บทที่ 2
ชายในฝัน
เกร็ดหิมะโปรยปรายลงมาอย่างหนัก ความเหน็บหนาวนี้ถึงขีดสุดที่มนุษย์จะรับได้ กำแพงเมืองสูงตระหง่านช่วยกันลมหนาวจากทางเหนือ เมืองนี้เงียบสงบ แทบไม่พบเห็นเงามนุษย์ มีเพียงทหารไม่กี่คนยืนให้หิมะเกาะตัวอยู่บนกำแพงเมือง ป้ายขนาดใหญ่เหนือประตูเมืองเขียนอักษรสีทองว่า ‘เมืองตงอิ๋น’
ประตูเมืองปิดสนิท ไม่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนกว่าสามแสนคนที่ตั้งทัพอยู่หน้าประตู พร้อมม้าศึกและอาวุธครบมือ…
ทหารนอกกำแพงมีกว่าสามแสนนาย แต่ละคนล้วนมีใบหน้าเหี้ยมโหด พร้อมม้าเหงื่อโลหิตแสนหายาก ชุดที่ใส่เป็หนังสัตว์ป้องกันความหนาว ใบหน้าของพวกเขาเฉยชา ดูคุ้นเคยกับอากาศเช่นนี้ดี อาวุธมีทั้งธนูและง้าว ทหารกว่าร้อยคนแบกซุงเตรียมกระแทกใส่ประตู พวกเขารอคำสั่งจากคนผู้เดียว
“องค์ชายสาม หน่วยทะลวงประตูเมืองพร้อมแล้วขอรับ” ทหารนายหนึ่งขี่ม้ามาแจ้งแม่ทัพใหญ่ของตน
องค์ชายสามหรือเฉินเซียวนั่งเด่นสง่าบนอาชาสีแดงสด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยิ่งนัก จมูกโด่งเป็สันสอดรับกับคิ้วหนาเข้มอย่างลงตัว ริมฝีปากบางเฉียบขยับพูดออกมาว่า “ช้าก่อน”
รองแม่ทัพวัยกลางคนนั่งอยู่บนหลังม้าข้างกายเฉินเซียว เขาสงสัยมากว่าเหตุใดองค์ชายสามผู้นำทัพจึงไม่บุกยึดเมืองเสียที ราวกับกำลังรอบางอย่าง แต่รองแม่ทัพทราบดี องค์ชายสามเป็พวกพูดน้อย แต่ชื่อเสียงความเหี้ยมโหดนั้นเป็ที่โจษจันั้แ่ชนเผ่าแห่งทุ่งหญ้า ไปจนถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเหยียน!
เฉินเซียวกวาดดวงตาคมกริบมองเหล่าทหาร ดวงตานับหมื่นคู่รอฟังคำสั่งเขาอย่างใจจดใจจ่อ แม้จะี้เีพูด แต่เื่นี้สำคัญต่อขวัญกำลังใจของเหล่าทหารกล้า “ภายในกำแพงเมืองนี้ มีทหารฝีมือธรรมดาอยู่เพียงไม่กี่ร้อยคน จะเสียแรงเปล่าไปทำไมกัน”
วรยุทธ์ของเฉินเซียวไร้ผู้เทียบเคียง ั้แ่เด็กเขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับสัตว์ร้ายในป่า และฝึกฝนวรยุทธ์กับยอดฝีมือ เขาสามารถฟังเสียงลมหายของผู้คนจากระยะไกลได้อย่างแม่นยำ แม้อายุยังน้อยแต่ผ่านมานับร้อยศึก และยังไร้พ่ายจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เป็ที่หวาดกลัว ได้รับสมญานามว่า ‘เทพา’ จากการปราบใต้เท้ากัว ผู้ปกครองกองทัพใหญ่ของต้าเหยียนั้แ่อายุเพียงสิบเจ็ดปี
ใต้เท้ากัวคือแม่ทัพไร้พ่ายของต้าเหยียน ทั้งยังเป็แม่ทัพที่ยึดดินแดนของผู้อื่นมาได้มากที่สุด แต่ต้องมาสยบให้กับเด็กเมื่อวานซืน เื่นี้ทำให้ชื่อเสียงขององค์ชายสามกระพือไปไกลหลายพันลี้ นักฆ่าจากทั่วทุกสารทิศมาเพื่อปลิดชีวิตเขา แต่ทั้งหมดล้วนคว้าน้ำเหลว
“เป็เช่นนั้นเอง” รองแม่ทัพพยักหน้าเข้าใจทันที ฝีมือด้านวรยุทธ์ของรองแม่ทัพนับว่าธรรมดาสามัญยิ่ง แต่มีกลวิธีศึกฉลาดหลักแหลม จึงถูกจับคู่ให้มาอยู่กองทัพของเทพา
สิ้นเสียงทุ้มต่ำของรองแม่ทัพ ประตูเมืองที่เคยปิดสนิทเปิดออกกว้างต้อนรับผู้มาเยือน เ้าเมืองตงอิ๋นเป็บุรุษผมขาวทั้งหัว สวมชุดสีขาวสะอาดตา คลุมทับด้วยเสื้อคลุมจิ้งจอก เขาเดินผ่านทหารหลายแสนนายไปอย่างกล้าหาญ เพราะรู้ดีทหารพวกนี้มั่นใจในฝีมือของแม่ทัพตนเอง ไม่มีใครขวางเ้าเมืองผู้หาเื่ตาย
เ้าเมืองตงอิ๋นเดินไกลพอสมควร กว่าจะมายืนตรงหน้าผู้ได้ชื่อว่าเทพาแห่งเฮงโน้ว[1] ขาสองข้างสั่นเล็กน้อย แต่ยังฝืนยิ้มได้ “คารวะเทพาแห่งแดนเหนือ ท่านยังดูอ่อนเยาว์กว่าที่ข้าคิดไว้มาก” เ้าเมืองตงอิ๋นคารวะรองแม่ทัพ
รองแม่ทัพชี้นิ้วไปทางองค์ชายสาม “หากเ้าหมายถึงองค์ชายสามเฉินเซียวละก็ เขาอยู่ด้านนี้”
เ้าเมืองเงยหน้าขึ้นมองตามนิ้วมือของรองแม่ทัพ ใบหน้าหล่อเหลาสะดุดตา แม้จะมีรัศมีความเหี้ยมโหด แต่ความหล่อนี้ยากจะถอนสายตาเช่นกัน! “ข้าน้อยสมควรตาย! ไม่รู้มาก่อนเลยจริงๆ ว่าองค์ชายสามจะยังเยาว์ถึงเพียงนี้!”
เฉินเซียวไม่ถือสาหาความ “แล้วอย่างไร? เปิดประตูต้อนรับพวกข้าไปดื่ม… คนที่นี่ชอบดื่มอะไรกันนะ?”
รองแม่ทัพรีบตอบทันควัน “ดื่มชาขอรับ!”
เฮงโน้วมีอากาศเย็นและแห้งเกินกว่าจะปลูกชา สิ่งที่พวกเขาดื่มกันคือนมม้า นมแพะ และนมแกะ
“ยอมง่ายเช่นนี้ ฮ่องเต้ของพวกเ้าจะว่าเอาได้ เรามาฆ่ากันให้ตายไปข้างดีหรือไม่? เ้าจะได้มีข้ออ้างเวลาเื่ถึงท้องพระโรง” เฉินเซียวกล่าว
เ้าเมืองตงอิ๋นคุกเข่าคำนับ “ขอร้ององค์ชายสาม ชีวิตของข้าน้อยและทหารอีกห้าร้อยนายไร้ค่ายิ่งนัก ทั้งอาวุธและกำลังคนมิอาจเทียบได้แม้กระทั่งจำนวนทหารขนเสบียงของท่าน ขอเพียงองค์ชายอย่าเผาทำลายบ้านเมือง พวกข้ายินดีเป็วัวเป็ม้าให้ท่านขอรับ!”
เมืองตงอิ๋นเป็เมืองหน้าด่านที่ใหญ่ที่สุดของแดนเหนือ เมื่อผ่านเมืองนี้ไปแล้วก็จะเข้าสู่แคว้นต้าเหยียนอันกว้างใหญ่เกรียงไกร เนื่องจากตงอิ๋นอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ กว่ากำลังพล อาวุธ และเสบียงจะมาถึงก็ต้องผ่านมือขุนนางหลายมือนัก บางคนเป็ขุนนางตงฉินก็ดีไป ของที่ถูกส่งมาย่อมครบตามจำนวน แต่หลายคนเป็ขุนนางฉ้อฉล ละโมบโลภมาก ยักยอกอาวุธไปขายให้พวกโจรบ้าง ขายให้แคว้นข้างเคียงบ้าง ขายให้เหล่าองค์ชายเอามาทำากลางเมืองบ้าง ยิ่งเสบียงแล้วเหลือน้อยยิ่งกว่าน้อย ทหารหลายพันคนขาดเสบียงอาหารร่างกายอ่อนแอ ป่วยตายกลางทางไปหลายพันคน
“ชาวเมืองอยู่ที่ใด?” เฉินเซียวลูบแผงคอม้าเหงื่อโลหิตคู่ใจ คำถามนี้ดูธรรมดา แต่เ้าเมืองตงอิ๋นรู้ดี ชีวิตทหารห้าร้อยนายเดิมพันอยู่บนคำตอบนี้ของเขา “ชะ ชายทะเลเมืองต้าไห่ขอรับ!”
เฉินเซียวถามทั้งที่รู้คำตอบ หากเ้าเมืองผู้นี้คิดไม่ซื่อ กล้าหลอกลวงต่อหน้าเขา ทหารห้าร้อยนายต้องถูกสับเป็หมื่นชิ้น!
“ดี เ้ามีนามว่าอะไร?” เฉินเซียวถาม เขาตีเมืองลอบนอกมาห้าเมืองแล้ว ยังไม่รู้จักชื่อเ้าเมืองสักคน ส่วนใหญ่จะฆ่าทิ้งก่อนได้ถามชื่อแซ่ แต่เ้าเมืองตงอิ๋นผู้นี้ฉลาด ไม่คิดแลกชีวิตชาวเมืองกับชื่อเสียงหรือตำแหน่ง เขาต้องถูกปลด ถูกปะาชีวิต และถูกประจานไปจนชั่วลูกชั่วหลาน
ไม่มีใครรับรู้ว่าเ้าเมืองผู้นี้ยอมแลกชีวิตและชื่อเสียง เพื่อปกป้องชีวิตชาวเมืองและเหล่าทหาร หลายเมืองถูกตีแตกพ่ายแพ้ราบคาบ ชาวเมืองถูกฆ่าตายโดยไร้ความผิด เพราะเ้าเมืองถือคติยอมหักไม่ยอมงอ แข็งในเื่ที่ควรอ่อน และอ่อนในเื่ที่ควรแข็ง การใช้ทหารไม่กี่พันคนสู้กับทหารหลายแสน แม้แต่ผู้ได้ชื่อว่าเทพายังหาวิธีเอาชนะได้แค่ไม่กี่วิธี
“ข้าน้อยแซ่หลิว นามเปิ่น เรียกหลิวเปิ่นก็ได้ขอรับ ข้าน้อยขอยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เมืองตงอิ๋นนี้ มอบให้เป็ฐานทัพได้ตามสะดวก ขอเพียงอย่าทำลายทรัพย์สินในบ้านเมืองตงอิ๋น และไม่ฆ่าทหารของเราขอรับ”
“ในเมื่อรักบ้านเมือง รักทหารเสียขนาดนี้ เหตุใดเ้าไม่พาทหารห้าร้อยคนของเ้าหนีไปกับชาวเมืองเล่า?” รองแม่ทัพเกิดความสงสัย
“เอ่อคือ…” หลิวเปิ่นอ้ำๆ อึ้งๆ
“พูดมา!” รองแม่ทัพตะคอกเสียงกดดัน
“หากพวกท่านยืนกรานจะทำลายเมือง พวกข้าแม้มีเพียงห้าร้อยคนพร้อมสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องเมืองตงอิ๋นขอรับ!” หลิวเปิ่นไม่้าให้ชาวเมืองประสบภัยาเช่นที่ตนพบเจอมาทั้งชีวิต บ้านเรือนถูกเผามอด ต้องนอนหนาวสั่น บางคนทนไม่ไหวเสียชีวิตไปก็มีมาก ขาดทั้งอาหารและที่อยู่อาศัย บางครอบครัวบิดาหรือสามีไปเป็ทหาร และไม่ได้กลับมาอีกเลยตลอดชีวิต
หลิวเปิ่นยอมตายพร้อมชื่อเสียงฏแผ่นดิน หากมันสามารถช่วยชาวเมืองและบ้านเมืองที่พวกเขารักไว้ได้
“กล้าหาญน่านับถือ แต่เมืองถัดไปน่าจะไม่ซาบซึ้งด้วย ที่เ้ายอมทิ้งเมืองตงอิ๋นเป็ฐานที่มั่นให้พวกข้า เพื่อปกป้องชีวิตต่ำต้อยของชาวบ้าน” เฉินเซียวกล่าว
“เื่นั้น…” หลิวเปิ่นเองก็ตอบลำบากใจ “ไข่กับหิน ไม่ว่าจะกระทบกันกี่ครั้ง ไข่ก็ต้องเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ นี่เป็ทางออกที่ข้าน้อยเลือก และคิดว่าเหมาะสมที่สุดในเวลาและสถานการณ์นี้แล้วขอรับ!”
“เช่นนั้นก็ดี ทหารของข้าเหนื่อยล้าไม่น้อย ขอพักอยู่เมืองตงอิ๋นสักระยะ” เฉินเซียวนวดบ่าตัวเองทั้งที่ไม่เ็ปแม้แต่น้อย สี่เมืองที่ตีแตกไปเขาแทบไม่เสียเหงื่อ
“ท่านเทพาเชิญตามสบายเลยขอรับ แต่เสบียงของข้าน้อยมีเพียงมันเทศไม่กี่หัว หากท่านไม่รังเกียจ…”
“รังเกียจ เ้าเก็บไว้เถิด แม้เฮงโน้วจะไม่มั่งคั่งทั้งเงินตราและเสบียงอาหารเท่าต้าเหยียน แต่ทหารของข้าไม่เคยต้องท้องว่าง” หลิวเปิ่นผอมหนังหุ้มกระดูก คาดว่าเมืองตงอิ๋นคงถูกราชสำนักละเลยมาหลายปี เสบียงทหารที่ควรได้ก็ลดลงทุกวัน
“ทราบแล้วขอรับ!” หลิวเปิ่นน้อมรับด้วยความยินดี เมืองหลวงแทบไม่เคยส่งเสบียงและเบี้ยหวัดทหารมาที่เมืองแห่งนี้เลย หลิวเปิ่นไม่รู้แน่ชัด ว่าเมืองหลวงไม่ส่งมา หรือไปติดปัญหาอยู่ที่ขุนนางคนใด เพราะหากเขาสืบสาวต้องนำภัยมาสู่ชีวิตเป็แน่
ในขณะที่ฝั่งนั้นกำลังเจรจากัน แสงสว่างปริศนาวาบขึ้นบนกำแพงเมืองโดยไร้ผู้สังเกตเห็น ิญญาดวงน้อยตกลงสู่พื้นหิมะขาวโพลน
เซี่ยหลินหลินลอยงงๆ อยู่ในดงทหาร!
เธอจำได้ว่าเมื่อครู่ถูกดูดมาที่ประตูร้านบะหมี่ผัก เมื่อเปิดประตูก็ถูกดูดเข้ามาอย่างรุนแรงจนผมชี้ฟูยุ่งเหยิง และมาตกลงกลางทหารมากมาย โชคดีเหลือเกินที่คนพวกนี้มองไม่เห็นเธอ
เซี่ยหลินหลินคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในกองถ่ายภาพยนต์ฟอร์มั์สักเื่ แต่จำนวนทหารมากเกินจะนับนี้ คิดไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าใครกล้าทุ่มทุนสร้างได้ถึงขนาดนี้ เธอพยายามมองหาพระเอกของเื่ เผื่อจะเป็คนที่ตนเองรู้จัก ทันใดนั้นดวงตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้าง เพราะจำใบหน้านี้ได้ ‘เ้าคนที่ไล่ล่าฉันในฝันนี่ หน้าเหมือนรูปวาดของคุณตาบะหมี่ผักเลย!’
เฉินเซียวอยู่ท้ายสุด เขาเข้าเมืองตงอิ๋นเป็คนสุดท้าย ทันใดนั้นเทพารู้สึกราวกับกำลังถูกใครบางคนจับจ้อง ดวงตาคู่คมหันขวับไปทางิญญาสาว
เซี่ยหลินหลินสะดุ้งใ เมื่อจู่ๆ ชายผู้นั้นก็หันมามองเธอพอดิบพอดีราวกับมองเห็นเธอ ‘อย่าบอกนะว่ามองเห็นฉันน่ะ ไม่เอานะ ฉันี้เีลอยหนีแล้ว!’
รองแม่ทัพเห็นความผิดปกติของผู้เป็นาย “องค์ชายสามมีอะไรหรือขอรับ?”
“เปล่า” เฉินเซียวคิดว่าตนเองทำามากเกินไปจนประสาทััทำงานดีผิดมนุษย์ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าตรงนั้นมีเพียงหิมะที่ถูกทหารเหยียบย่ำจนไม่ขาวบริสุทธิ์
“เช่นนั้นเราเข้าไปพักผ่อนกันเถิดขอรับ ไม่รู้ว่าเ้าเมืองผู้นั้นจะเล่นเล่ห์กลอะไรกับเราอีก”
“เตรียมพิษเสร็จหรือยัง?” เฉินเซียวถาม กองทัพของเขาเคยเป็ทหารรับจ้างมาหลายปี ถนัดใช้พิษทุกรูปแบบ ต่อให้มากเล่ห์กลอุบาย เจอพิษแปลกๆ ก็น้อยคนนักจะรอดไปได้
“เสร็จแล้วขอรับ!” รองแม่ทัพได้รับรายงานจากทหารหน่วยพิษแล้ว พิษสูตรใหม่ไร้สีไร้กลิ่น เข้มข้นกลมกล่อมและถอนยากกว่าเดิม
“หาโอกาสวางยาทหารและเ้าเมือง ตอนออกจากเมืองตงอิ๋นค่อยให้ยาถอนพิษ” เฉินเซียวกล่าวเสียงเรียบ ในา การไว้ใจและเชื่อใจศัตรูคือความตาย
“ทราบแล้วขอรับ” รองแม่ทัพรีบควบม้าไปยังหน่วยพิษเพื่อสั่งการ
เฉินเซียวมองไปที่จุดเดิมอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่รู้สึกเหมือนถูกจับตามองอีกแล้ว
ทหารกว่าสามแสนนายไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้า เมื่อเข้าเมืองตงอิ๋นแล้วพวกเขาฝึกซ้อมวรยุทธ์กันอย่างขยันขันแข็ง
เซี่ยหลินหลินยังคงลอยไปลอยมา ปากของนางอ้าค้าง ไม่มีใครสามารถจ้างคนหลายแสนพวกนี้มาแสดงละครได้! แค่ค่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งหน้าก็เกรงว่าจะหมดหลายร้อยล้านหยวนแล้ว!
เธอเริ่มคิดถึงความเป็ไปได้อื่นๆ คนเราควรตายแล้วไปเกิดใหม่ในอนาคต หรือสามารถย้อนกลับมาเกินใหม่ในอดีตได้!? เซี่ยหลินหลินคิดถึงนิยายตายแล้วเกิดใหม่
‘ขอร้องล่ะ อย่าให้ฉันมาเกิดที่นี่เลย’
เซี่ยหลินหลินเห็นทหารเหล่านี้แล้วนึกกลัว หากนางมาเกิดในยุคา ชีวิตต้องลำบากมากเป็แน่
‘หรือว่า…’ เธอคิดถึงคำพูดรั่วรั่ว ที่กล่าวว่าเธอจะมีลูกเจ็ดคน! คนละพ่อหรือเปล่าไม่แน่ใจ! ดวงตาสวยหวานกวาดตามองทหารฝูงใหญ่เบื้องหน้า…
[1] ชนเผ่านอกด่านซยงหนู