เจ็ดวันผันผ่านเหตุการณ์ยังปรกติสุขและวันนี้ก็คือวันที่หนิงเทียนจะเข้าราชาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว
การรักษาการณ์เป็นไปอย่างดีเยี่ยม ทหารองครักษ์สามหมื่นนายล้อมรอบแท่นสูงพิธีถัดออกมาเป็นขุนนางบุ๋นบู๊ ออกมาอีกล้วนเป็นทหารกล้าสามแสนนายโอบล้อมไว้ป้องกันเหตุร้ายใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น แม้นว่ายอดฝีมือแดนพิภพจะย่างกรายเข้ามายังต้องขบคิดหนักแน่นอนว่าอาจจะลอบเข้ามาได้ แต่หากจะคิดออกไปยากยิ่งกว่ายากไหนเยในที่นี้จะไม่มียอดฝีมือแดนพิภพ
แค่ว่าหนิงเทียนผู้เข้ารับพิธีก็เป็นถึงยอดฝีมือขั้นสูงแล้ว ทั้งยังมีหนิงเฉิงช่างจิ่นกวาง จูเฉิน และอี๋ ห้ายอดฝีมืออยู่ที่นี่ ใครไหนเลยกล้าเข้ามาก็เท่ากับแส่หาความตาย!
งานพิธีเริ่มแล้วเฉิงกงแต่งองค์อย่างกษัตริย์เดินขึ้นสู่แท่นสูงท้องฟ้าคล้ายเป็นใจไร้ซึ่งหมู่เมฆาทมิฬ ดวงอาทิตย์ส่องแสงชัชวาลสกุณากู่ร้องขับขาน ขุนนางพร้อมใจคุกเข่าเคารพ ทหารกู่ร้องด้วยความยินดี
เพียงหนิงเทียนเคารพกราบกรานฟ้าดิน เสียงอื้ออึงบังเกิดบนฟ้าราวกับรับรู้หนิงเทียนทำตามราชประเพณีทั้งสิ้นจนแล้วเสร็จ สวมมงกุฎ (เหมี่ยน)แล้วถือราชลัญจกรชูขึ้นแสดงถึงสัญลักษณ์ ขันทีผู้น้อยรับโองการประกาศ
“บัดนี้เราสักการะฟ้าบูชาสวรรค์เป็นที่โอรสสวรรค์ ใต้หล้านี้จงรับรู้เราผู้เป็นจักรพรรดิขอสถาปนาราชวงศ์หนิงก่อตั้งอาณาจักร เปลี่ยนรัชศกเป็นเจี้ยนหยวน ปกครองแผ่นดินล่างหนานโจวเพื่อประโยชน์สุขของชาวประชา ประกาศให้รู้ทั่วหล้า !”
ขุนนางทั้งหลายร่วมกันคุกเข่าลงคำนับ ทหารย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งพร้อมกล่าวสรรเสริญกึกก้องฟ้า“ขอฝ่าบาทจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น ๆ ปี ต้าหนิงเจริญรุ่งเรืองหมื่นปี”
“ทุกท่านลุกขึ้น”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ขุนนางทั้งปวงลุกขึ้นยืนพร้อมทแกล้วทหาร
โองการแต่งตั้งก็ถูกประกาศต่อทันที“ด้วยอำนาจจากฟ้าเราผู้เป็นจักรพรรดิแต่งตั้งผู้มีคุณความชอบ ดังรายนามต่อไปนี้ตั้งหนิงเฉิงเป็นที่รัชทายาท หนิงหลินเป็นเป่ยอ๋อง หนิงอวี่เป็นตงอ๋องหนิงเจี้ยนเป็นซีอ๋อง หนิงเฟยหลงเป็นหนานอ๋อง หนิงเฟิงเป็นจิ้นกง หนิงเจียวหนิงอันเป็นท่านหญิง จูเฉิน...”
และก็เป็นตามที่ทุกคนคาดไว้หนิงเฉิงเป็นรัชทายาทจริงดังคาด ขุนนางทั้งปวงล้วนมีแผนในใจอ๋องทั้งหลายก็เช่นกันไม่รู้ว่ามีสิ่งใดในใจยามมองไปที่รัชทายาทเกิดสายตาไม่เป็นมิตรอยู่ในที่นี้ใช่ว่าจะไม่มีคนขาด อย่างหนานอ๋องหนิงเฟยหลงก็หาได้เข้าร่วมพิธีวันนี้ไม่ติดเล่นศึกตะวันตก
ประกาศสิ้นสุดขุนนางทั้งหลายล้วนถูกแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ทั้งสิ้นพากันขอบพระทัยแล้วจักรพรรดิหนิงก็เสด็จลงตรวจตรากองทหาร จากนั้นจึงเสด็จเข้าประทับที่พลับพลาผ่อนคลายอิริยาบถ
ในเวลานั้นสารด่วนจากชายแดนเหนือก็มาส่งดูเร่งด่วนไม่น้อยช่างจิ่นกวางรับสารแล้วจึงนำขึ้นให้พระองค์ทอดพระเนตรดวงพระพักตร์พลันหมองคล้ำมืดหม่น ดวงเนตรสั่นไหวเล็กน้อยในระหว่างที่หนิงยุ่งอยู่กับการสถาปนาอาณาจักร เยว่ก็เดินเกมเร็วทำการบางอย่างที่ทำให้ปฐมจักรพรรดิหนิงต้องทรงพระปริวิตก
ช่างจิ่นกวางเห็นท่าไม่ดีจึงเอ่ยถามด้วยความวิตก “เกิดอะไรขึ้นหรือ ?เหตุใดฝ่าบาทจึงดูไม่สบายพระทัยยิ่ง ?”
จักรพรรดิมิได้ตรัสตอบประการใดเพียงแต่ให้เรียกแม่ทัพใหญ่พร้อมด้วยองค์ประชุมการทหารทั้งปวงเข้ามาช่างจิ่นกวางรับพระบัญชาแล้วก็รีบสั่งให้ทหารราชองครักษ์สามคนไปจัดการด้วยหากว่าเป็นขันทีไปจะชักชาเกินควรนอกจากนี้เขายังเพิ่มทหารองครักษ์บริเวณพลับพลาให้มากขึ้น
ไม่นานนัก หนิงเฉิงและจูเฉินก็มาถึงพร้อมคณะขุนนาง เมื่อถวายบังคมแล้วจูเฉินจึงเอ่ยถามขึ้นโดยพลัน“ฝ่าบาทมิทราบว่าเกิดเหตุใดที่ชายแดนหรือพะยะค่ะ ?”
จักรพรรดิไม่ได้ตรัสตอบทันทีพระปัสสาสะมาคราหนึ่งแล้วจึงทอดพระเนตรไปยังขุนนางทั้งปวงจึงตรัสว่า “เยว่เคลื่อนไหวแล้ว”
“เคลื่อนไหว ? ไยพวกกระหม่อมไม่ทราบ ?”สวี่หยางสือกล่าวขึ้นทันควันอย่างตระหนก
“พวกท่านไม่ทราบเรื่องนี้ช่างมันที่สำคัญกว่าคือการเคลื่อนไหวของเยว่นี้สร้างความหวาดหวั่นแก่เรายิ่ง”หนิงเทียนไม่ได้ปิดบังแม้แต่น้อยสีหน้าพลันจริงจังขึ้น“กองทัพเยว่เข้าประชิดเมืองหลวงซ่งแล้ว”
“!!!!!!”เมืองหลวงซ่งไกลจากหนานไฮ่ไปหลายพันลี้ ไหนเลยอยู่ ๆ จะมาปรากฏตัวโดยไม่รู้ได้ข่าวนี้น่าตกใจเกินไป
“ฝ่าบาทอาจเป็นได้ว่าข่าวนี้ไม่ถูกต้องหากเป็นดังว่าสมควรที่เราจะรู้ยามเยว่เคลื่อนทัพอยู่บ้าง” จูเฉินกล่าวขุนนางทั้งปวงต่างพากันเห็นด้วย ทว่าจักรพรรดิทรงส่ายพระพักตร์ ตรัสว่า“ข่าวนี้สมควรเป็นจริงแน่แท้ อันที่จริงเหตุนี้เกิดขึ้นราวสิบวันก่อนหลังกองทัพใหญ่ตีนครเหอผิงได้ วันนี้พึ่งมาถึงต้องผ่านการลอบสังหารไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งสารลับนี้จึงมาถึงได้”
ผู้คนในพลับพลาต่างมีความคิดหนักอึ้ง สีหน้าไม่ดีนัก
“ต่อให้เมืองซ่งเล็กแล้วอย่างไร ? แต่การที่ทหารมากมายเคลื่อนพลโดยไม่ให้รับรู้น่ากลัวเกินไปไม่รู้ว่าเป็นฝีมือกองทัพใดของเยว่ ? หากเปลี่ยนมาโจมตีหนิงแทนเล่า ?แม้จะมีทหารสามแสนอยู่แต่หากจู่โจมสายฟ้าแลบก็ยากจะต้านทานได้แต่เหตุใดถึงละทิ้งหนิงไปตีซ่งแทน เรื่องนี้พิกลเกินไป”
จูเฉินกล่าวขึ้นยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นอีก
“เรื่องนี้ลูกจะให้หน่วยเฟิงไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้อีกไม่นานคงได้รับข้อมูลเท็จจริงกลับมาขอฝ่าบาททรงวางพระทัยได้” รัชทายาทที่เงียบอยู่นานตรัสขึ้นแล้ว
“ใช่แล้วเรื่องนี้ดูไม่สอดคล้องกันอยู่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดแต่ก็ไม่ควรละเลย กระหม่อมขอเคลื่อนพลไปประจำการที่ชายแดนเหนือตั้งแต่วันพรุ่งนี้ด้วยพะยะค่ะ”สวี่หยางสือขันอาสา จักรพรรดิทรงชมชอบในความกล้าหาญนี้นักจึงอนุมัติไปทว่าการประชุมยังไม่จบ ต้องเร่งหาแผนการรับมือเหตุร้ายที่อาจตามมาได้
แน่นอนว่านอกจากหนิงที่ได้รับข่าวแล้ว ฉู่ และอู๋เองก็เช่นกัน ทว่าไม่มีใครจะยอมเชื่อด้วยยากจะเชื่อได้จึงสั่งให้ตรวจสอบอย่างที่หนิงทำแต่นั้นก็ไม่ได้หมายถึงไม่ระวัง ทหารฉู่สองแสนจากเฉิงถึง และไช่เข้าประจำชายแดนฉู่ซ่งแล้วจักรพรรดิอู๋ก็ทรงมีราชโองการให้จอมทัพเหอเคลื่อนพลหนึ่งแสนไปเฝ้าชายแดน
...
ตะวันตกเส้นทางหุบเขา หลังจากที่หนิงเฟยหลงรอมาหลายวันในที่สุดฉู่ก็เคลื่อนไหวหาใช่รุกคืบเข้ามาไม่ แต่ถอยกลับอาณาจักรไปหนิงเฟยหลงที่ยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นก็นึกว่าฉู่คิดใช้แผนแสร้งว่าถอยเมื่อประสบช่องจึงเข้าตีจึงรออยู่จนทัพฉู๋พ้นแดนตนจึงเคลื่อนทัพจากต้นแม่น้ำหวงใช้เส้นทางหุบเขาลัดเลาะไปหนานไฮ่ส่วนหนึ่งก็ให้ยกไปทางหลักทัพนั้นนำโดยจิ่นอ๋องพร้อมทหารห้าหมื่นนายเป็นตัวล่อ
อย่างไรเสียเยว่เองก็คงไม่รู้ถึงการมีอยู่ของกองทัพโลหิตทมิฬตลอดการเดินทัพจึงราบรื่นยิ่งโดยที่หนิงเฟยหลงไม่ล่วงรู้เลยว่าจักรพรรดิเยว่หาเป็นกังวลการศึกด้านนี้ไม่ต่อให้หนานไฮ่ถูกยึดไปพระองค์ก็ทรงไม่สนพระทัยอยู่ดี
ใช้เวลาห้าวันการเดินทัพจึงสิ้นสุดพวกมาบรรจบกันที่เมืองหนานไฮ่แล้วอันที่จริงกองทัพจิ่นสมควรมาถึงก่อนแต่ชะลอทัพไว้นัดหมายมาถึงพร้อมกันเมื่อมาถึงก็ไม่ได้จู่โจมทันทีแต่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวหนึ่งวัน ทัพโลหิตทมิฬยังไม่ได้ประกอบหน้าไม้ทลายแก่นแท้คืนเนื่องจากการเดินทางหุบเขาลำบากจึงต้องแยกชิ้นส่วนแล้วค่อยมาประกอบใหม่
วันรุ่งขึ้นการเตรียมการทุกอย่างเสร็จสรรพจึงมีคำสั่งให้โจมตีทันทีหน้าไม้ทลายแก่นแท้ระดมยิงเข้าไปผู้ที่สามารถป้องกำแพงเมืองได้ในเวลานี้เห็นจะมีอยู่ผู้เดียวเขาคือผู้นำตระกูลเหริน เหรินจูหง !
ส่วนคนที่เหลือนั้นได้ลอบติดตามจักรพรรดิออกจากเมืองไปนานเสียแล้ว ทหารภายในเมืองมีร่วมแสนทว่าเป็นการปนเประหว่างใหม่และเก่าจึงมีประสิทธิภาพไม่มากนักการโจมตีกินเวลาต่อเนื่องเจ็ดวันข่าวสารจากอาณาจักรซ่งมาถึงแล้วหนิงเฟยหลงรับรู้และตั้งใจจะรีบจบศึกนี้โดยเร็ว
เหรินจูหงเห็นเกินกำลังจะสกัดกั้นลูกศรจากหน้าไม้ทลายแก่นแท้แล้ว แม้ว่าจะยืมพลังฟ้าดินมาใช้ได้แล้วอย่างไรใช่ว่าร่างกายจะรับไหวเสียหน่อย
เหรินจูหงตัดสินใจในวันนี้สั่งที่เหลือในเมืองหลายหมื่นนายบุกฝ่าออกไปคนละทิศทางเขาเองก็พาครอบครัวฝ่าหนีออกไปเช่นกันมุ่งสู่อาณาจักรซ่ง
หนิงเฟยหลงไหนเลยไม่ล่วงรู้เขาคาดเดาไว้อยู่แล้ว และคาดเดาได้ว่าเหรินจูหงจะออกจากเมืองทิศทางใดแน่นอนว่าเหรินจูหงเป็นคนฉลาดย่อมรู้ว่า ประตูตะวันออกและเหนือไม่ควรไปอย่างยิ่งข่าวการศึกที่ซ่งสมควรมาถึงที่นี่แล้วเขาจึงมุ่งตะวันตกอ้อมขึ้นเทือกเขาซุ้ยซานแทน
ทว่าเขาคาดเดาปัญญาชายหนุ่มผิดไป เมื่อออกมาจากเมืองได้ห้าลี้เสียงประทัดดังทหารก็กรูออกมาจากสองข้างทางโอบล้อมพวกมันไว้เหรินจูหงจ้องด้วยสายตาเย็นชายิ้มเยาะแม้ว่าจะมีการดักซุ่มที่นี่จริงอย่างไรเสียเขาก็เป็นยอดฝีมือแดนพิภพทหารเลวพวกนี้หาได้คณามือไม่
“องครักษ์ที่ติดตามมาด้วยทั้งห้าสิบล้วนเป็นผู้มีฝีมือทั้งสิ้นอยู่ขอบเขตแดนพลังกันหมดแล้วแม้แต่แก่นแท้พลังขั้นเก้าก็ยังมีไม่รู้ว่าตระกูลเหรินซ่องสุมยอดฝีมือไว้มากถึงเพียงนี้”หนิงเฟยหลงที่ซุ่มดูอยู่อดที่จะอุทานไม่ได้
“ที่เหลือก็ลำบากพวกท่านทั้งห้าแล้ว” คนทั้งห้าหนึ่งในนั้นคือ จิ่นอ๋องสี่คนที่เหลือล้วนเป็นยอดฝีมือชาวจิ่นที่รู้จักกันดีในสนามรบคนเถื่อนอยู่แล้วสองในห้าเป็นยอดฝีมือเข้าสู่พิภพขั้นที่สาม อีกสองคือขั้นที่สองคนสุดท้ายขั้นที่หนึ่ง ทั้งห้าล้วนเป็นยอดฝีมือแดนพิภพทั้งสิ้น !
พวกมันทั้งห้ามาเพื่อสังหารคน ๆ เดียว นั่นคือยอดฝีมือคนเดียวในเมืองหนานไฮ่ เหรินจูหง !
เหรินจูหงถูกคนยกย่องว่าเป็นยอดฝีมือที่เยาว์วัยที่สุดในบรรดาผู้นำสามตระกูลใหญ่ในอดีตอยู่ในขั้นห้ามาเนิ่นนานไม่นานก็คงทะลวงเข้าสู่ขั้นที่หกได้แล้วถ้าไม่ใช่เพราะในอดีตเคยพบปะยอดฝีมือแห่งซ่งหรือก็คืออดีตราชครูผู้ล่วงลับเกิดความขัดแย้งบางอย่างจึงเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดสุดท้ายแล้วเหรินจูหงเพลี่ยงพล้ำเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอาการบาดเจ็บเรื้อรังก็ยังคงอยู่ไม่อาจเลื่อนขั้นได้อีกเลยทั้งตระกูลพยายามฝึกฝนทายาทมารับช่วงต่อ แต่ก็ไร้ซึ่งวาสนาอันดี
“หนานอ๋องท่านอย่าวิตกไป เราทั้งห้าแม้ไม่อาจสังหารมันได้แต่หากจะให้บาดเจ็บสาหัสนั่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”จิ่นอ๋องกล่าวคำมั่นแล้วก็หันมาพยักให้กับอดีตชาร์ทั้งสี่ปัจจุบันพวกมันล้วนเข้าเป็นขุนนางในแคว้นแล้วทั้งสี่พยักหน้าตอบกลับเป็นเชิงให้สัญญาณ ทันใดนั้นทั้งห้าก็พลันพุ่งพรวดไปปรากฏตัวล้อมรอบเหรินจูหงไว้
เหรินจูหงมีสีหน้าเคร่งขรึมระเบิดพลังสุดขั้วเริ่มโจมตีก่อนไม่ให้ทั้งห้าตั้งตัวไม่รู้ว่าซัดด้วยกระบวนท่าใดคนทั้งห้าจึงเซถอยหลังกลับอย่างเร็วการลงมือนี้รวดเร็วยากสังเกตเห็นกระบวนท่าได้ทัน
เอเทลสีหน้าเปลี่ยนอย่างฉับพลันพวกเขาทั้งห้าลงมือพร้อมกับก็ไม่อาจเป็นคู่มือชายผู้นี้ได้สมแล้วที่นับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือชั้นนำของเยว่ แม้แต่อัลเดนที่ว่าแข็งแกร่งแล้วหากมาเทียบกับเหรินจูหงในระดับเดียวกันยังถือว่าด้อยกว่ายังดีที่เขายังไม่ถึงขั้นหก ไม่เช่นนั้นทั้งห้าคงไม่รอดจากความตายเมื่อครู่เป็นแน่!