ร่างไม่ได้สติถูกพาไปพักในถ้ำบนยอดเขา นักพรตซือหยางตรวจชีพจรอย่างละเอียด พลางมองฉีกุ้ยเฟยและเ้าตัวน้อยอีกสองหน่อที่มองคนบนเตียงอย่างเป็ห่วงและรอคำวินิจฉัยจากเขา เขาดึงมือออกจากข้อมือเล็กๆของเฉินเหวินซิง ก่อนเดินไปหยิบขวดยาบนชั้นไม้ที่มีขวดยาวางเรียงอยู่หลายร้อยขวดมาขวดหนึ่ง เขาเปิดมันออกและนำไม้ไผ่ที่ฝานเป็แผ่นบางพันผ้าที่ปลาย ชุบยาและทาาแที่คอ
“ลูกเ้าไม่เป็อะไร อีกไม่นานก็ฟื้น”
“ขอบคุณท่านน้ามาก” ฉีกุ้ยเฟยยิ้มและนั่งลงบนเตียง มือบางลูบหน้าโอรสด้วยความโล่งใจ
“บุตรเ้าสามคนนี้...เป็แบบเ้าหรือ”
“ขอรับท่านน้า”
“เ้าจึงต้องอำพรางใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขา” คนงามพยักหน้าอีกครั้ง
“และซ่อนกลิ่นหอมอีกด้วย”
“เป็อย่างที่ท่านน้าคิดทุกอย่างขอรับ”
“แล้วที่พามาหาข้าที่นี่ เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร” นักพรตซือหยางถามพลางนั่งลงบนเก้าอี้ ดูท่าคงต้องคุยกันอีกยาว
“ข้าอยากให้ท่านรับลูกข้าเป็ศิษย์ สอนวรยุทธ์ให้พวกเขา”
“เหอะ วรยุทธ์ของเ้าก็ไม่ธรรมดา เหตุใดต้องให้ข้าสอน อีกอย่างข้าก็ไม่เคยรับศิษย์หญิงหรือศิษย์เกอมาก่อน” เ้าของหุบเขาส่ายหน้าปฏิเสธ
“ข้าอยู่ในวัง เป็พระสนมผู้อ่อนแอ จะสอนวรยุทธ์พวกเขาโจ่งแจ้งก็ไม่ได้ อีกทั้งเรียนจากข้าหรือจะสู้เรียนจากท่านน้า ผู้ที่ได้ชื่อว่าวรยุทธ์เป็หนึ่งในยุทธภพ” ฉีกุ้ยเฟยป้อนคำยอในท้ายประโยค
แม้จะรู้ว่าหลานตัวดีจะพูดเพื่อยกยอแต่ก็อดที่จะปลื้มไม่ได้ ใบหน้าหล่อใสจึงดีขึ้นมาหน่อย แผ่นอกเพรียวก็พลอยจะยืดขึ้นด้วย
‘หลานโง่งมวันนี้เข้าใจพูดนัก’
“ข้ามีแต่ศิษย์ที่เป็ผู้ชาย ขืนมีเกอร่วมเรียนด้วย จะไม่วุ่นวายรึ” เขาว่าพลางมองเ้าตัวจ้อย ก่อนจะสะบัดฝ่ามือเบาๆ รอยปานดำกระดำกระด่างบนใบหน้าเล็กๆนั่นก็หายไป
เผยใบหน้าน่ารักงดงามที่แท้จริง ดวงตากลมโตเป็ประกายวิบวับจ้องตอบท่านตาเล็กของพวกเขา คิ้วดำดั่งปีกอีกาเรียงตัวรับกับดวงตาราวกับประติมากรรมชิ้นเอก จมูกโด่งเชิดขึ้นเล็กน้อยกลับทำให้ผู้เป็เ้าของดูซุกซนดื้อรั้นแลผู้พบเห็นต่างหมั่นเขี้ยวอยากอุ้มเ้าตัวน้อยมาฟัดให้หนำใจ
ยิ่งพิศยิ่งน่าเอ็นดู ทว่าหลังจากนี้อีกไม่กี่ปีเล่า เ้าพวกนี้ก็ต้องงดงามเบ่งบานไปตามวัย เมื่อนั้นเขาหลิงซานของเขาไม่ต้องวุ่นวายหรอกหรือ
พลางนึกถึงศิษย์ปัจจุบันทั้งสาม นักพรตซือหยางถึงกับขนลุก
“ไม่! ข้าไม่รับศิษย์เพิ่ม”
“ท่านน้า!”
“คราวเ้า แผ่นดินก็นองเืไปครั้งหนึ่งแล้ว แล้วเ้าสามคนนี้ เขาหลิงซานของข้าไม่ลุกเป็ไฟเลยรึ” เขาส่ายหน้า พยายามใจแข็งไม่มองหน้าหลาน
“ท่านตาไม่รับพวกเราก็ไม่เห็นเป็ไรนี่พะยะค่ะ คนวรยุทธ์สูงส่งใช่ว่าจะมีแค่ท่านตา ข้าสนใจจะคำนับมู่เหยี่ยนจิ้งประมุขพรรคมารเป็อาจารย์มากกว่า” องค์ชายเก้าเฉินเหวินเยว่กล่าวออกมาเสียงดัง
“เยว่เอ๋อร์!” ฉีกุ้ยเฟยใ ไม่คิดว่าบุตรชายจะพูดเช่นนี้ออกมา
“มู่เหยี่ยนจิ้งรึ!” นักพรตซือหยางคิ้วกระตุกเล็กน้อย
“ขอรับ ในความคิดข้า ข้าว่าเขาก็ไม่เลว วรยุทธ์สูงส่ง แม้จะเป็มารแต่ก็ไม่มีข่าวรังแกชาวบ้านพร่ำเพรื่อ ยกเว้นพวกที่ไปหาเื่ก่อน เขาตอบโต้บ้างก็ไม่แปลก”
“เขาดีกว่าข้า!?” ยังไม่ทันที่องค์ชายเก้าจะตอบ เสียงใสเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น
“ดีกว่าสิขอรับ”
คราวนี้ฉีกุ้ยเฟยอ้าปากค้าง เ้าตัวเล็กของเขาเงียบมาตั้งนาน เหตุใดถึงมาพูดเอาตอนนี้ ประโยคเด็ดเสียด้วย พลางลอบมองอากัปกิริยาของร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ นอกจากคิ้วจะกระตุกแล้ว จอกชาในมือยังสั่นอีกด้วย
“เพราะพี่เก้าเล่าว่าประมุขมารเก่งมาก ไล่พวกพรรคฝ่ายธรรมะกระเจิง พี่เก้าเคยถามเสด็จแม่ว่าท่านตากับท่านประมุขมาร ใครเก่งกว่า เสด็จแม่บอกว่าท่านตาแต่ข้าคุยกับพี่เก้า พวกเราคิดว่าเสด็จแม่โกหก ประมุขมารมู่เหยี่ยนจิ้งน่าจะเก่งกว่า”
‘ยัง...ยังไม่หยุดพูดอีกเ้าลูกคนนี้’ คนเป็แม่แทบจะกัดลิ้นตาย
ฉีกุ้ยเฟยรีบดึงเ้าตัวเล็กขึ้นมานั่งข้างเตียง พลางกดหน้าองค์ชายสิบซบกับอก อีกมือดึงแขนองค์ชายเก้าพลางขยิบตาใส่
“ท่านน้าอย่าไปฟังลูกข้าเลย ลูกข้ายังเด็กพูดจาไม่รู้ความ ขอท่านน้าโปรดอภัย”
“...”
“อันที่จริง ข้าว่าจะฝากลูกให้ท่านน้าดูแลสักระยะ ข้ามีธุระที่ต้องกลับไปจัดการ”
เขาบอกจุดประสงค์ พลางนึกถึงเื่เมื่อสี่ปีก่อนและเื่ลอบสังหารตลอดการเดินทาง เมื่อไหร่ที่เขาหมดห่วงเื่ความปลอดภัยของบรรดาบุตรชายของเขา เมื่อนั้นเวลาล้างแค้นระหว่างเขากับนางก็คงจะเริ่มต้นขึ้น
“เ้าจะใช้เวลาเท่าไหร่”
“อย่างเร็วหนึ่งปี อย่างช้าสามปี”
“เสด็จแม่” เสียงคนบนเตียงเรียกความสนใจของทุกคนให้ละบทสนทนาที่ค้างไว้
“ซิงเอ๋อร์เ้าฟื้นแล้ว” ฉีกุ้ยเฟยคลี่ยิ้มดีใจ น้ำตาคลอที่เห็นบุตรชายตื่นขึ้นมา
“ข้าขออภัยที่ทำให้เสด็จแม่เป็ห่วง”
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง เจ็บมากหรือไม่”
“ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วพะยะค่ะ” เขาบอกมารดาและส่งยิ้มให้น้องทั้งสอง ก่อนจะมองเลยไปยังอีกคนที่นั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะ
“ท่านคือท่านตาของข้าใช่หรือไม่ขอรับ”
นักพรตซือหยางพยักหน้า มองร่างเพรียวบางที่พยายามลุกขึ้นโดยมีฉีกุ้ยเฟยช่วยประคอง
“คารวะท่านตา” ด้วยกิริยาองอาจแต่นอบน้อมทำให้นักพรตซือ หยางถูกใจเฉินเหวินซิงที่สุด
“เ้าอยากจะเรียนวรยุทธ์กับข้าหรือไม่”
“อยากเรียนสิขอรับ”
“เพราะเหตุใด”
“ข้าอยากมีวรยุทธ์ที่แข็งแกร่ง เพื่อปกป้องท่านแม่และน้องๆแทนเสด็จพี่”
“แล้วกับมู่เหยี่ยนจิ้งเล่า เ้าไม่คิดจะเล่าเรียนกับเขารึ”
“ไม่ขอรับ”
“เพราะเหตุใด” นักพรตหน้าเด็กถามต่ออย่างสนใจ
“ข้าเชื่อว่าเสด็จแม่ย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับข้าและน้องๆ เมื่อท่านแม่เห็นว่าท่านตาคือผู้ที่เก่งที่สุดในยุทธภพ นั่นย่อมเป็เช่นนั้น แล้วเหตุใดข้าต้องไปร่ำเรียนกับผู้ที่ด้อยกว่าท่านล่ะขอรับ”
ป๊าบ! นักพรตซือหยางตบโต๊ะอย่างถูกใจ
“ดี พูดได้ดี ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์พิเศษคนแรกและคนเดียว” พูดพลางปรายตาไปยังองค์ชายเก้ากับองค์ชายสิบ
“ท่านน้า แล้วเ้าเก้ากับเ้าสิบท่านจะไม่สอนหรือขอรับ” ฉีกุ้ยเฟยหน้าเจื่อน ส่วนเ้าตัวน้อยสองคนยืนกระพริบตาปริบๆอยู่ข้างมารดาและพี่ชาย
“ท่านตา ท่านโปรดรับน้องเก้ากับน้องสิบเป็ศิษย์ด้วยขอรับ” เฉินเหวินซิงคุกเข่าขอร้อง
“ข้าไม่สอน!”
“ท่านน้า!”
“แต่ข้าจะเรียกเ้ามู่เหยี่ยนจิ้งมาสอนเ้าสองตัวเล็ก”
ฉีกุ้ยเฟยอ้าปากค้าง ก่อนรีบขอบคุณนักพรตซือหยางแทบไม่ทัน ได้คนระดับมู่เหยี่ยนจิ้งมาสอน ก็ไม่ต่างอะไรกับที่อีกฝ่ายสอน
“ขอบคุณขอรับท่านตา” องค์ชายทั้งสามเอ่ยพร้อมเพรียง
นักพรตซือหยางมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินเหวินเยว่กับเฉินเหวินเฟิ่งและย่อตัวลงระดับเดียวกับใบหน้าใสทั้งคู่
“แล้วพวกเ้าจะได้รู้จักมู่เหยี่ยนจิ้งตัวจริง”
เมื่อเห็นแววตาสั่นระริกในดวงตาคู่น้อยก็พลันให้อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง ฉีกุ้ยเฟยส่ายหน้าให้กับผู้ที่เดินออกไป ก่อนจะเข้ามาปลอบลูกน้อยทั้งสอง
นักพรตซือหยางไปตรวจดูผลงานของศิษย์แต่ละคน มู่หยางกวางจัดการคนของพรรคเบญจพิษได้อย่างหมดจด เพียงแต่ใช้เพียงวิชาฝ่ามือแมงมุมดำที่เพิ่งได้มาจากหยวนเจิ้ง ไม่ได้ใช้วิชาที่เขาสอนเลยสักนิด!
หลี่หลินใช้กระบี่ หลังจากตรวจดูาแ เรียกได้ว่าปลายกระบี่ปลิดชีพจรทันที วิชาที่ใช้เป็วิชาที่เขาสอน ‘เพลงกระบี่ตัดธุลี’
‘ผ่าน’
โจวิเฉิง ศิษย์ที่แสนจะเย่อหยิ่งและเ้าสำอาง เขาเลือกใช้เสียงขลุ่ยควบคุมจิติญญา ‘วิชาควบคุมจิต’ บังคับให้ห้ำหั่นกันเอง ส่วนเ้าตัวนั่งเป่าขลุ่ยอย่างสบายอารมณ์ มองศัตรูเข่นฆ่ากันเอง สมกับเป็จวิ้นอ๋องแคว้นโจว
‘ผ่าน’
“ตกลงข้าจะได้ลงเขาเมื่อไหร่”
“เหอะ! ช้าไปอีกหนึ่งปี”
“ท่านว่าอะไรนะ!” มู่หยางกวางเบิกตากว้าง
“หูตึงรึไง อีกสามปีเ้าถึงได้ลงจากเขา”
“ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าสังหารคนพรรคเบญจพิษเพียงผู้เดียวในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ไวกว่าเ้าหน้าไม้ไผ่กับเ้าอ๋องจอมหยิ่งนั่นด้วย เพราะเหตุใดข้าจึงต้องอยู่ที่นี่นานกว่าพวกเขา” ชายหนุ่มลืมตัวขึ้นเสียงใส่
“เพราะเ้าไม่ได้ใช้วิชาที่ข้าสอนเลย ไปเอาวิชาสวะนั่นมาใช้ น่าขายหน้าข้าสิ้นดี วิชาของข้าดีกว่า ทรงอานุภาพกว่าฝ่ามือแมงมุมดำนั่นไม่รู้ตั้งเท่าไหร่”
“เ้านักพรตบ้า ข้าไม่ยอมอยู่ที่นี่ตั้งสามปีหรอก”
“แล้วเ้าจะทำอะไร จะกลับพรรคัทมิฬให้บิดาเ้าส่งกลับมา หรือจะหนีไปท่องยุทธภพเป็ประมุขน้อยที่ยังไม่โตดีล่ะ” เมื่อเห็นลูกศิษย์ตัวสั่น เขาจึงเสนอทางเลือกอย่างใจดี
“เอาล่ะๆ เดี๋ยวจะหาว่าข้าใจร้าย ข้าให้โอกาสเ้า หากเ้าอยากลงเขาเร็ว ก็เอาชนะข้าให้ได้”
“ได้ รับมือ” เขาพุ่งกระโจนสาดพลังใส่นักพรตหน้าใสที่ดำรงฐานะอาจารย์ทันที ดวงตาเปลี่ยนเป็สีแดง ร่างก็คล้ายจะมีไอสีแดงลอยออกมาตามอารมณ์เ้าตัว
หลี่หลินกับโจวิเฉิงใช้วิชาตัวเบาะโลอยออกมาให้ห่างรัศมีการต่อสู้ ต่างหาทำเลเหมาะนั่งดูการต่อสู้ตรงหน้าราวกับเป็เื่ปกติ หลี่หลินนั่งมือประสานบนกิ่งไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านยื่นออกไปกลางเหว ส่วนโจวิเฉิงเลือกนั่งห้อยขาบนชะง่อนหิน หยิบพัดหยกขึ้นมาพัดเบาๆด้วยท่วงท่าสบาย
นักพรตซือหยางพลิ้วไหวดุจสายลม เปลวเพลิงร้อนแรงที่เต็มไปด้วยไอพิษมิทันได้ััตัว ร่างผอมบางก็เร้นหายไปจากจักษุ
‘โป๊ก’ กำปั้นเล็กเขกศีรษะศิษย์อารมณ์ร้อนไปทีหนึ่ง
‘คิๆ’ ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน นั่นยิ่งกระพือความโกรธของมู่หยางกวางให้เพิ่มขึ้น ชายหนุ่มแปรพลังเปลี่ยนไอน้ำในอากาศให้เป็ของแข็งและใส่ปราณพิษลงไป ก่อนจะสาดพลังให้น้ำแข็งพิษพุ่งโจมตีรอบทิศทาง
“คราวนี้ท่านหลบไม่พ้นแน่”
“เสียใจที่ต้องทำให้เ้าผิดหวัง ศิษย์รักของข้า”
นักพรตซือหยางไม่ได้หลบ หากใช้พลังปราณสกัดกั้นน้ำแข็งพิษให้ลอยค้างในอากาศและส่งมันกลับไปยังเ้าของ มู่หยางกวางลองใช้ปราณแบบอาจารย์ แต่เพราะลมปราณของเขาไม่มากพอที่จะหยุดน้ำแข็งพิษที่อาจารย์ส่งกลับมา จึงะโหลบแต่ก็ไม่พ้น จึงโดนน้ำแข็งพิษของตัวเองเล่นงาน
แม้พิษทั่วทั้งใต้หล้าจะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่น้ำแข็งที่ฝังทะลุิัก็ทำให้โลหิตสีแดงไหลออกมาไม่น้อย
“ข้าจะแสดงวิชาใหม่ๆให้เ้าดู เผื่อเ้านึกอยากจะเรียนวิชานี้ดูบ้าง...พายุทลายฟ้า” มวลคลื่นกำลังก่อตัวในมือบาง จากก้อนเล็กค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“ข้าจะใช้พลังเพียงสองส่วน”
‘หยามกันมากไปแล้ว’ มู่หยางกวางโมโห ขณะที่นักพรตซือหยางยิ้มหวานส่งให้พร้อมกับสาดพลังเข้าใส่
ตูม!
ร่างสูงใหญ่ของมู่หยางกวางกระเด็นลอยไปกระแทกกับถ้ำหลังน้อย ก่อนจะกลิ้งตกมายังพื้น ใบหน้าหล่อร้ายกระอักเืออกมาคำโต ถึงอย่างนั้นเ้าตัวก็ยังพยายามยืนขึ้น
“เ้าสนใจขึ้นมาบ้างรึยัง ถ้ายัง ข้าก็มีอีกหลายวิชาให้เ้าดู”
“จะแสดงอะไรให้ข้าดูก็งัดออกมาเลย” ศิษย์ตัวโตหาได้เกรงกลัว ทว่า...
“ท่านตาอย่าทำเขาเลยนะขอรับ”
เฉินเหวินซิงวิ่งออกมาและกางมือปกป้องร่างของมู่หยางกวาง คิ้วเข้มของประมุขน้อยพรรคมารขยับเข้าหากัน มองคนตัวเล็กที่วิ่งมาขวางระหว่างเขากับนักพรตซือหยางอย่างงงๆ ใบหน้าเล็กหันมามองเขาชั่วแวบ ก่อนจะหันไปหาอีกคน
“เขาช่วยชีวิตข้าไว้ ขอท่านตาโปรดเมตตาด้วยขอรับ”
“เ้าถอยออกไป” มู่หยางกวางสั่ง หากอีกคนไม่ทำตาม
“ซิงเอ๋อร์ มาหาแม่”
“ท่านตารับปากข้านะขอรับ” คนตัวเล็กร้องขอ น้ำตาปริ่มเมื่อท่านตาเล็กยืนนิ่ง ส่วนมารดากำลังเดินเข้ามา ดูท่าจะดึงเขาออกไป เ้าตัวตัดสินใจหันไปกอดร่างผู้มีพระคุณไว้แน่น
“หากท่านตาไม่รับปากข้า ข้าจะยืนกอดเขาไว้อย่างนี้”
นักพรตซือหยางอ้าปากค้าง ฉีกุ้ยเฟยเบิกตากว้าง ส่วนมู่หยางกวางยืนนิ่ง
ดวงตาโลหิตเหลือบมองเด็กตรงหน้าด้วยความเอ็นดูเป็ครั้งแรก แม้หน้าตาจะอัปลักษณ์ หากจิตใจกลับดีงามยิ่ง
“เ้า!” ร่างของอาจารย์ปรี่เข้ามาดึงเ้าตัวน้อยออกจากเขาและส่งคืนฉีกุ้ยเฟยทันที ก่อนจะเอาตัวเองยืนขวางไว้แทน ใบหน้าหล่อใสดูฟึดฟัดไม่พอใจ
‘หวง’ คำนี้เด่นชัดขึ้นมาทันที
มู่หยางกวางหรี่ตามองทั้งอาจารย์และเ้าตัวเล็กหน้าด่าง
“หลานท่านอาจารย์น่าเอ็นดูยิ่งนัก ไม่เสียแรงที่ข้าเคยช่วยชีวิตไว้”
“ไม่ต้องมาชมหลานข้า” ใบหน้าใสบึ้งตึงหนักกว่าเก่า
“ข้าขอบคุณท่าน ‘ศิษย์พี่’ ” เ้าตัวเล็กยังอุตส่าห์ชะเง้อหน้าออกมาส่งยิ้ม
“หือ เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ” มู่หยางกวางเลิ่กคิ้วแปลกใจ สองหนุ่มที่นั่งดูเหตุการณ์ก็ไม่ต่างกัน
“ศิษย์พี่ เพราะท่านตาจะสอนวรยุทธ์ให้ข้า ข้าจึงเรียกท่านว่าศิษย์พี่ขอรับ” หนุ่มน้อยตอบเสียงใสด้วยท่าทางกระตือรือร้นผิดกับผู้เป็ตา ใบหน้าหล่อเหลาส่งยิ้มร้ายกาจให้ผู้เป็อาจารย์ ทำเอานักพรตซือหยางคิ้วกระตุกไม่หยุด