ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 อารยธรรมการฝึกตน (2)

            พวกเขาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่มันไม่สำคัญแล้วต่อให้กลายเป็นศพไปแล้ว รัฐบาลหวาซย่าก็ไม่สามารถหยุดตำนานของขั้นหยวนอิงได้

            ถ้าสักวันหนึ่งฉันไปอยู่บนจุดนั้นได้...

            บนยอดภู...ขุนเขาแลดูเล็ก![1]

            นาทีนี้ ร่างความคิดที่คลุมเครืออยู่ในใจเขาก่อนหน้านี้ก็แจ่มชัดขึ้นมา

            เมื่อสงบลงสิ่งแรกที่เขาทำก็คือฝึกวิชาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ทันที!

            พลังสำคัญที่สุด!หากไม่มีพลัง เชียนเริ่นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีคนนั้นก็จะบีบเขาให้อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆตามร่องหลืบ หากนาทีนี้ตัวเองบรรลุขั้นจินตัน คนอย่างเชียนเริ่นจะกล้าทำอะไรเขาได้

            สวีหยางอี้กำหมัดแน่น

            คำว่า‘รุ่นพี่’ ใช้เรียกขั้นจู้จี... คำว่า ‘เจินเหริน’ ไว้เรียกขั้นจินตันแล้วขั้นอิงหยวนล่ะ? ... ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเรียกว่า ‘เจินจวิน’ ใช่ไหม?

            เขากระดกเบียร์อึกเดียวหมดจากนั้นก็ตั้งสติขึ้น “พูดต่อ”

            “ใช่ครับ...ตอนนั้น หลังจากระเบิดนิวเคลียร์ถล่มสองเมืองนั้น ภายในหนึ่งอาทิตย์นั้น บรรดาผู้ฝึกตนขั้นจินตันที่เข้าฌานอยู่ต่างพากันตกใจและรีบออกจากฌานกันทันทีหลังจากนั้นอีกสองเดือน เจ้าชายขี่ม้าขาวอย่างตระกูลโจวที่เป็นตระกูลเก่าแก่เป็นพันๆปีก็พากองทัพผู้ฝึกตนขนาดใหญ่ของมณฑลหนานเจียงห้ากองเดินทางไปที่นครจิงตูนับเป็นการร่วมมือระหว่างผู้ฝึกตนและมนุษย์ธรรมดาอย่างเป็นทางการครั้งแรก”

            “ตระกูลโจวงั้นเหรอ?ไม่ใช่ตระกูลเฉินหรอกเหรอ?”

            “นายท่าน...” หลี่จงหยวนทำปากเหมือนอมมะระ“คือตระกูลโจวต่างหาก...”

            สวีหยางอี้อือออในลำคอพลางเคาะนิ้วบนหัวเตียงเป็นจังหวะ “ฉันจำได้ว่าหลังจากนั้นเหมือนมีเหตุการณ์สะเทือนโลกผู้ฝึกตนอีกครั้งไหนเล่าให้ฉันฟังหน่อย พอดีตอนเรียนเนื้อหานี้อยู่ๆ ฉันเกิดง่วงขึ้นมา เลยไม่ได้ตั้งใจฟัง”

            “ใช่แล้วครับในตอนแรกๆ โลกผู้ฝึกตนยังไม่ค่อยสนใจพวกมนุษย์ธรรมดาเท่าไรและก็รักษาท่าทีแบบนี้มาเป็นเวลานาน... จนกระทั่งปี ค.ศ. 1957 เมื่อดาวเทียมดวงแรกจากน้ำมือมนุษย์ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศจนกลายเป็นดวงตาที่คอยสาดส่องโลกทั้งใบอยู่บนท้องฟ้า นี่นับเป็นครั้งที่สองที่มนุษย์ธรรมดาสร้างเหตุการณ์สะเทือนขวัญให้กับโลกผู้ฝึกตน...”

            “ส่วนครั้งที่สามก็คือตอนที่ประเทศฮวาฉีกับประเทศชาห์[2]ทำสงครามขีปนาวุธกันตอนนั้นถือเป็นการเขย่าขวัญเหล่าจินตันเจินเหรินเลยก็ว่าได้... แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาเทคโนโลยีของมนุษย์ธรรมดาก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดดขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบันจัดว่าเป็นยุคสมัยที่เผ่ามนุษย์พัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วน่าเหลือเชื่อ...จนในที่สุดผู้ฝึกตนก็เริ่มยอมรับพวกมนุษย์ธรรมดา...”

            “ตอนนี้ชีวิตของผู้ฝึกตนขาดสิ่งของเครื่องใช้ที่มนุษย์ธรรมดาคิดค้นไม่ได้แล้ว” สวีหยางอี้ยิ้มอย่างสะใจพลางแกว่งกระป๋องเบียร์ไปมา“นายก็น่าจะรู้ว่าทุกครั้งที่มีการจัดการแข่งขันอะไรบางอย่างขึ้นมาสิ่งที่ขายดีที่สุดในโลกผู้ฝึกตนคืออะไร?”

            หลี่จงหยวนนึกออกทันที“บะ เบียร์ใช่ไหมครับ?”

            สวีหยางอี้อมยิ้มพลางมองจานที่อยู่ด้านหน้า“แล้วก็พวกของกินเล่นกับบาร์บีคิว”

            หลี่จงหยวนพูดขึ้นอย่างประทับใจ“สมแล้วที่เป็นนายท่าน... สำหรับผู้ฝึกตนขั้นจู้จี ก็อาจจะไม่พึ่งพาสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์มากมายเพราะพวกเขามีคนในตระกูลคอยช่วยเหลือ แต่สำหรับขั้นเลี่ยนชี่อย่างพวกเรากลับใช้ชีวิตห่างจากอินเทอร์เน็ตรถยนต์ เครื่องบิน... เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มพวกนี้ไม่ได้ พวกผู้ฝึกตนต่างตระหนักกันดีว่าพวกเขาตกเป็นทาสสิ่งของอำนวยความสะดวกของมนุษย์ธรรมดาไปแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองได้อีกต่อไป...”

            “แม้แต่เทพเซียนเองก็ยังต้องเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเช่นกัน”

            อายุขัยของขั้นเลี่ยนชี่เท่าคนปกติของขั้นจู้จีมากกว่าเท่าหนึ่ง ของเผ่าปีศาจมากกว่าสองเท่า ทั้งๆ ที่ผู้ฝึกตนบางกลุ่มมีอายุขัยที่ยืนยาวกับมนุษย์ธรรมดามาก...แต่วิวัฒนาการของมนุษย์ธรรมดากลับพัฒนาไปอยู่ในจุดที่รุ่งเรืองกว่า ทำเอาผู้ฝึกตนต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อมนุษย์ธรรมดาไปอย่างสิ้นเชิง!

            “ผู้ฝึกตนทั้งหลายเริ่มพบว่าวิธีการจัดการของตัวเองเสื้อผ้าเครื่องใช้ของตัวเองและอีกหลายๆอย่างเริ่มล้าสมัยกว่าพวกคนที่ตัวเองเคยดูถูก และแล้ว ในยุค 60 เริ่มมีตระกูลผู้ฝึกตนจำนวนมากเริ่มกระชับความสัมพันธ์กับมนุษย์ธรรมดามากขึ้นและเนื่องจากพึ่งพาสิ่งของอำนวยความสะดวกของมนุษย์มากเกินไปทำให้เหล่าอัจฉริยะในตระกูลก็เริ่มมีน้อยลง แรงจูงใจในการฝึกตนก็น้อยลงเป็นเหตุให้ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่บรรลุตบะได้ยากขึ้น แม้แต่บรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางยังลำบากและเป็นแค่ผู้ฝึกตนธรรมดาๆ เหมือนกับผม... พวกตระกูลผู้ฝึกตนที่เริ่มติดต่อกับมนุษย์ธรรมดาเป็นกลุ่มแรกๆในที่สุด...”

            เขากระแอมเสียงขึ้น“คนพวกนี้ก็กลายเป็น ‘ตระกูลทุนนิยมการฝึกตน’จากนั้นพวกเขาก็เริ่มนำทรัพย์สินของโลกผู้ฝึกตนและพวกยาเหลวทั้งหลายมาแลกกับเงินตราของมนุษย์ธรรมดา...แต่ว่าก็เกิดปัญหาขึ้นหนึ่งอย่าง ซึ่งก็คือพวกมนุษย์ธรรมดาไม่ยอมรับสกุลเงินของโลกผู้ฝึกตนที่ใช้หินวิญญาณนับเป็นสกุลเงิน”

            “ถ้าฉันจำไม่ผิดด้วยปัญหานี้เองจึงทำให้เกิด ‘การรวมสกุลเงิน’ ที่มีชื่อเสียงขึ้นมา” สวีหยางอี้กระดกเบียร์หนึ่งอึก“ตั้งแต่ยุค 60 ถึงยุค 80 เนื่องจากโลกผู้ฝึกตนต้องการกระชับความสัมพันธ์กับมนุษย์ธรรมดาและเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างทางการเงินที่เอื้อต่อฝั่งของตัวเองพวกเขาจึงนำสกุลเงินหินวิญญาณเข้าสู่ระบบการแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราของแต่ละประเทศเอาไว้แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเงินแบบนี้มนุษย์ธรรมดาทั่วไปคงไม่ตระหนักถึงความสำคัญของมันอย่างแน่นอนแต่พวกหน่วยงานพิเศษกลับคิดในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นับเป็นการแสดงออกถึงความจำนนของผู้ฝึกตนต่อมนุษย์ธรรมดาและในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักได้ว่าพวกมนุษย์ธรรมดามีอิทธิพลกับพวกเขามากน้อยแค่ไหน”

            “เมื่อมีครั้งแรกก็มีครั้งที่สองและเมื่อมีบ่อยครั้งเข้า สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในโลกผู้ฝึกตนก็เริ่มมีการแลกเปลี่ยนเป็นของมนุษย์ธรรมดามากขึ้นจนเริ่มมีองค์กรอย่างตู้มหาสมบัติและงานประมูลของตระกูลดังๆ เกิดขึ้นเมื่อเข้าไปคลุกคลีตีโมงกับพวกมนุษย์ธรรมดามากๆ บรรดาผู้ฝึกตนก็ได้ลิ้มรสระบบทุนนิยมของพวกมนุษย์ธรรมดามากขึ้นและตระหนักถึงพลังอำนาจของเงินทอง เมื่อระบบโครงสร้างทางการเงินและการหลอมรวมรูปแบบทางสังคมของโลกผู้ฝึกตนกับโลกมนุษย์เริ่มมีอิทธิพลต่อกันรัฐบาลและแหล่งเงินทุนต่างๆ ทั่วโลกก็เริ่มส่งทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ให้กับโลกผู้ฝึกตนมากขึ้นซึ่งก็คือ ‘ทรัพยากรบุคคล’ นั่นเอง”

            ในที่สุดสวีหยางอี้ก็หยุดพูดลงเพราะสิ่งที่เขารู้ก็มีเพียงแต่เท่านี้

            หลี่จงหยวนรู้สึกตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยินไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบพูดขึ้นต่อทันที “ใช่ครับ ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนไหนก็ไม่สามารถทำการใดลุล่วงได้ด้วยตัวคนเดียวพวกเขาต้องมีทีม และแล้วเหล่าอัจฉริยะในแต่ละสายของสังคมมนุษย์ก็เริ่มทำข้อตกลงผูกขาดบางอย่างและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกผู้ฝึกตน”

            “เมื่อมาถึงจุดนี้โลกผู้ฝึกตนที่ปกปิดตัวเองมาเป็นเวลาหลายพันปีก็หลอมรวมเข้ากับมวลมนุษย์ธรรมดาได้อย่างสมบูรณ์ภายในช่วงเวลาไม่กี่สิบปี...ทุกวันนี้ จึงเกิดเป็นธุรกิจต่างๆ ในโลกผู้ฝึกตนอยู่ทุกหนทุกแห่ง อีกทั้งยังมีผู้ฝึกตนทุนหนาจำนวนมากที่จ้างบริษัทหน่วยงาน หรือคู่สัญญาของมนุษย์ธรรมดาบุกเบิกและพัฒนาหุบเขาแม่น้ำอันโด่งดังและสถานที่ลึกลับตามตำนานกิจการสมัยก่อนที่ใกล้จะหายไปอย่างเช่นการประมูล โรงจำนำก็กลับมาประกอบกิจการได้อีกครั้งจากความต้องการทางการตลาดของมนุษย์ธรรมดาเป็นพันล้านคน...”

            “หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการลงนามในสนธิสัญญาต่างๆ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ‘สนธิสัญญาเสินหนงเจี้ย’อันมีชื่อเสียงที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกันของสังคมผู้ฝึกตน สังคมมนุษย์ และเผ่าปีศาจหรือ ‘กฎหมายป้องกันการผูกขาดกับผู้ฝึกตน’ และอีกมากมาย ในเวลาเดียวกันในโลกผู้ฝึกตนก็ก่อกำเนิดพรรคการเมืองขึ้นมากมายโดยหลักๆ มีอยู่สองพรรคที่โดดเด่น ได้แก่พรรคสันติภาพ มีสัญลักษณ์เป็นรูปนกพิราบโดยมีนโยบายทางการเมืองที่เน้นเป็นมิตรและกระชับความสัมพันธ์กับมนุษย์ส่วนอีกพรรคก็คือพรรคปฏิวัติ มีสัญลักษณ์เป็นนกอินทรีย์ที่เน้นนโยบายให้แข็งข้อกับกองกำลังอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากกองกำลังของผู้ฝึกตน”

            หลี่จงหยวนยิ้มเจื่อน“นาท่าน อันที่จริงผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นนโยบายของพรรคฝ่ายไหน พวกผู้ฝึกตนก็ไม่มีทางหนีจากสังคมมนุษย์ได้แล้ว...เพราะว่ามันกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว...”

            สวีหยางอี้ก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน“เมื่อมีผลประโยชน์เป็นตัวล่อ ก็ไม่มีใครสามารถหนีพ้น”

            “ใช่แล้วครับนายท่านกุญแจอยู่ที่คำว่าผลประโยชน์นี่แหละครับ ฝั่งผู้ฝึกตนก็เริ่มรู้สึกว่าการหาหินวิญญาณและการบุกเบิกพัฒนาขุดเหมืองแร่หินวิญญาณมันง่ายกว่าตอนที่ปิดกั้นตัวเองออกจากโลกภายนอกยิ่งนักนายท่านลองดูกรณีของบริษัทหวาหยุนดาต้าจำกัดที่ให้บริการข้อมูลแก่เว็บไซต์ผู้ฝึกตนแห่งหวาซย่าหากไม่มีผลประโยชน์จำนวนมหาศาลมาล่อตาล่อใจ เขาจะยอมละทิ้งวิถีการฝึกตนไปเหรอ?แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งไปอย่างสิ้นเชิงความจริงเป็นเพราะตระกูลพวกเขาไร้ความสามารถด้านการฝึกตนต่างหาก และเพื่อทำให้ตระกูลของตัวเองกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งพวกเขาได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลบ่มเพาะเลี้ยงดูเหล่าเมล็ดพันธุ์ผู้ฝึกตนหัวกะทิเอาไว้”

            “องค์กรยักษ์ใหญ่อย่างตู้มหาสมบัติกับอวี้หลินเว่ยพวกนั้นก็เช่นกันพวกเขาต่างก็เป็นผู้ฝึกตนที่สิ้นหวังมาก่อน แต่ตอนนี้เป็นกลายเป็นกลุ่มคนที่นอนดื่มด่ำอยู่บนกองเงินกองทองและใช้เงินที่หามาแก้ไขปัญหาและคิดค้นสิ่งต่างๆขึ้นมาเพื่อทำให้บรรลุขั้นจินตันได้เร็วขึ้น... นายท่านครับผมเคยอ่านเจอจากหนังสือเล่มหนึ่ง ในนั้นมีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘เมื่อไรที่ใช้เงินทุนทำการใดสักอย่างก็อย่าหวังจะได้เงินทุนนั้นกลับมา’... โลกทุกวันนี้ก็มีรูปแบบเสียแบบนี้ทั้งนั้นผลประโยชน์มาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยว่ากันเรื่องการฝึกตนทีหลังปัจจัยสี่มีอะไรบ้างที่ไม่ใช้ตังค์?”

            “ยกตัวอย่างเช่นพรรคสันติภาพ พวกเขาใกล้ชิดกับเผ่าปีศาจและมนุษย์เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ส่วนพรรคปฏิวัติก็ไม่เคยแข็งข้อกับสองเผ่านี้อย่างจริงจังเลยสักครั้งทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์คำเดียว”

            “ดังนั้น โลกผู้ฝึกตนมวลมนุษย์ และเผ่าปีศาจจึงสงบมายาวนานถึงทุกวันนี้ แต่ก็ยังมีความเปราะบางอยู่มากนายท่านครับ ผมอ่านจบหมดแล้ว”

            “แบบนี้เองเหรอ”สวีหยางอี้ตบเตียง พลางตระหนักได้ว่าโลกผู้ฝึกตนได้กลายมาเป็นหน่วยย่อยในสังคมใหญ่ไปแล้วงั้นเหรอแต่ข้อมูลที่ได้ยินมาก็สมเหตุสมผลแล้ว

            ขณะที่สวีหยางอี้กำลังจะลุกขึ้นยืนอยู่ๆ ก็เลิกคิ้วถามกลับ “อ่านอะไรจบ?”

            ด้านนอก หลี่จงหยวนกำลังถือIPAD สไลด์ไปมาอยู่ พลางพูดขึ้นด้วยความเคารพ “ผมแอบซื้อเจ้านี้มาเป็นจากเว็บไซต์ผู้ฝึกตนแห่งหวาซย่าอย่างผิดกฎหมายมันสามารถใช้สอดส่องข่าวสารในโลกอินเทอร์เน็ตได้เกือบทุกเรื่องข้อมูลที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ ก็ได้มาจากเว็บไซต์ผู้ฝึกตนทั้งนั้น...ไม่งั้นผมคงวิเคราะห์ไม่ได้ละเอียดแบบนี้หรอกนายท่านยังรู้สึกเบื่ออยู่อีกไหมครับ?”

            สวีหยางอี้นิ่งลงไปสักพักก่อนถามกลับอย่างระวังตัว “นาย... เคยได้ยินคำว่าอาวุธราชันย์ไหม?”

            “ไม่ครับ!” หลี่จงหยวนตอบกลับอย่างรวดเร็ว“ตลอดสามสิบปีมานี้ ผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย... มันคืออะไรเหรอครับ?”

            “ช่วยค้นหาในเว็บไซต์ผู้ฝึกตนให้ฉันหน่อย”สวีหยางอี้เอ่ย

            หลังจากนั้นไม่กี่สินาทีน้ำเสียงของหลี่จงหยวนก็ดังขึ้นอีกครั้ง “นายท่านครับ ก็ยังไม่มีอยู่ดี”

            สวีหยางอี้พยักหน้าหรี่ตาลงพลางลูบคางตัวเอง

            จูหงเสวี่ยที่มีตบะใกล้จะบรรลุขั้นจินตันกลับกลัวสิ่งนั้นอย่างขวัญหนีดีฝ่อดังนั้นมีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าสิ่งนี้มีอยู่จริง

            น่าจะ...มีสิ่งนี้อยู่ แต่พูดออกมาไม่ได้ หรือไม่ก็ไม่กล้าพูด

            “น่าสนใจ”เขาคลี่ยิ้มพลางนั่งลง

            บรรยากาศในห้องเงียบลงสักพักจากนั้นวันเวลาก็ผันผ่านไปวันแล้ววันเล่าประมาณหนึ่งอาทิตย์เห็นจะได้และแล้วเสียงของหลี่จงหยวนก็ดังเข้ามาในกระแสเขาอีกครั้ง “นายท่านถึงที่หมายแล้วครับ”

            จากนั้นคนสองสามคนก็เดินออกมาจากพื้นที่มิติเบื้องหน้าพวกเขาเป็นสถานที่ที่ราวกับอยู่คนละโลกทุ่งนาเขียวขจีลดหลั่นเป็นขั้นบันไดอยู่ตามเชิงเขา ด้านล่างมีห้วยสายลำธารเล็กๆกลับดอกท้อสีชมพูระเรื่อร่วงโรยลงบนผิวน้ำกลายเป็นสายธารสีชมพูนวลตา

            “นายท่านตามจีพีเอสแล้ว ที่นี่เป็นมณฑลขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือสุดของประเทศหวาซย่าที่นี่เป็นเขตของเมืองเว่ยในมณฑลซงเจียง จัดเป็นชนบทห่างไกล”

            สวีหยางอี้รับโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายมาดูจากนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ

            ถัดขึ้นไปทางตอนเหนืออีกหน่อยคือเขตชายแดนระหว่างประเทศหวาซย่ากับประเทศชาห์ที่นั่นเหมือนจะปลอดภัยสำหรับพวกเขา แต่ว่ายิ่งอยู่ติดเขตชายแดนพื้นที่แถบนั้นก็มักจะมีมาตรการการปกครองที่พิเศษกว่าที่อื่น

            จากตรงนี้ไปจนถึงเขตชายแดนหากเขาวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดคงใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง หากเกิดคาดการณ์ไม่คาดฝันก็ยังพอมีวิธีหลบหนีอยู่

            ตอนนี้เขาต้องอยู่ห่างจากระยะสัญญาณเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลหวาซย่าไกลขนาดนี้แล้ว คงเกินกว่าระยะสายตาของผู้ฝึกตนขั้นจู้จีแล้วกระมัง?

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1]อยู่บนยอดภู ขุนเขาแลดูเล็ก หมายถึงคนที่ทะเยอทะยาน ฝักใฝ่เพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด

    [2] ประเทศชาห์ คือประเทศอิหร่านในปัจจุบันโดยคำว่าชาห์มาจากคำว่า “ชาฮันชาห์” ที่แปลว่าพระเจ้าแผ่นดินของประเทศอิหร่าน