จารึกที่ 175 : ประตูสู่นรกภูมิ | ความลับใต้เงากระบี่
รัตติกาลอันเงียบสงัดเข้าปกคลุมนครหมื่นกระบี่ ดวงจันทร์ถูกเมฆดำก้อนมหึมาบดบังจนเหลือเพียงแสงสลัวรางๆ ราวกับดวงตาของปีศาจที่กำลังหรี่มองลงมายังพื้นโลก สายลมหวีดหวิวพัดผ่านซอกหิน ส่งเสียงคล้ายเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณ
สถานที่: เขตหวงห้ามหลังเทือกเขากระบี่... "หุบเขาสุสานบรรพชน"
ความมืดที่นี่หนาทึบจนแทบจะจับต้องได้ กลิ่นอายของความตายและกลิ่นสนิมเหล็กลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ สลับกับกลิ่นหอมเอียนๆ ของสมุนไพรบางชนิดที่ใช้รักษาสภาพศพ
เงาร่างสองสายเคลื่อนที่ผ่านป่าสนดำอย่างเงียบเชียบ รวดเร็วดุจภูตพราย หนึ่งคือสตรีในชุดคลุมสีแดงเลือดนกที่กลมกลืนไปกับความมืด อีกหนึ่งคือบุรุษหนุ่มชุดครามที่ย่างเท้าแผ่วเบาราวกับแมวขโมย
อาเจีย หยุดฝีเท้าลงที่หน้าผาสูงชัน เบื้องล่างคือหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น มีเพียงแท่งหินขนาดยักษ์รูปร่างคล้ายด้ามกระบี่ปักคาอยู่ปากเหว ราวกับเป็นหมุดตรึงปีศาจร้ายใต้พิภพ
"นั่นคือทางเข้า..." จีหงเยี่ยน หรือราชินีแห่งเงา กระซิบเสียงเบา นางชี้พัดขนนกไปที่แท่งหินยักษ์ "สุสานกระบี่บรรพชน... สถานที่ที่คนนอกห้ามเข้า และคนในก็ไม่อยากเข้า"
อาเจียขมวดคิ้ว เขาไม่ได้สนใจความขลังของสถานที่ แต่จมูกของเขากำลังดมฟุดฟิด
"กลิ่นนี้มัน..."
(กลิ่นอายของศิลาสูญตา...) มู่เฉิน ส่งเสียงเคร่งเครียดในห้วงจิต (แต่มันเจือปนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความบ้าคลั่ง... อาเจีย ระวังตัวด้วย ที่นี่ไม่ใช่สุสานธรรมดา มันเหมือนโรงฆ่าสัตว์มากกว่า)
"ค่ายกลป้องกันแน่นหนามากขอรับ..." อาเจียกวาดตามอง ดวงตาที่มีประกายสีทองวูบวาบจาก "เนตรบรรพจารึก" มองเห็นเส้นใยพลังปราณสีแดงฉานนับหมื่นเส้น ถักทอเป็นตาข่ายปกคลุมปากเหว "ค่ายกลกระบี่สังหารระดับเจ็ด... ถ้าใครบินผ่านไปแม้แต่นกกระจอก ก็คงถูกสับเป็นหมื่นชิ้นในพริบตา"
"นั่นถึงเป็นหน้าที่ของเจ้าไง" จีหงเยี่ยนหันมายิ้มยั่วยวน "ไหนล่ะ... พลังแห่งความว่างเปล่าที่เจ้าคุยโวไว้?"
อาเจียแค่นหัวเราะ "ข้าไม่เคยคุยโว... แต่ข้าคิดราคาแพงนะขอรับ"
เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบพู่กันนิรันดร์ออกมา ปลายพู่กันสั่นระริกเบาๆ ราวกับตื่นเต้นที่ได้เจอกลิ่นอายที่คุ้นเคย
"เจ้าสัว... เตรียมตัว"
เงาด้านหลังอาเจียบิดเบี้ยว ร่างของ "เจ้าสัว" ในโหมดพรางกาย (เกราะสีด้านไร้แสงสะท้อน) ค่อยๆ ปรากฏขึ้น มันยืนนิ่งเป็นดั่งกำแพงหินที่พึ่งพาได้
อาเจียตวัดพู่กันกลางอากาศ วาดอักขระตัวเดียวที่ดูเรียบง่ายแต่ลึกล้ำ... "สูญ (หลิง)"
วูบ...
อักขระสีขาวขุ่นลอยออกไปประทับลงบนตาข่ายพลังปราณสีแดง ทันทีที่สัมผัสกัน แทนที่จะเกิดการระเบิดหรือการต่อต้าน ตาข่ายพลังปราณบริเวณนั้นกลับ "เลือนหายไป" ราวกับน้ำแข็งที่ถูกไฟเผา เกิดเป็นช่องว่างขนาดพอให้คนลอดผ่านได้
"เชิญขอรับ คุณหนูจี" อาเจียผายมืออย่างสุภาพบุรุษ (จอมปลอม)
จีหงเยี่ยนมองช่องว่างนั้นด้วยแววตาประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะพริ้วกายผ่านเข้าไป "ไม่เลว... สมกับเป็นทายาทของคนผู้นั้น"
ทั้งสองคนและหนึ่งหุ่นเชิดกระโดดลงสู่ความมืดมิดของหุบเหว
...
ภายในสุสานบรรพชน (ชั้นแรก)
เมื่อเท้าสัมผัสพื้นหินเย็นเฉียบ อาเจียต้องกลั้นหายใจ ภาพที่เขาจินตนาการไว้คือโถงถ้ำที่เต็มไปด้วยป้ายวิญญาณและโลงศพหินอันศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับทำให้ขนหัวลุก
มันคือ "โรงงานนรก"
โถงถ้ำขนาดมหึมาถูกขุดเจาะจนพรุน ผนังถ้ำเต็มไปด้วยท่อโลหะสีดำที่ส่งเสียง ครืด... ครืด... ตลอดเวลา ของเหลวสีเขียวคล้ำที่มีกลิ่นเหม็นเน่าไหลเวียนไปตามท่อเหล่านั้น ลงสู่บ่อพักขนาดใหญ่กลางโถง
ในบ่อนั้น... มีซากศพของผู้ฝึกตนจำนวนมากกำลังลอยฟ่อง บางศพสวมชุดศิษย์สำนักกระบี่ บางศพเป็นคนต่างถิ่น แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ... ร่างกายของพวกเขาถูก "ดัดแปลง"
แขนที่ถูกตัดออกและแทนที่ด้วยดาบเหล็กกล้า...
ดวงตาที่ถูกควักออกและยัดลูกแก้วอักขระสีแดงฉานเข้าไปแทน...
ผิวหนังที่ถูกเย็บติดกับเกราะเกล็ดอสูรด้วยด้ายโลหะ...
"นี่มัน..." อาเจียเอามือปิดจมูก พยายามกลั้นความคลื่นไส้ "นี่หรือคือวิธีที่สำนักกระบี่อันทรงเกียรติปฏิบัติต่อบรรพชน?"
"ไม่ใช่บรรพชน..." จีหงเยี่ยนเอ่ยเสียงเย็นชา แววตาของนางเต็มไปด้วยความรังเกียจ "นี่คือ 'วัตถุดิบ' ...พวกมันกำลังสร้าง 'กองทัพมารกระบี่'"
(วิชามารนอกรีต!) มู่เฉินคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว (การนำศพมาดัดแปลงเป็นหุ่นเชิดสังหาร... นี่มันวิชาของ 'ลัทธิมารโลหิต' ที่ควรจะสาบสูญไปแล้ว! เจ้าพวกสำนักกระบี่ มันกล้าดียังไงถึงเอาศาสตร์อันต่ำช้ามาใช้ในที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้!)
"ดูนั่นสิ..." อาเจียชี้ไปที่มุมหนึ่งของโถง
มี "หุ่นรบมาร" ตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะสร้างเสร็จแล้ว มันยืนสงบนิ่งอยู่บนแท่นศิลา ร่างกายสูงใหญ่กว่าสามเมตร สวมเกราะหนักที่สร้างจากกระดูกอสูรผสานเหล็กไหล ในมือถือดาบยักษ์ที่แผ่ไอสีดำทมิฬออกมา
แต่สิ่งที่ทำให้อาเจียสนใจไม่ใช่ตัวหุ่น... แต่เป็น "แกนกลาง" ที่หน้าอกของมัน
แสงสีม่วงจางๆ ส่องสว่างออกมาจากเกราะหน้าอก... แสงที่เหมือนกับดวงตาของเจ้าสัว
"เศษชิ้นส่วนศิลาสูญตา..." อาเจียพึมพำ "พวกมันใช้ศิลาเป็นแหล่งพลังงานให้ไอ้ตัวประหลาดพวกนี้"
กึก!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นจากความมืด ทันใดนั้น หุ่นรบมารตัวนั้นก็ขยับหัว... ดวงตาสีแดงฉานของมันสว่างวาบขึ้น จ้องเขม็งมาทางอาเจียและจีหงเยี่ยน
"ผู้บุกรุก..." เสียงแหบพร่ายิ่งกว่าเสียงเสียดสีของเหล็กดังออกมาจากลำคอของมัน "ตรวจพบ... พลังงาน... ที่เข้ากันได้..."
มันไม่ได้พูดด้วยสติปัญญา แต่มันพูดตาม "คำสั่ง" ที่ถูกฝังไว้ในสมอง
ตึง! ตึง! ตึง!
หุ่นรบมารก้าวเดินลงจากแท่น พื้นดินสั่นสะเทือนตามจังหวะการก้าวเดิน แรงกดดันระดับ "ก่อกำเนิดขั้นสูง" แผ่ออกมาจนอากาศบิดเบี้ยว
"ดูเหมือนเราจะเจอ 'ยามเฝ้าประตู' เข้าแล้วนะขอรับ" อาเจียยิ้มแห้งๆ พลางถอยหลังไปหลบหลังเจ้าสัว "คุณหนูจี... ท่านบอกว่าท่านจะจัดการเรื่องทางสะดวกไม่ใช่หรือ?"
"ข้าบอกว่าจะจัดการคน... ไม่ได้บอกว่าจะจัดการผีดิบ" จีหงเยี่ยนสะบัดพัด ขนนกสีดำกลายเป็นใบมีดบินพุ่งเข้าใส่หุ่นรบมาร
เชิ้ง! เชิ้ง!
ใบมีดกรีดลงบนเกราะกระดูกจนเกิดประกายไฟ แต่มันไม่ระคายผิวแม้แต่น้อย หุ่นรบมารเหวี่ยงดาบยักษ์สวนกลับ คลื่นดาบสีดำพุ่งเข้าใส่จีหงเยี่ยนอย่างรุนแรง นางต้องกระโดดหลบอย่างทุลักทุเล
"หนังเหนียวชะมัด!" นางสบถ
"เจ้าสัว..." อาเจียสั่งการเสียงเรียบ "แสดงให้มันเห็นหน่อยว่า... ของจริงกับของเลียนแบบ มันต่างกันยังไง"
วูบ!
ดวงตาสีม่วงดาราของเจ้าสัวสว่างวาบขึ้นในความมืด ร่างทมิฬพุ่งทะยานออกไปดุจลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง ปะทะกับหุ่นรบมารกลางอากาศ
ตูม!!
เสียงปะทะดังกึกก้อง แขนกลศิลาทมิฬของเจ้าสัวรับดาบยักษ์ไว้ได้ด้วยมือเปล่า เปลวเพลิงสีม่วงดำ (เพลิงสูญตา) ลุกโชนขึ้นเผาผลาญใบดาบนั้นอย่างรวดเร็ว
เหล็กไหลมารที่ว่าแข็งแกร่ง เริ่มหลอมละลายและระเหยกลายเป็นไอเมื่อสัมผัสกับเพลิงแห่งความว่างเปล่า
หุ่นรบมารส่งเสียงคำราม พยายามจะใช้มืออีกข้างตะปบเจ้าสัว แต่อาเจียไวกว่า
"ปิดระบบ... ผสานอักขระ ระดับ 3 : ตัดเส้นชีพจร"
อาเจียสะบัดพู่กันส่งอักขระสีทองตัวเล็กๆ พุ่งเข้าไปเจาะที่ข้อต่อของหุ่นรบมาร ตัดขาดการไหลเวียนของพลังปราณทมิฬทันที
หุ่นร่างยักษ์กระตุกอย่างรุนแรง ก่อนจะหยุดนิ่งไปราวกับหุ่นเชิดสายขาด เจ้าสัวฉวยโอกาสนั้นใช้มือเจาะทะลุเกราะหน้าอก ควักเอา "แกนกลาง" ออกมา
ผลุบ!
แสงสีม่วงดับวูบลง ร่างของหุ่นรบมารล้มครืนลงกับพื้น กลายเป็นเพียงกองเศษเหล็กและซากศพ
อาเจียเดินเข้าไปรับ "วัตถุส่องแสง" ที่เจ้าสัวยื่นมาให้ มันคือผลึกหินสีดำขนาดเท่ากำปั้นที่มีแสงสีม่วงเต้นระริกอยู่ภายใน... "เศษชิ้นส่วนศิลาสูญตา (ชิ้นที่ 2)"
"ได้มาแล้ว..." อาเจียตาลุกวาว "ถึงจะเป็นแค่เศษเสี้ยว... แต่มันก็บริสุทธิ์มาก"
"อย่าเพิ่งดีใจไป..." จีหงเยี่ยนเดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียด นางชี้ไปที่ความมืดเบื้องหน้า
ที่นั่น... ดวงตาสีแดงฉานนับร้อยดวงกำลังสว่างขึ้นทีละดวง... ทีละดวง...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของหุ่นรบมารจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
"ดูเหมือนเจ้าตัวเมื่อกี้... จะเป็นแค่ตัวลาดตระเวนนะ" จีหงเยี่ยนกระชับพัดในมือแน่น
อาเจียกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เก็บเศษศิลาเข้าถุงถุงเงินอย่างรวดเร็ว
"เอ่อ... ท่านอาจารย์ขอรับ ทางหนีทีไล่ที่ท่านคำนวณไว้... ยังใช้ได้อยู่ไหม?"
(วิ่ง!!) มู่เฉินตะโกนลั่น
"เจ้าสัว! เปิดทาง!"
การผจญภัยในนรกภูมิเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น... และความลับที่ดำมืดยิ่งกว่ากำลังรอพวกเขาอยู่ในชั้นต่อไป