ตอนที่ปริยะบอกว่าน้ำผลไม้ที่เธอดื่มลงไปมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วยนั้นพันธกานต์กำลังรู้สึกยุบยิบตรงบริเวณต้นคอพอดี จึงยกมือขึ้นหมายจะเกาแต่ปริยะก็คว้ามือเธอเอาไว้เสียก่อนจังหวะนี้เองที่เธอได้เห็นว่าหลังมือทั้งสองข้างของเธอเต็มไปด้วยผื่นแดง และมันกำลังลามขึ้นมาตามแขนทั้งสองข้างเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว
“เชี่ยแล้วไง! น้องแพมลุกเร็วครับพี่จะพาไปโรงพยาบาล ไอ้ไคน์ ลุกขึ้นไปเอารถมาหน้าลิฟต์ประตูหลังให้เร็วเลยแก”
กานตธีร์ไม่คิดเลยว่าน้ำผลไม้ธรรมดาๆที่ตนเลือกมาให้หญิงสาว จะถูกเพื่อนอีกคนผสมเอาไว้เสียแล้วนี่เลยกลายเป็ว่าเขาทำร้ายหญิงสาวอย่างไม่ตั้งใจไปเสียได้ด้วยความรู้สึกผิดเขาจึงรีบลงไปเอารถของตนมารอที่ประตูหลังอย่างรวดเร็ว
“น้องแพม คันมากไหมครับ?อดทนหน่อยนะ อย่าไปเกาเข้าล่ะ เดี๋ยวมันจะยิ่งลาม”
พันธกานต์รู้สึกทรมานคันยุบยิบไปทั้งตัวที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ตอนนี้เธอรู้สึกแน่นหน้าอกคล้ายจะหายใจไม่ออกเอาเสียด้วย
“พี่ยะ แพมหายใจไม่ออก”
“ยาพ่นฉุกเฉินล่ะครับน้องแพม”
พันธกานต์มองไปทางกระเป๋าที่สะพายอยู่ติดตัวเป็เชิงบอกว่ายาอยู่ในกระเป๋า
ปริยะรีบค้นกระเป๋าจนเจอยาพ่นฉุกเฉินแต่ดูเหมือนว่าอาการของหญิงสาวจะไม่ค่อยดีขึ้นสักเท่าไรเลย ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไปช้อนตัวรุ่นน้องสาวขึ้นอุ้มทันทีสองเท้าก้าวเร็วรี่ลงลิฟต์เฉพาะจากห้องทำงานของเขาตรงไปลานจอดรถติดประตูหลังด้วยความเร็วสุดชีวิตยิ่งเห็นใบหน้าเล็กแดงก่ำราวกับจะคั้นน้ำออกมาได้ เขาก็ยิ่งร้อนใจ
เมื่อลงมาถึงด้านล่าง กานตธีร์ก็เปิดประตูด้านหลังรถรออยู่แล้วปริยะจึงอุ้มหญิงสาวขึ้นรถได้อย่างรวดเร็ว
“ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเลยน้องแพมน่าจะหอบหืดกำเริบขึ้นมาด้วย ให้ไวเลยแก!”
กานตธีร์ออกรถรวดเร็วทันใจเขาชำเลืองมองกระจกหลังและได้เห็นว่าหญิงสาวทรมานมากเพียงใดแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีแต่ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวย เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้เป็โรงพยาบาลของรัฐและกำลังมีการลำเลียงผู้าเ็จากอุบัติเหตุกันอยู่พอดีกานตธีร์จึงไม่รอช้ารีบหักพวงมาลัยมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลของคุณลุงเขาทันทีแม้ว่าที่นั่นจะอยู่ห่างจากโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดไปอีก่ใหญ่ก็ตาม
“ไปโรงพยาบาลของคุณลุงฉันดีกว่าคืนนี้พี่ไทม์เข้าเวร เดี๋ยวฉันโทรหาพี่ไทม์เอง”
หลังจากประสานงานกับพี่ชายเรียบร้อยแล้วห้านาทีต่อมา กานตธีร์ก็หยุดรถลงหน้าห้องฉุกเฉินซึ่งทักษ์ดนัยและพนักงานเปลรออยู่แล้วพอดี
“คนไข้เป็อะไรมา?”
ทักษ์ดนัยถามอย่างรวดเร็วขณะที่ช่วยรับร่างบางขึ้นไปนอนบนเตียงเปล
“แพ้แอลกอฮอล์และก็น่าจะหอบหืดกำเริบด้วยครับ”
ทักษ์ดนัยพยักหน้ารับทราบแล้วเดินตามเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันที
“ฉันว่าแกไปทำประวัติให้น้องเขาก่อนดีกว่าถึงมือหมอแล้วไม่น่าจะมีปัญหาแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันไปหาที่จอดรถก่อน”
กานตธีร์หันไปบอกปริยะที่ดูจะยังเคร่งเครียดอยู่มากจนเขาชักตงิดใจ
ปริยะพยักหน้ารับแล้วหันกลับไปหยิบกระเป๋าของพันธกานต์เพื่อค้นหาเอกสารทำประวัติผู้ป่วย
หลังจากจัดการเื่ทำประวัติเรียบร้อยแล้วสองเพื่อนสนิทจึงได้มีโอกาสนั่งลงคุยกันกานตธีร์ฉวยโอกาสถามเพื่อนอย่างจริงจังทันที
“ยะ แกชอบน้องแพมรึเปล่าวะ?”
ปริยะอึ้งไปเล็กน้อยก่อนตอบเพื่อนอย่างไม่ปิดบัง
“เคยชอบว่ะ แต่น้องเขาไม่เล่นด้วยตอนเจอน้องเขาครั้งแรกที่อังกฤษน่ะ ฉันยังไม่เป็โล้เป็พาย กินดื่มเที่ยวไปวันๆเท่านั้นแหละ คลาสเรียนก็เข้ามั่งไม่เข้ามั่ง แต่พอได้รู้จักน้องแพมได้ทำความรู้จักใกล้ชิดกันมากขึ้น ฉันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่น่าเสียดายที่น้องแพมเขามองฉันเป็แค่รุ่นพี่ เป็พี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น”
กานตธีร์ขมวดคิ้วถามต่อ
“งั้นแปลว่าตอนนี้แกก็ยังชอบน้องเขาอยู่?”
ปริยะส่ายหน้าปฏิเสธหนักแน่น
“ไม่ได้ชอบแบบชู้สาวแน่นอนมันก้ำกึ่งระหว่างความนับถือกับความสงสารมากกว่าว่ะ น้องแพมน่ะเป็นักเรียนทุนที่เก่งมากคนหนึ่ง แกคิดดูสิใช้เวลาแค่สามปีนิดหน่อยก็เรียบจบปริญญาตรีสองใบ แถมยังคว้าเกียรตินิยมมาด้วยพอเรียนปริญญาโทก็ใช้เวลาแค่ปีครึ่งเท่านั้นเอง ฉันสู้น้องเขาไม่ได้เลยว่ะแล้วแบบนี้จะมีหน้าไปชอบน้องเขาได้ไงวะ”
กานตธีร์พยักหน้ารับมีความสามารถขนาดนี้ เพื่อนเขาดูกากไปเลยแต่เป็อย่างนี้ก็ดูเหมือนว่าน้องแพมจะเหมาะสมกับพี่ชายเขาจริงๆ
“ก็ฟังดูดีนี่หว่าแล้วน้องแพมเขาน่าสงสารตรงไหนกันมากความสามารถเสียขนาดนี้ยังมีอะไรให้ต้องสงสารอีกล่ะ?”
“เื่เรียนเื่งานเขาไม่มีอะไรน่าสงสารหรอกว่ะแต่เื่ครอบครัวเขาต่างหากที่น่าสงสารน่ะ น่าจะสักประมาณครึ่งปีก่อนคุณพ่อกับน้องชายของน้องแพมประสบอุบัติเหตุ ตัวคุณพ่อน่ะไม่รอด แต่น้องชายน่ะพิการ่ล่างไปแล้วตอนเกิดเื่น่ะ น้องแพมเพิ่งกลับมาได้สักสามสี่เดือนล่ะมั้งเริ่มทำงานได้ไม่เท่าไรเอง คุณพ่อของน้องแพมเป็ปลัดจังหวัดทางภาคใต้กำลังรอเลื่อนตำแหน่งจะเป็ผู้ว่าอยู่แล้วเชียวแต่ดันมาเกิดเื่ขึ้นเสียก่อนพอท่านเสียก็ได้เงินบำเหน็จมาก้อนหนึ่งน้องแพมก็ใช้เงินก้อนนั้นไปกับการรักษาน้องชายจนหมดทางฝ่ายคู่กรณีก็ให้เงินชดเชยมาก้อนหนึ่งเหมือนกันแต่ค่าผ่าตัดแต่ละครั้งก็ใช้เงินเยอะพอดูตอนนี้น้องเขาก็เลยต้องหางานเสริมเพื่อหาค่าผ่าตัดครั้งสุดท้ายของน้องชายตัวเป็เกลียวคืนนี้ที่นัดเจอกันก็เื่งานเนี่ยแหละ”
ตอนนี้กานตธีร์เพิ่งได้เข้าใจว่าที่แท้หญิงสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งต้องแบกรับภาระมากมายเพียงใดและเขาก็พลันรู้สึกนับถือและสงสารเธอขึ้นมาเหมือนกัน ความคิดชักนำบุพเพให้หญิงสาวกับพี่ชายที่แสนดีจึงยิ่งโหมแรงกล้าขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
“นายว่าถ้าฉันมีทางออกดีๆให้น้องแพม น้องเขาจะรับไว้พิจารณาไหมวะ?”
ปริยะมองเพื่อนอย่างระแวงน้ำเสียงและท่าทางเช่นนี้ของกานตธีร์ช่างไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
“ไคน์ นายคิดจะทำอะไรวะ?”
กานตธีร์ไม่ตอบคำ เพียงมองประตูห้องฉุกเฉินที่ปิดสนิทอย่างแฝงความนัย
...................
ทักษ์ดนัยประเมินอาการคนไข้สาวแล้วจึงสั่งฉีดยาเอพิเนฟรีนหรืออะดรีนารีนให้ผู้ป่วยทันที เพื่อยับยั้งอาการแพ้แอลกอฮอล์ก่อนเป็อันดับแรกแล้วจึงให้ยาขยายหลอดลมชนิดฉีดเข้าเส้นเืแก่เธออีกเข็มหนึ่งเพื่อบรรเทาอาการหอบหืดและทำให้กล้ามเนื้อหลอดลมคลายตัวรออยู่ราวสิบห้านาทีเมื่อเห็นว่าอาการของเธอคงที่แล้วเขาจึงเตรียมจะเดินออกไปเพื่อแจ้งสองหนุ่มที่รออยู่ด้านนอกด้วยตนเองแต่คิดไม่ถึงว่าจะมีมือหนึ่งรั้งเสื้อกาวน์ของเขาเอาไปเสียก่อน
“หมอพี่ไทม์เหรอคะ?”
มือเรียวของคนไข้ที่ยังคงมีผื่นแดงอยู่ประปรายจับเสื้อกาวน์ของทักษ์ดนัยเอาไว้แน่นจนเขาไม่อาจเดินไปต่อได้จึงจำต้องหันกลับมามองคนไข้บนเตียงอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งที่ปกติแล้วเขาไม่มีทางยอมให้คนไข้ของตนมายื้อตัวเขาไว้ได้เป็อันขาด ยังมีเสียงที่ฟังดูคุ้นเคยและคำเรียกที่แปลกกว่าใครทำให้เขาต้องหันมาพิจารณาคนไข้สาวอย่างเต็มตา
“น้องแพม?”
พันธกานต์ใจชื้นขึ้นมากเมื่อพบว่าคุณหมอที่ดูแลเธอเป็คนที่เคยคุ้นเคยกัน
“แพมเองค่ะไม่คิดเลยว่าเข้าโรงพยาบาลครั้งแรกจะได้มาเจอหมอพี่ไทม์”
ทักษ์ดนัยจับมือหญิงสาวออกจากเสื้อกาวน์ของตนอย่างนุ่มนวลเปลี่ยนมากุมเอาไว้หลวมๆแทน สีหน้าแววตาอ่อนลงจนเหล่าแพทย์และพยาบาลหันมองไปตามๆ กัน
“ไม่เจอกันหลายปีเลย น้องแพมกลับมาั้แ่เมื่อไรคะ?ไม่เห็นโทรหาหมอพี่ไทม์เลย”
พันธกานต์ยิ้มบาง ตอบอย่างขอลุแก่โทษ
“กลับมาเกือบปีแล้วค่ะ แต่น้องแพมทำแอดเดรสกับเบอร์หมอพี่ไทม์หายก็เลยไม่รู้จะติดต่อยังไงน่ะค่ะ”
ทักษ์ดนัยพยักหน้ารับรู้และไม่ได้ต่อว่าอะไรเพียงถามต่อ
“น้องแพมรู้ดีว่าตัวเองแพ้แอลกอฮอล์แล้วดื่มเข้าไปได้ยังไงคะ? นี่ดีนะที่ถึงมือหมอทันไม่งั้นทั้งหอบทั้งแพ้พร้อมกันแบบนี้ อันตรายมากเลยรู้ไหมคะ?”
“ไม่ได้ตั้งใจดื่มหรอกค่ะ พอดีน้องแพมไม่ทราบว่าในน้ำผลไม้มันผสมวอดก้าอยู่ด้วยนี่ก็ดื่มไปไม่เท่าไหร่เองนะคะ ไม่ถึงครึ่งแก้วด้วยซ้ำ”
ทักษ์ดนัยเขี่ยปอยผมที่หล่นลงมาระหน้าผากมนอย่างอ่อนโยนพูดเสียงดุขึ้นมาเล็กน้อย
“อย่าว่าแต่ไม่ถึงครึ่งแก้วเลยค่ะสำหรับน้องแพมแพ้แอลกอฮอล์รุนแรงขนาดนี้ แค่จิบเดียวก็ไม่ได้ค่ะ เอาล่ะหมอพี่ไทม์จะออกไปจัดการกับสองหนุ่มข้างนอกนั่น น้องแพมนอนพักไปก่อนนะคะอีกอย่างคืนนี้น้องแพมคงต้องแอทมิท เดี๋ยวหมอพี่ไทม์ไปจัดการให้นะคะ”
พันธกานต์ฟังว่าต้องแอทมิทก็พลันหน้าถอดสีขึ้นมาทันทีรีบเอ่ยอย่างร้อนรน
“น้องแพมไม่นอนโรงพยาบาลนะคะหมอพี่ไทม์น้องแพมต้องกลับบ้านค่ะ”
ทักษ์ดนัยนิ่วหน้าเล็กน้อยอย่างไม่เห็นด้วย
“ไม่ได้หรอกค่ะ ยังไงคืนนี้ก็ต้องดูอาการก่อนวางใจเถอะค่ะ มีหมอพี่ไทม์อยู่ทั้งคน”
พันธกานต์อยากอธิบายสาเหตุที่เธอไม่อาจนอนโรงพยาบาลให้ทักษ์ดนัยฟังแต่น่าเสียดายที่เขาเดินลิ่วออกไปเสียแล้ว
.....................
ทันทีที่ทักษ์ดนัยก้าวออกมาจากห้องฉุกเฉินกานตธีร์กับปริยะก็ปรี่เข้าไปหาทันที
“เป็ไงบ้างครับพี่ไทม์ น้องแพมโอเครึยัง?”
ทักษ์ดนัยมองปริยะที่มีท่าทางร้อนรนในใจก็พลันกระตุกวูบขึ้นมา คิดสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพันธกานต์ว่าเป็เช่นไร
“คืนนี้ต้องแอทมิท ดูอาการคืนนึงก่อนถ้าพรุ่งนี้ไม่มีหอบกำเริบ ผื่นหายหมดก็กลับบ้านได้”
สองหนุ่มฟังแล้วก็ค่อยโล่งใจ แต่เมื่อคิดถึงน้องชายของพันธกานต์ที่อาจจะยังรอพี่สาวกลับบ้านก็พลันหนักใจขึ้นมา
ความจริงแล้วเื่ทั้งหมดของพันธกานต์นี้นอกจากที่เธอเล่าให้ฟังเองแล้ว ส่วนหนึ่งซึ่งเป็รายละเอียดยิบย่อยนั้นปริยะสั่งให้คนของตนไปหาข้อมูลมาหลังจากที่พันธกานต์ติดต่อหาเขาเมื่ออาทิตย์ก่อน แต่ตอนนั้นเขากำลังตรวจโครงการอยู่ที่ต่างจังหวัดจึงไม่สะดวกที่จะนัดเจอกัน เพิ่งจะมีเวลาก็คืนนี้เองแถมบ่ายพรุ่งนี้เขาต้องบินไปสิงคโปร์ ดังนั้นเื่นี้จึงต้องหาทางจัดการให้ดี
“แล้วน้องแพมจะย้ายไปตึกในเมื่อไรครับพี่ไทม์?”
“อีกราวๆ ครึ่งชั่วโมง พวกนายมีเื่อะไรด่วนรึเปล่าล่ะ?”
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆทักษ์ดนัยก็รู้สึกเขม่นเพื่อนสนิทของน้องชายขึ้นมา เสียงที่พูดจึงแข็งอยู่บ้างหากแต่สองหนุ่มกลับไพล่คิดไปว่า คุณหมออย่างทักษ์ดนัยเกรงว่าพวกเขาจะเข้าไปรบกวนการพักผ่อนของคนไข้จึงได้ออกอาการไม่พอใจ
“มีเื่นิดหน่อยครับพี่น้องแพมมีน้องชายที่มีปัญหาทางร่างกายอยู่คนหนึ่งผมเกรงว่าเขาจะกังวลถ้าเกิดน้องแพมต้องมาแอทมิทน่ะ”
ทักษ์ดนัยขมวดคิ้ว มองปริยะอย่างคลางแคลงใจ
“น้องแพมมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง ตอนนี้น่าจะอายุสัก 16-17 ได้แล้วมั้ง เด็กโตขนาดนี้ ช่วยเหลือตัวเองได้แล้วเขาจะมากังวลเื่อะไรกับแค่น้องแพมแอทมิทคืนนึง?”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรของทักษ์ดนัยนั้นแฝงความหมายเอาไว้มากมายโดยไม่รู้ตัวนี่ทำให้หนุ่มรุ่นน้องทั้งสองรู้ทันทีว่าเขารู้จักกับพันธกานต์มาก่อนทั้งยังสนิทสนมกันในระดับหนึ่งอีกด้วย
“ไม่คิดเลยว่าพี่ไทม์จะรู้จักน้องแพมดีขนาดนี้แหม... รู้ลึกยันอายุน้องชายเลยเชียว”
กานตธีร์กระเซ้ายิ้มๆดูเหมือนว่าหญิงสาวที่จะมาเติมเต็มชีวิตครอบครัวของพี่ชายเขาจะอยู่ใกล้ๆ นี้เอง
“ตอนพี่ไปต่อเฉพาะทางที่อังกฤษน้องแพมเป็หนึ่งในทีมผู้ช่วยของโปรเฟสเซอร์ลุคที่ปรึกษาของพี่ พวกเราสนิทกันมาก”
ฟังเช่นนี้แล้วปริยะกับกานตธีร์ก็รู้แล้วว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนต้องมีความพิเศษบางอย่างอย่างแน่นอน
“ในเมื่อเป็อย่างนี้ ปัญหาหนักอกของพี่ก็น่าจะแก้ได้แล้วสิว้า... ผมอุตส่าห์จะเอาหน้ากับพี่สักหน่อย แบบนี้ผมก็แป้วแล้วน่ะสิ”
ทักษ์ดนัยมองปริยะที่ยิ้มแย้มชื่นบานอย่างไม่เข้าใจด้วยตัวเขาทราบดีว่าน้องชายต้องเล่าปัญหาที่ตนกำลังเผชิญในเพื่อนสนิทฟังอย่างแน่นอนดังนั้นปริยะย่อมเข้าใจความหมายที่กานตธีร์พูดอย่างชัดเจนการที่หนุ่มรุ่นน้องยังคงยิ้มได้เช่นนี้ ใช่หมายความว่าระหว่างเขากับพันธกานต์ไม่ได้มีความสัมพันธ์เช่นที่เขาระแวงหรือเปล่านะ?