...เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปถึง 3ชั่วยาม
“แฮ่ก แฮ่กแฮ่ก...” เสียงลมหายใจที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าได้ดังขึ้นมาพร้อมกับร่างของชายหนุ่ม ที่เสื้อผ้ามีรอยฉีกขาดบริเวณแขนซ้ายซึ่งชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ราวกับพึ่งกระโดดขึ้นจากบ่อน้ำซึ่งคือร่างของจูเยว่นั้นเอง
เมื่อมองไปยังสภาพของเขาตอนนี้ช่างเลวร้ายเป็นอย่างมาก แม้แขนข้างที่แหลกเหลวก่อนหน้า จะมีสภาพที่ดีขึ้นบ้างแล้วเนื่องจากได้ร่ายเวทย์พฤกษาฟื้นฟูไป แต่ใบหน้ากลับดูซีดเซียวไร้สีเลือด
เป็นเพราะ จูเยว่ได้ฝืนใช้พลังลมปราณเวทย์จนเกือบหมดเพื่อหลบหนีจากการไล่ล่าของอาชาเกราะทมิฬถึง 3 ชั่วยามโดยไม่หยุดพัก!
แต่นับว่าเป็นโชคดีที่สุดแล้วที่เขายังคงรอดชีวิตมาได้ถึงตอนนี้ เพราะหากอาชาเกราะทมิฬไม่บาดเจ็บสาหัสจูเยว่คงไม่มีโอกาส หลบหนีได้ไกลได้ถึงเพียงนี้
ฮี่!!! ฮี่!!!!!
เสียงร้องที่เขาได้ยินมาตลอด 3 ชั่วยาม ได้ดังขึ้นอีกครั้งซึ่งเป็นเสียงของอาชาเกราะทมิฬ ที่ติดตามจูเยว่มา ห่างเพียง 2-3 ลี้เท่านั้น ความรู้สึกสิ้นหวังเริ่มปรากฏขึ้นมาจากภายในจิตใจ
“ข้า..ต้องมาตาย...เพียงเพราะ..สัตว์อสูรระดับนี้?”
เมื่อกล่าวจบร่างกายที่เคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วเมื่อครู่กลับอ่อนแรงลงจนไม่สามารถที่จะก้าวต่อไปได้จึงล้มกลิ้งไปบนพื้นดินสร้างรอยไถลเป็นทางยาว
จูเยว่คิดขึ้นมาด้วยความรู้สึกเสียใจอยู่ภายในเพราะเพียงเขาได้สติกลับคืนมาไม่ถึงเดือน กลับต้องมาตายลงอีกครั้ง? และหากต้องตายลงไปในครั้งนี้คงมิอาจฟื้นคืนขึ้นมาได้อีกเป็นแน่ เพราะด้วยระดับพลังเวทย์ที่เขามีไม่เพียงพอที่จะใช้เวทย์ เพื่อกลับมาถือกำเนิดใหม่
“ข้าไม่ยอมรับ!!”
เขาตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงที่แหบพร่าพร้อมความรู้สึกไม่ยินยอมที่จะตาย ได้บังเกิดขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ
ตันเถียนของจูเยว่เริ่มเกิดบางสิ่งขึ้นซึ่งหากมองเข้าไปภายในตันเถียนของเขาตอนนี้ จะพบว่าวิหคเพลิงที่อยู่ภายในเริ่มสยายปีกแผ่อำนาจส่งพลังลมปราณไปยังเส้นลมปราณที่เหือดแห้งทั่วร่างเสมือนตอบรับความรู้สึกต้องการมีชีวิตของจูเยว่แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้เขาฟื้นฟูพลังลมปราณทั้งหมดแต่ได้ทำให้ได้รับพลังลมปราณกลับคืนมาถึง 2 ส่วนซึ่งเพียงพอที่จะต่อลมหายใจเขาได้อีกครั้ง
หลังจากจูเยว่เริ่มรับรู้ถึงพลังลมปราณที่อยู่ภายในร่างจึงได้เริ่มหมุนเวียนมันขึ้นมาทันที ซึ่งตัวเขาหาได้มีเวลาสังเกตภายในตันเถียนจึงทำให้ไม่ทราบว่า พลังลมปราณที่ได้รับนั้น มาจากวิหคเพลิงที่อยู่ภายในร่างตนเพราะระหว่างที่เขาได้ล้มลงไป จูเยว่สัมผัสได้ว่าอาชาเกราะทมิฬอยู่ห่างจากตนไม่ถึง 1 ลี้!จึงรีบกัดฟันลุกขึ้นมา เร่งใช้ทักษะเคลื่อนที่พุ่งตัวออกไป ด้วยแววตาที่พยายามหาหนทางเอาชีวิตรอด
เมื่อสติของจูเยว่เริ่มแจ่มชัดหลังจากได้พลังกลับคืนมาบางส่วน เขายังคงมุ่งหน้าไปในทิศทางเดิมซึ่งเป็นทิศทางที่จี้หยกดำเคยนำทางเอาไว้ ถึงแม้ว่ากลิ่นอายในระหว่างทางจะมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่ยังคงไม่พบเจอสิ่งใดตลอดเส้นทางที่ผ่านมา
แต่เมื่อผ่านไปได้อีกครึ่งชั่วยามประกายแห่งความหวัง เริ่มปรากฏขึ้นภายนัยน์ตาของจูเยว่อีกครั้งเพราะสัมผัสได้ว่าด้านหน้าที่ไม่ไกลมากนักมีกลิ่นอายที่เขาตามหารวมตัวกันอย่างเข้มข้น
จูเยว่จึงได้หยิบจี้หยกดำขึ้นมาแล้วปล่อยสัมผัสปราณเข้าไปภายใน เส้นแสงสีแดงพุ่งตรงไปยังบริเวณด้านหน้าอีกครั้งเมื่อเพ็งมองไปไกลสุดสายตา ตามเส้นแสงสีแดงดังกล่าวจึงเริ่มมองเห็นภาพบางสิ่งที่แลดูแปลกตา
“บริเวณนั้น...คือสิ่งใดกัน?”
เพราะบริเวณที่จูเยว่เห็นกลับปรากฏเป็นพื้นที่รกร้างแตกต่างจากพื้นที่ป่าเขาที่ตัวเขาได้เคลื่อนที่ผ่านตลอดเส้นทาง
หลังจากสังเกตบริเวณพื้นที่แห่งนั้นกลับปรากฏบางสิ่งคล้ายหมอกควันสีดำ ปกคลุมอย่างหนาแน่นกินบริเวณเกือบทั้งหมดของพื้นที่รกร้าง
จูเยว่สัมผัสได้ว่ากลิ่นอายบริเวณดังกล่าว คล้ายเป็นแหล่งกำเนิดของกลิ่นอายที่กระจายอยู่ทั่วทั้งผืนป่า ตอนนี้เลือดภายในกายของเขา เริ่มร้อนระอุขึ้นมายิ่งกว่ายามหมุนเวียนทักษะบ่มเพาะวิหคเพลิงสวรรค์
“กลิ่นอายที่ทำให้เลือดในกายข้าถึงกับเดือดพล่าน! หรือว่า… สิ่งที่มารดาทิ้งไว้ จะอยู่ภายในหมอกสีดำเบื้องหน้า?”
เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงตัดสินใจรีบพุ่งตัวเข้าไปภายในหมอกอย่างไม่ลังเลเพราะหากเขาหยุดเคลื่อนที่เพื่อครุ่นคิด เพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมาอาชาเกราะทมิฬคงไล่ตามมาได้ทัน
แต่จูเยว่หารู้ไม่ว่าหลังจากที่อาชาเกราะทมิฬอยู่ห่างจากพื้นที่รกร้าง 1 ลี้ มันได้หยุดฝีเท้าลงหาได้ตามเขาต่อแต่อย่างใด ซึ่งร่างมันตอนนี้ สั่นเทาด้วยความรู้สึกหวาดกลัวต่างจากอารมณ์ที่พลุ่งพล่านและโกรธแค้นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
เพราะเมื่อมันเห็นมนุษย์ผู้นั้นเข้าไปยังพื้นที่ด้านหน้ามันก็รู้ดีว่าไม่สามารถไล่ล่าได้อีกต่อไป จึงหันหลังเพื่อกลับไปยังถ้ำที่มันอาศัยแม้ภายในจิตใจของมันจะยังรู้สึกโกรธแค้นอยู่มากก็ตาม
หลังจากที่จูเยว่ก้าวเข้ามาภายในหมอกสีดำที่แปลกประหลาดครู่ต่อมาเขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสัตว์อสูรที่ไล่ตาม จึงได้ล้มลงไปบนพื้นด้วยความเหนื่อยล้าแต่ไม่ทันที่เขาจะได้พักผ่อนให้พลังฟื้นคืนกลับมา หมอกที่อยู่รอบกายกลับค่อยๆซึมเข้ามาภายในร่างผ่านทางผิวหนัง
“อั๊ก!อ๊าก!!... หมอกควันพวกนี้..คือสิ่งใดขึ้นกัน?!!”
เสียงร้องได้ดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ดิ้นทุรนทุรายบนพื้นด้วยความเจ็บปวดเพราะตอนนี้หมอกควันรอบๆได้เป็นเหมือนพิษร้าย ซึมเข้าไปภายใต้ผิวกายสร้างความเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทงร่าง
จูเยว่พยายามอดกลั้นความเจ็บปวดที่เสียดแทงเข้ามาอย่างไม่หยุดพัก แต่เมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปหนึ่งก้านธูปหมอกสีดำได้ซึมผ่านชั้นผิวหนังลงไป จนสัมผัสกับเลือดภายในร่างทำให้เลือดในร่างจูเยว่คล้ายมีชีวิตขึ้นมามันเริ่มหลอมรวมเข้ากับหมอกสีดำอย่างน่าอัศจรรย์
“หรือว่า...ข้าจะสามารถบ่มเพาะโดยใช้หมอกสีดำเหล่านี้ได้?!”
แม้จะเจ็บปวดและเหนื่อยล้าแต่จูเยว่ก็พยายามลุกขึ้นนั่ง และเริ่มหมุนเวียนทักษะบ่มเพาะวิหคเพลิงสวรรค์ขึ้นมาความเจ็บปวดดั่งหนามแหลมทิ่มแทงเมื่อครู่จึงค่อยทุเลาลงหมอกควันที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่เขาก่อนหน้าเริ่มถูกหลอมรวมเข้ามาภายในร่างผ่านทักษะบ่มเพาะ
ปัง!!
เป็นเสียงทะลวงระดับพลังที่ดังขึ้นมาจากภายในตันเถียน ตอนนี้จูเยว่ได้เข้าสู่ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 8 สีหน้าที่เคยเจ็บปวดและเหนื่อยล้าก่อนหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นสดชื่นและมีชีวิตชีวา
“หรือว่า...นี่คือสิ่งที่มารดาข้าทิ้งเอาไว้?!”