“อื้อหือ....ยัยสนมนี่ด่าแรงมากกก” เจ้าเฟิ่งเซียนพูดเป็นภาษาไทยแล้วยักไหล่
“ฮ่าๆๆๆๆ” ผู้ที่ฟังออกคงมีเพียงพี่ชายฝาแฝดเพราะเขาหัวเราะเสียงดังลั่น
“เจ้าว่าอย่างไรนะเฟิ่งเอ๋อร์” ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงกอดเอวนางมาแนบชิดแล้วถามไถ่
“ข้าเทียบพระสนมมิได้หรือเจ้าคะ”
“หาใช่เช่นนั้น เจ้าเหนือกว่านางทุกสิ่งอย่าได้สนใจเลย”
พระสนมเสียนเฟยยืนโง่งมลำดับความนึกคิดก่อนที่นางกำนัลส่วนพระองค์จะลากแขนพระนางที่ยังคงนิ่งค้างอยู่กลับตำหนักไป ร่วมหนึ่งเค่อกว่าพระสนมจะเรียกสติกลับคืนมาได้
“ฝากความไปบอกท่านพ่อว่า ‘ฮ่องเต้ถูกนางอัปลักษณ์นั่นวางยาเสน่ห์’ ให้มาหาข้าในยามเฉินวันพรุ่งนี้” เสียนเฟยบอกนางกำนัลเสียงเรียบ
“เพคะ”
คอยดูเถอะ..เราจะได้เห็นดีกันนังอัปลักษณ์
๑-------------------๑
วันต่อมาในยามเฉิน
นกพิราบสื่อสารที่บินตรงมาจากแคว้นเจ้าบินเข้าสู่มือของรัชทายาทในยามที่กำลังผนึกลมปราณ ทั้งสามพระองค์อ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นร่วมกัน
‘ราชสาสน์สีทองว่าด้วยการขอหมั้นหมายได้มาถึงท่านอ๋องและพระชายาแล้ว พระองค์บอกว่าจงทำตามใจเจ้าเถิดเฟิ่งเอ๋อร์ ยามนี้พ่อและแม่อยู่ไกลอีกทั้งการเดินทางมิใช่ง่ายๆ ทุกอย่างล้วนให้รัชทายาทและเจ้าหยางหลงจัดการไปก่อนส่วนเรื่องอภิเษกสมรสนั้นขอให้ทางฮ่องเต้เพ่ยหานหรงทรงเดินทางมาด้วยตนเองในภายหลัง’
“ดังที่ท่านแม่เคยกล่าวว่า ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ปลูกอู่ต้องตามใจผู้นอนการหมั้นหมายหาใช่สมรส ในวันข้างหน้าหากฮ่องเต้เบื่อหน่ายใบหน้าอัปลักษณ์ของเจ้าย่อมขอถอนหมั้นเป็นแน่”
“นี่พี่แช่งข้ารึเจ้าคะ”
“55555” ลุกวิ่งหนีเมื่อแฝดน้องของตนเองวิ่งไล่
“แย่แล้วพะยะค่ะ แย่แล้ว!!!!!” เสียงทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา “พระสนมเสียนเฟยจ้างวานแม่มดหมอผีต่างแคว้นมาขับไล่ภูตผีปีศาจภายในวังหลวงพะยะค่ะ ยามนี้กำลังยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้พระนางกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกมนต์ดำจากแคว้นเจ้าทำให้หลงใหลสตรีอัปลักษณ์พะยะค่ะ”
"หะ!!" เจ้าเฟิ่งเซียนตกใจรีบวิ่งไปยังท้องพระโรงทันที อาเช่าเสือขาวติดตามไปอย่างไม่ลดละ
เจ้าหยางหลงแอบหัวเราะกับความบ้าบอของสนมแคว้นนี้ ‘นางคิดได้อย่างไรกันที่เอาแม่หมอมาไล่ผี555’ ค่อยๆเดินไปกับรัชทายาทเพราะพวกเขารู้ว่าแค่เฟิ่งเอ๋อร์คนเดียวก็จบเรื่องได้แล้ว
๑-------------------๑
หน้าท้องพระโรง
แม่มดหมอผีผู้มีวิชาอาคมขับไล่ปิศาจมากกว่าสิบคนยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าครองแคว้นผู้หล่อเหลา ปากพร่ำสวดคาถมากมายหลายบทสลัดน้ำมนต์พรมไปรอบๆ แต่มิได้โดนพระวรกายแต่อย่างใดเนื่องจากมีองครักษ์มากกว่ายี่สิบนายยืนอยู่ด้านหน้า เหล่าขุนนางต่างตกใจกับเหตุการณ์เหลือเชื่อที่พระสนมพูดออกมาเป็นตุเป็นตะ บางคนเชื่อก็ไปยืนฝั่งเจ้ากรมกลาโหมบิดาของพระสนม บางคนไม่เชื่อก็ยังคงยืนอยู่ข้างหลังฝ่าบาทอย่างแน่วแน่
“ใช่หรือไม่ท่านหมอ พระองค์ต้องมนต์เสน่ห์ใช่หรือไม่?” สนมเสียนเฟยถามออกมาด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
“เป็นเช่นนั้น พวกเจ้าดูสิพระองค์มีนัยน์ตาเหม่อลอยราวกับคนไม่มีสติ ปากพูดออกมาไม่ได้หาข้านำเชือกถักลงอาคมชิ้นนี้ไปผูกข้อมือของพระองค์แน่นอนว่าพระองค์จะต้องล้มลงและหายจากมนต์ดำเป็นแน่” ดึงสายเชือกออกมา “เร็วเข้าจับพระองค์ไว้”
คำสั่งของแม่หมอหาได้มีผู้ใดกล้ากระทำเพราะเกรงกลัวว่าหัวจะหลุดออกจากบ่า อีกทั้งกว่าจะผ่านองครักษ์รอบๆบริเวณมากกว่าสามร้อยคนในที่นี้ได้ก็คงยาก ในตอนที่ทุกคนกำลังนิ่งเงียบกันนั้น
“หยุดนะ!!!” องค์หญิงอัปลักษณ์ต่างแคว้นได้เดินเข้ามาพร้อมพยัคฆ์ตัวโตสีขาวดูน่าเกรงขาม “ทำสิ่งใดกันรึ??”
“สตรีผู้นี้อย่างไรเล่าแม่หมอที่ใส่เสน่ห์มนต์ดำให้ฮ่องเต้ทรงหลงใหล” เป็นเจ้ากรมกลาโหมกล่าวขึ้นมาตามคำบอกเล่าของบุตรสาว
“สตรีผู้นี้รึ เช่นนั้นก็ดียิ่งมาพวกเราสวดมนต์ขับไล่นาง” จนคำสวดมากมายดังขึ้นจนทั่วไปหมด
เจ้าเฟิ่งเซียนทำหน้างงหนักเข้าไปใหญ่กับเสียงงึมงำ นี่มันละครฉากใหญ่ชัดๆ อะไรคือกล่าวหาและสวดมนต์ไล่นางกันเล่า555 ‘จะสวดไล่ข้ารึ’ ฮี่ๆๆๆ น่าสนุกนะพระสนม ยิ้มกริ่มก่อนจะทำท่าล้มลงกรีดร้อง “อ๊ายยย!!! ร้อน ข้าร้อนอย่านะ อย่าสวดเลย อย่า!!! ร้อนเหลือเกิน” นั่งลงกอดตัวเองปากพร่ำวอนขอ
ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงอยากจะหัวเราะออกมากับละครของสตรีที่รักกระทำ มุมปากพระองค์ยกยิ้มรอดูฉากของนางโดยมิได้ขัดอันใด
“เห็นหรือไม่ๆ นางคือภูตผีปิศาจเราต้องร่วมกันขับไล่นางเร็วเข้า” พระสนมเสียนเฟยร่วมสวดบริกรรมคาถาตามแม่หมอกันยกใหญ่
รัชทายาทและเจ้าหยางหลงมองน้องสาวอย่างงุนงง ‘อะไรกันน่ะ’ ทั้งคู่เห็นสตรีตัวน้อยหน้าตุ่มอมยิ้มร่วมครึ่งเค่อก่อนจะลุกพรวดขึ้นมายามที่หมอผีและสนมกำลังหลับตาสวด
พรึ่บ!!!! มือขาวหยิบอ่างน้ำมนต์สีเหลืองน่ารังเกียจสาดใส่พระสนมและแม่หมอ ซ่าๆๆๆ เคร้ง!! ปล่อยทิ้งอ่างใบนั้นไปตามแรงเหวี่ยง
“ว๊าย!!!!/กรี๊ดดด” เสียงสตรีต่างวัยทั้งหลายกรีดร้องราวกับโดนของร้อนสาด น้ำมนต์เหม็นสาบส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่ว
“หายบ้าได้รึยังหะ!!” เท้าสะเอว “ภูตผีปิศาจมีจริงที่ใดกันเล่า แล้วผู้ใดหาว่าข้าใส่มนต์เสน่ห์ก้าวออกมา!!” เจ้าเฟิ่งเซียนชี้ที่ว่างตรงหน้า “ออกมาให้หมดเลย!!” กลิ่นสาบของน้ำมนต์ชวนให้เหล่าขุนนางต่างยกมือขึ้นมาปิดปาก เสียนเฟยและกลุ่มของเจ้ากรมกลาโหมมิมีผู้ใดกล้าออกมาสักคน “เสียนเฟยเป็นท่านใช่หรือไม่ที่กระทำการอุกอาจกล่าวหาฮ่องเต้เช่นนี้” เสียงของนางดังลั่นหน้าท้องพระโรง
“กล่าวหาอันใด เป็นเจ้าที่ทำเรื่องมนต์เสน่ห์ขึ้นมาก่อน เจ้าดูพระพักตร์ของพระองค์สิดำคล้ำไปหมด..มันเป็นเพราะเจ้า”
เจ้าเฟิ่งเซียนมองไปทางฮ่องเต้ อืม.. “ดำคล้ำเพราะพระองค์อดนอน..สนมโง่เง่าเช่นเจ้าไหนเลยจะรู้ว่าข้าและพระองค์ร่วมฝึกวิทยายุทธ์ร่วมกันทุกคืนใบหน้าเป็นเช่นนี้คือเรื่องธรรมดา นี่ยังไม่รวมเรื่องที่ข้ากับพี่หานหรงกำลังจะหมั้นหมายกันนะ..สนมโง่ก็คงจะมิรู้”
“ไม่จริง” หลายคนตื่นตระหนก
“เรื่องจริงและยามนี้ข้าคือว่าที่คู่หมั้น อำนาจข้ามีมากมายแน่นอนว่าพี่หานหรงล้วนตามใจข้า” หันไปหามุ่ยกงกง “ลุงมุ่ยหาสิ่งใดมาจดด้วย” เท้าเอว “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจ้านชิงซวีถูกปลดจากการเป็นสนมข้อหากระทำการอุกอาจใส่ร้ายฮ่องเต้ว่าถูกเสน่ห์มนต์ดำ ให้ไปใช้แรงงานเป็นเวลาสามปีหลังจากนั้นส่งไปเป็นอนุของนายกองนอกเมืองหลวง”
“ไม่!! เจ้าเป็นแค่สตรีอัปลักษณ์ต่างแคว้นกล้าปลดข้ารึนังชั้นต่ำ”
“ชั้นต่ำรึ” เจ้าเฟิ่งเซียนก้าวเท้าเข้าหา พร้อมกับอาเช่าที่คำรามตามหลังดัง โฮกก!! พระสนมและคนรอบข้างต่างถอยหนี “ข้าเป็นองค์หญิงแคว้นใหญ่อันดับหนึ่ง ส่วนเจ้าเป็นบุตรสาวเจ้ากรมกลาโหม หึ” เอียงคอมองเจ้ากรมผู้เป็นบิดา “เจ้ากรมกลาโหมถูกปลดออกจากตำแหน่งนับจากวันนี้เป็นต้นไปโทษฐานเลี้ยงดูบุตรสาวได้ไม่ดี หมิ่นประมาทเชื้อพระวงค์ส่งไปใช้แรงงานทั้งสกุลมิมีข้อยกเว้น”
“อ๊ายยยยย....ไม่ๆๆ ฝ่าบาทช่วยด้วยเพคะ ช่วยหม่อมฉันด้วยนางอัปลักษณ์ผู้นี้บ้าไปแล้ว” กรีดร้องโวยวาย
พระวรกายแกร่งเดินมายืนเคียงข้างสตรีอัปลักษณ์โดยมิกล่าวคำทัดทานทุกข้าหา “ถูกทุกอย่างที่เฟิ่งเอ๋อร์กล่าว ขุนนางคิดชั่วทุกคนที่เหลือรวมทั้งแม่หมอจอมปลอมทั้งหมดจับเข้าคุกหลวงรอการตัดสินในวันพรุ่งนี้...จ้านชิงซวีครั้งนี้เจ้าหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ ข้ามิรู้ว่าเจ้าคิดได้อย่างไรเรื่องเสน่ห์มนต์ดำ โง่เง่ายิ่งนักบทลงโทษที่เฟิ่งเอ๋อร์กล่าวถ้าหากเป็นข้าพวกเจ้าคงถูกประหารไปแล้ว..มุ่ยกงกงทำตามที่พระคู่หมั้นสั่ง” ส่ายหัวและจูงมือว่าที่คู่หมั้นเดินจากไป
“เจ้าจัดการได้ดีจริงๆยอดรัก” เอ่ยชมเจ้าเฟิ่งเซียน
--------+++++++++++-------
เรื่องราวการปลดสนมเสียนเฟยแพร่หลายไปทั่วแคว้น แม่หมอเจียวจินผู้อยู่ในกระท่อมปลายนากับหลานสาวผู้มีผ้าปิดตารับฟังอย่างตั้งใจกับนายทหารผู้หนึ่งที่เดินทางมาเพื่อพาแม่หมอเข้าวัง
“เช่นนั้นรอสักครู่” แม่หมอกลับเข้าไปเตรียมของร่วมหนึ่งเค่อพร้อมกับจูงมือหลานสาวตัวบางสูงที่พอๆกับแม่หมอแต่ไม่สามารถคาดเดาอายุได้ขึ้นรถม้าไป
“ท่านยาย” หลานสาวผู้มีผ้าปิดตาร้องเรียก
“ว่าอย่างไร”