่เมื่อมาอยู่ในร่างมนุษย์ที่หิวโหย ความตายกลับดูน่ากลัวและสกปรกกว่าที่คิด
จังหวะนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ลมหนาวพัดกรูเข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงสาวผู้หนึ่ง
นางมีใบหน้าที่ซูบตอบ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการทำงานหนัก สวมชุดชาวบ้านที่เก่าคร่ำคร่า แต่ดวงตาคู่นั้น... กลับมีความเด็ดเดี่ยวและอ่อนโยนซ่อนอยู่
'ฟางเหนียง' ภรรยาของหลี่หยาง
นางเพิ่งวางฟืนกองโตลงที่หน้าเรือน ทันทีที่เห็นสามีนั่งพิงผนังห้องอยู่ นางก็ทิ้งทุกอย่างแล้วถลันเข้ามาทรุดตัวลงข้างๆ เขา มือที่หยาบกร้านแต่ทว่าอบอุ่นยื่นมาอังที่หน้าผากของเขา
"ท่านพี่! ท่านฟื้นแล้ว..." เสียงของนางสั่นเครือ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม "ข้านึกว่า... ข้านึกว่าท่านจะทิ้งข้ากับลูกไปเสียแล้ว"
ััจากมือของนางส่งกระแสความร้อนวูบวาบผ่านิัเข้าสู่จิติญญาของเทียนิ มันไม่ใช่พลังปราณ แต่มันคือพลังบางอย่างที่เขาไม่รู้จัก... พลังที่ทำให้จิตมารที่กำลังคุ้มคลั่งสงบลงอย่างน่าประหลาด
นางไม่ได้รังเกียจกลิ่นเหงื่อไคล หรือสภาพอันน่าสมเพชของเขา นางกอดแขนลีบๆ ของเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะสลายหายไป
"ข้า... ยังไม่ตาย" เทียนิตอบกลับเสียงเรียบ พยายามดึงมือออกแต่เรี่ยวแรงของหญิงชาวบ้านผู้นี้กลับมากกว่าเขาในตอนนี้เสียอีก
"ดีแล้ว... ดีแล้ว" ฟางเหนียงปาดน้ำตา แล้วหันไปมองลูกชาย "เสี่ยวเป่า พ่อเ้าดื่มน้ำข้าวหรือยัง?"
"ท่านพ่อ... ให้ข้ากิน..." เด็กน้อยตอบเสียงอ่อย
ฟางเหนียงชะงัก หันมามองสามีด้วยสายตาประหลาดใจ ปกติหลี่หยางเป็คนเงียบขรึมและมักจะกินส่วนของตนเงียบๆ เพื่อให้มีแรงทำงาน แต่วันนี้เขากลับเสียสละให้ลูก
"ท่านพี่ ท่านต้องกินนะ" นางยกชามขึ้นมาจ่อที่ปากเขา "ท่านเป็เสาหลักของบ้าน ถ้าท่านล้มไปอีกคน พวกเราจะอยู่กันอย่างไร... กินเถอะนะ ถือว่าข้าขอร้อง"
เทียนิมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่สะท้อนภาพเงาของชายแก่ๆ ที่น่าสมเพช
ในอดีต เขาคือราชัน ผู้คนกราบกรานขอชีวิต แต่บัดนี้... เขาเป็เพียงขอทานที่ต้องให้สตรีและเด็กมาป้อนน้ำข้าวเพื่อต่อลมหายใจ
ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีค้ำคอจนแทบกลืนไม่ลง แต่ความหิวโหยของร่างกายมนุษย์นั้นซื่อตรงยิ่งนัก
เทียนิอ้าปากรับน้ำข้าวคำแรก... รสชาติจืดชืด เจือกลิ่นดินและกลิ่นหม้อไหม้ แต่มันกลับไหลลงสู่กระเพาะและแผ่ซ่านความอบอุ่นไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
"ข้าจะจดจำรสชาตินี้ไว้..." เทียนิปฏิญาณในใจ ั์ตาลึกล้ำทอประกายวาวโรจน์ "รสชาติของความอัปยศนี้ จะเป็เชื้อเพลิงให้ข้าปีนกลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง"
เมื่อกินหมดชาม ฟางเหนียงก็ยิ้มออกมา เป็รอยยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าแต่จริงใจที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น นางหยิบผ้าเช็ดหน้าเก่าๆ มาซับมุมปากให้เขา
"ท่านพักผ่อนเถิด... เื่หนี้สินของเถ้าแก่หวัง ข้าจะลองไปเจรจาผัดผ่อนดูอีกที พรุ่งนี้ข้าจะรับจ้างซักผ้าที่ท้ายหมู่บ้านเพิ่ม คงพอจะได้เศษเงินมาบ้าง"
คำว่า 'หนี้สิน' และ 'เถ้าแก่หวัง' กระตุ้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิมขึ้นมาอีกครั้ง ความโกรธแค้น ความกลัว และความสิ้นหวัง
เทียนิหลับตาลง ข่มกลั้นรังสีอำมหิตไว้ภายใน
"ไม่ต้อง..." เขาเอ่ยเสียงต่ำ "พรุ่งนี้ข้าจะจัดการเอง"
"ท่านพี่ แต่ร่างกายท่าน..."
"ข้าบอกว่าข้าจะจัดการเอง!" เขาเผลอตะคอกออกไปด้วยอำนาจของจอมมาร ทำเอาสองแม่ลูกสะดุ้งเฮือก แต่เทียนิรีบปรับน้ำเสียงลงเมื่อเห็นแววตาตื่นตระหนกของเด็กน้อย "...ข้าหมายถึง... ข้าพอจะดีขึ้นแล้ว เ้าไม่ต้องห่วง"
ฟางเหนียงมองสามีอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตานัก นางรู้สึกว่า 'หลี่หยาง' ในวันนี้ดูแปลกไป บรรยากาศรอบตัวเขาดูน่าเกรงขามและลึกลับอย่างบอกไม่ถูก แต่นางก็ไม่ได้ซักไซ้
นางจัดแจงให้เขานอนลง ห่มผ้าผืนบางๆ ให้ แล้วพาเสี่ยวเป่าออกไปนอนที่มุมห้อง เพื่อให้สามีได้พักผ่อนบนฟูกที่ดีที่สุดเพียงผืนเดียวของบ้าน
ความเงียบเข้าปกคลุมกระท่อมร้างอีกครั้ง
เทียนินอนลืมตาโพลงในความมืด ฟังเสียงลมหายใจแ่เบาของภรรยาและลูกชายมนุษย์ที่เขาเพิ่งได้รับมาโดยไม่เต็มใจ
"หลี่หยาง... เ้ามันคนไม่ได้เื่ ทิ้งภาระไว้ให้ข้าสานต่อ"
เขายกมือข้างขวาขึ้นมา เพ่งมองในความมืด พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อััถึง 'พลังงานธรรมชาติ' รอบตัว แม้ร่างกายนี้จะไร้ค่า แต่จิติญญาระดับราชันมารย่อมรู้วิธีพลิกแพลง
'ในรัศมีร้อยลี้นี้ ปราณธรรมชาติเบาบางยิ่งนัก... แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี'
มุมปากของชายวัย 40 ปี ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นมิใช่รอยยิ้มของชาวนาผู้แสนดี แต่เป็รอยยิ้มของมัจจุราชที่เพิ่งตื่นจากนิทรา
"เถ้าแก่หวังงั้นรึ... ดี... ข้ากำลัง้า 'เหยื่อ' เพื่อระบายความหงุดหงิดพอดี"
คืนแรกในโลกมนุษย์ของจอมมารผ่านพ้นไป พร้อมกับแผนการร้ายกาจที่เริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางเสียงท้องร้องของครอบครัวยากไร้ที่เขาต้องแบกรับไว้บนบ่า