ตำนานแห่งซีน : บันทึกเก้าจันทรา (ตีพิมพ์ สนพ. อาเธน่า)

    บทที่ 1 : ลูนาร์ โรสเซท (7/8)

    อันที่จริงเรือเหาะของลูนาร์ไม่ได้อยู่ห่างไกลนัก โรงแรมที่พวกเขาพักก่อนหน้านี้ทำให้ต้องเดินทางอ้อมไปไกลกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เธอซ่อนมันไว้ใต้ทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่ง เพียงเธอเป่าปากส่งสัญญาณเรือเหาะก็พุ่งผ่านผืนน้ำออกมาปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคนราวกับว่ามันมีชีวิต
    “ขอแนะนำ เรือเหาะที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา เรือเหาะมูนไลท์” อีกครั้งที่พวกเอ็ดวานเห็นชัดๆ ว่าลูนาร์ยืดอกอย่างภูมิใจ ถ้าเดาไม่ผิดเจ้านี่ก็คงจะเป็นผลงานของเธออีกเช่นกัน
    มูนไลท์เป็นเรือเหาะที่ไม่ใหญ่โตนักเมื่อเทียบกับเรือโดยสารทั่วไป แต่ขนาดที่กะทัดรัดของมันกลับจัดแบ่งสัดส่วนการใช้งานได้อย่างลงตัว ทุกห้องถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนที่หรูหรา นอกจากห้องต่างๆ ที่ควรจะต้องมีในเรือทั่วไปแล้ว เนื่องด้วยความขี้เล่นของลูนาร์เธอจึงสร้างห้องที่นอกเหนือจากนั้นอีก เช่น ห้องที่ถูกสร้างเป็นบาร์เล็กๆ ที่พวกเขาสามารถมารวมตัวกันเพื่อสังสรรค์ได้
    ไม่เพียงแค่นั้น ในแต่ละห้องยังมีจักรกลรูปร่างมนุษย์คอยให้บริการอีกด้วย ที่น่าทึ่งคือจักรกลเหล่านั้นเหมือนมนุษย์มากเสียจนเกือบจะแยกไม่ออก แม้แต่คำพูดคำจาเองก็ไม่ได้แตกต่างกับคนมีชีวิตทั่วไปเลย“ยินดีต้อนรับกลับมาค่ะ ท่านลูนาร์” สาวใช้เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ
    ลูนาร์ได้ยินมนุษย์กลเรียกชื่อจริงของเธอก็ถลึงตาใส่
    “ค่ะ...ท่านโซลาร์” สาวใช้รีบเอ่ยแก้ ซึ่งโชคดีที่เอ็ดวานมัวแต่ทำตัวเป็นบ้านนอกเข้ากรุงอยู่จึงไม่ได้สนใจฟังพวกเธอคุยกัน
    “เอแคลร์คือหัวหน้าสาวใช้ ถ้ามีอะไรสงสัยเกี่ยวกับเรือเหาะลำนี้ก็ถามเธอได้” สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มทักทายทุกคนอย่างสุภาพ “นอกจากนี้ยังมีมาการองที่ดูแลบาร์ ช็อกโกพายดูแลห้องครัว ชูโรสดูแลห้องเครื่องกล และเจลาโตดูแลห้องพักทั้งหมด”ลูนาร์ยังอธิบายเพิ่มว่าทำไมเธอจึงไม่มีลูกเรือที่เป็นมนุษย์เลยสักคน “พวกลูกเรือที่เป็นมนุษย์ชอบเรื่องมาก ข้าเลยใช้เด็กๆ พวกนี้แทน” แม้จะมีลูกเรือแค่นี้ แต่เรือก็ทำงานได้ครบถ้วนสมบูรณ์เพราะระบบอัตโนมัติที่ลูนาร์บรรจงสร้างขึ้น
    เอ็ดวานเห็นด้วยกับความคิดของลูนาร์เพราะถ้ามีลูกเรือเป็นมนุษย์เธอคงไม่สามารถเอาเรือไปซ่อนไว้ในทะเลสาบซะนานขนาดนี้ได้หรอก
    หลังจากพาชมทุกห้องทั่วเรือแล้วลูนาร์ก็พาทุกคนกลับมาที่ห้องประชุมอีกครั้ง เอ็ดวานมองโต๊ะที่มีลวดลายเป็นแผนที่โลกอย่างสงสัย มันมีหน้าตาไม่เหมือนกับแผนที่ที่เขารู้จักเลยแม้แต่น้อย
    ลูนาร์อธิบายข้อสงสัยนั้นด้วยการชี้ไปที่ทวีปหนึ่งซึ่งอยู่ซ้ายบนของแผนที่ มันคือบริซาเนียที่พวกเขาอยู่ตอนนี้นั่นเอง
    “เป็นไปไม่ได้ แผนที่นี่ใหญ่กว่าแผนที่โลกที่ข้ารู้จักหลายเท่า บริซาเนียมันควรจะใหญ่กว่านี้ไม่ใช่รึ และทวีปอื่นๆ ที่ข้าไม่รู้จักพวกนี้มันอะไรกัน”
    “พวกเจ้าไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก” ลูนาร์ไม่ได้แกล้งท่ามากเหมือนทุกที แต่เธอจนใจที่จะอธิบายให้ง่ายที่สุด เธอจะบอกอย่างไรล่ะว่า ‘ซีน’ ” โลกของพวกเธอถูกแบ่งออกเป็นสิบหกเขตโดยมีสนามพลังอะไรบางอย่างปิดกั้นไว้ แถมสนามพลังเหล่านั้นก็ยังทำให้การรับรู้ทิศทางผิดพลาดจนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดินทางข้ามผ่านไปยังอีกฟากได้
    [ซีน (Ziene) ชื่อของโลกนี้ ดาวเคราะห์ที่มีขนาด มวล รอบวงโคจร และอื่นๆ ใกล้เคียงกับโลกมนุษย์จนเกือบจะเรียกได้ว่าราวกับดาวฝาแฝด หากแต่ดาวทั้งสองดวงอยู่ไกลกันคนละฟากของจักรวาล]
    นอกจากบินบนฟ้าให้สูงพอที่จะพ้นสนามพลังเหล่านั้นก็เรียกได้ว่าไม่มีทางอื่นอีกเลย
    เธอเคยอ่านเจอจากในบันทึกของบรรพบุรุษว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมาแล้วร่วมสองสามพันปี แต่เธอก็รู้แค่นั้น เป็นฝีมือใคร อะไรคือสาเหตุ และทำไปเพื่ออะไรก็สุดที่จะคาดเดา ที่เธอมั่นใจมีเพียงเรื่องที่ว่าสนามพลังประหลาดนี้ทำให้ทวีปต่าง ๆ ถูกตัดขาดออกจากกัน
    “แสดงว่าเรื่องเล่าโบราณที่บอกว่าโลกของเราเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่จึงทำให้เหลือแต่บริซาเนียก็ไม่ใช่เรื่องจริงสินะ” ฮาจามองแผนที่นั้นด้วยความตระหนก “นี่พวกเราถูกหลอกมาตลอดรึเนี่ย”
    “ไม่ใช่แค่บริซาเนียหรอก คนในทวีปอื่นๆ ก็คิดแบบนี้เยอะแยะ บางคนก็รู้ดีแต่เลือกที่จะไม่พูดอะไร เช่นพวกคนใหญ่คนโตของหลาย ๆ ประเทศ”
    ทั้งฮาจาและเอ็ดวานต่างนิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออก ลูนาร์ช่างเป็นมนุษย์ที่ขยันหาเรื่องประหลาดใจมาให้พวกเขาได้ไม่สิ้นสุดจริง ๆ
    “ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกน่า ถึงจะมีทวีปอื่นอยู่อีก แต่เทพปีศาจก็มีอยู่แค่บริซาเนียเท่านั้นแหละ สบายใจได้” ลูนาร์ปลอบใจ ทว่านั่นไม่ได้ช่วยให้สหายทั้งสองรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย
    หลังจากความเงียบปกคลุมอยู่นาน เอ็ดวานก็จ้องเขม็งไปที่แผนที่อีกครั้งพร้อมกับพูดขึ้น “แล้วเป้าหมายที่พวกเราจะไปล่ะ”
    ก่อนที่จะพูดถึงเป้าหมายต่อไป ลูนาร์ไล่ลำดับวัตถุดิบทั้งหมดที่เธอต้องการ
    เริ่มจากอันดับแรกคือดาบประจำตระกูลที่เธอนำมาหลอมเพื่อใช้ผนึกเดสคารินกาจนกลายเป็นดาบเล่มใหม่ ดาบจันทราเดสคารินกา
    อันดับสอง ดาบดำ ดาบต้องสาป เคยผ่านมือนักฆ่ามากมายมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดาบต้องสาปเล่มนี้มีจิตวิญญาณเป็นของตนเอง ทุกครั้งที่ได้ดื่มกินเลือดเนื้อของเหยื่อมันจะเปลี่ยนไปทีละน้อยจนในที่สุดก็กลายเป็นโลหะเทพที่ไม่มีทางถูกทำลายได้อีก
    อันดับสาม รีซาเรียน หอกราชันย์ที่ตกทอดกันมาในราชวงศ์หนึ่ง นอกจากความแข็งแกร่งและความคมแล้วมันยังถูกบรรจุเวทมนตร์ลึกลับที่สามารถอัญเชิญเหล่าทหารเทพนับร้อยนับพันมาเป็นกำลังรบให้กับผู้ที่ครอบครอง
    อันดับสี่ โล่เฟนเดอร์ ถูกเรียกในอีกชื่อว่าโล่แห่งความวิบัติ เนื่องจากประเทศแล้วประเทศเล่าต้องล่มสลายลงหลังจากที่ผู้ปกครองได้ครอบครองมัน พลังของโล่นี้ยังเป็นปริศนา
    อันดับห้า คทาศักดิ์สิทธิ์เนคเซส คทาที่มีพลังลบล้างผลของเวทมนตร์ลวงตาทุกชนิด นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มพูนพลังเวทมนตร์ให้กับผู้ใช้อีกหลายเท่า
    อันดับหก ดาบแห่งซิลเวอร์ ดาบที่เคยถูกครอบครองโดย ‘ซิลเวอร์’ เทพแห่งความกล้าหาญและเป็นเจ้าแห่งมังกรทั้งมวล ในปัจจุบันมันได้หายสาบสูญไปแล้ว
    อันดับเจ็ด ดาบไอน์บริกา เช่นเดียวกับดาบแห่งซิลเวอร์ที่เคยเป็นอาวุธของเทพ แต่ไอน์บริกานั้นกลับได้ชื่อมาจากตระกูลนักดาบที่ฆ่าเทพแล้วชิงมันมา
    อันดับสุดท้าย ถูกฉาบอยู่ภายในไหโบราณซึ่งถูกฝากไว้กับชนลึกลับเผ่าหนึ่ง แต่เกาะของพวกเขามีมนตราบางอย่างกำบังไว้จนยากที่ใครจะเข้าถึง
    “ทวีปเอเทเซีย” เมื่ออธิบายจบลูนาร์จึงนำหมุดสีแดงปักลงไปบนทวีปขนาดใหญ่ที่อยู่ทางส่วนขวาล่างของแผนที่ “โดยเป้าหมายหลักของเราในครั้งนี้คือดาบดำ”
    “ดาบดำที่ว่าสินะ...” เอ็ดวานถามแบบไม่ได้ต้องการคำตอบ “แล้วเจ้ามั่นใจรึว่ามันอยู่ที่นั่น”
    “ถึงจะไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอน แต่ข้าได้ข่าวนี้มาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือว่ามันอยู่ในทวีปเอเทเซีย” ลูนาร์พูดทิ้งท้ายก่อนที่จะมอบกุญแจห้องสมุดให้กับเอ็ดวานและฮาจา “ถ้าอยากจะรู้อะไรเพิ่มเติมก็ลองเข้าไปค้นข้อมูลเพิ่มเอาเองก็แล้วกัน น่าจะมีอีกหลายเรื่องที่พวกเจ้าควรจะต้องรู้เอาไว้”
    เอ็ดวานและฮาจารู้สึกเหมือนกับเป็นมนุษย์หลงยุค พวกเขาถูกปิดหูปิดตาจากความจริงมาตลอด ทั้งสองจึงใช้เวลาว่างระหว่างการเดินทางสู่เอเทเซียค้นหาข้อมูลจากหนังสือมากมายที่ลูนาร์รวบรวมมาจากดินแดนต่างๆ โดยเฉพาะฮาจานั้น เพื่อรับมือกับเทพปีศาจแล้วเธอจึงเลือกอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ในยุคที่เกิดการปิดผนึกทั้งสามครั้งที่ผ่านมา และไม่ลืมที่จะค้นข้อมูลของดาบดำที่ว่าเผื่อไว้ด้วย
    “คิกๆ” เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากกองหนังสือมุมหนึ่งของห้อง ทำให้ชายหนุ่มต้องหันกลับไปมองด้วยความไม่แน่ใจ