ตอนที่13 แสดงละครหวังอ้อนขอให้อุ้ม
พอได้สติเขาก็รีบหันไปถามโจวโจวอย่างร้อนใจ “หนูน้อย หนูมีวิธีตามหาตัวเสี่ยวอวี่ไหม ? ขอเพียงแค่ฉันพบเขาหนูอยากได้อะไร ฉันจะหามาให้หมดเลย ! ”
นึกถึงสิ่งที่เธอเพิ่งพูดเมื่อกี้เขาก็ยิ่งเป็กังวลเข้าไปใหญ่
เธอบอกว่าเหลือเวลาอีกแค่2 ชั่วโมงเท่านั้น
เมื่อครู่นี้เขาเสียเวลาไปไม่น้อยตอนนี้จะช่วยลูกชายเขาทันไหม ?
เขารู้สึกเสียใจเหลือเกินไม่น่ามัวเสียเวลาเลย
“ฉันยังจะช่วยเสี่ยวอวี่ได้อยู่ไหม? ” เขาถามเสียงสั่น
“ยังทัน”โจวโจวกลับมีสีหน้าผ่อนคลาย “ยังมีเวลา คุณอา หนูจะพาคุณอาไปหาพี่ชายเอง”
ระหว่างที่พูดหนูน้อยเตรียมทำท่าจะวิ่งออกไปข้างนอก
ฉินเลี่ยคว้าตัวเธอไว้ทันทีแล้วถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เธอจะหาเขาเจอจริงหรือ ? ”
ชีวิตคนเป็เื่ใหญ่ไม่ใช่เื่ล้อเล่น
โจวโจวพยักหน้าราวกับไก่จิกข้าวเปลือก“ได้สิ หนูรู้ตำแหน่งที่พี่ชายอยู่แล้ว”
ฉินเลี่ยมองดูเธออยู่พักหนึ่งเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นเขาจึงปล่อยเธอไปและตัดสินใจที่จะเชื่อใจเธออีกครั้ง “ไปสิ”
ไม่นานพวกเขาก็ขึ้นไปนั่งบนรถคันเดียวกัน โจวโจวกอดกระจกทำนายฟ้าดินเอาไว้แล้วพูดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาว่า “เลี้ยวไปทางทิศตะวันออก แล้วขับไปทางเหนือ500 เมตร จากนั้นเลี้ยวไปทางใต้……”
ฉินเลี่ยขับรถไปตามทางที่เธอบอกซึ่งระหว่างทางไม่เจอทางตันหรือรถติดเลยแม้แต่น้อย
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจและมองเธอผ่านกระจกมองหลังอย่างครุ่นคิด
“พ่อคะจอดตรงหน้าป้ายแบ่งเขตแดนอันนั้น”
หลังจากขับรถมาประมาณ1 ชั่วโมงกว่า ในที่สุดเธอก็บอกให้เขาจอด
ฉินเลี่ยมองไปทางด้านข้างและเขาก็เห็นป้ายแบ่งเขตแดนจริงด้วย บริเวณนี้เป็พื้นที่รกร้างมีวัชพืชขึ้นรกครึ้ม หากไม่เดินเข้าไปใกล้ก็ไม่อาจมองเห็นได้แน่นอน
แล้วเธอรู้ได้อย่างไร?
“ถึงแล้วหรือ ? ” เหลียวเจียงถามอย่างร้อนใจเขาเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วคราวนี้เขาจึงยิ่งเป็กังวลเข้าไปใหญ่
ไม่ทันที่โจวโจวจะได้ตอบอะไรก็มีกลิ่นควันโชยมาแตะปลายจมูกของพวกเขา ใจของเขาปวดตุบ ๆ เหมือนรู้สึกถึงอะไรได้เหลียวเจียงรีบหันขวับไปมองโรงงานร้างที่มีควันโขมงอยู่ไกล ๆ
เขาสังหรณ์ว่าลูกชายของเขาอยู่ข้างในนั้น
คิ้วของโจวโจวขมวดขึ้นแล้วรีบวิ่งออกไปทางด้านนั้นอย่างรวดเร็ว
ฉินเลี่ยและเหลียวเจียงรีบวิ่งตามไปเช่นกัน
เมื่อไปถึงด้านหน้าโรงงานกลุ่มควันยิ่งหนาขึ้น เหลียวเจียงสำลัก แต่เขาไม่เป็ห่วงตัวเองแล้วเขาออกแรงทุบประตูเหล็กอย่างแรงอยู่หลายครั้ง
อย่างไรก็ตามประตูเหล็กถูกล็อคอย่างแ่าและไม่สามารถเปิดออกได้เลยทำให้เขากระวนกระวายแทบจะร้องไห้
โจวโจวที่เห็นเขาทุบอยู่นานแต่ประตูเหล็กก็ไม่พังเสียที หนูน้อยถอนหายใจออกมาแล้วดันตัวเขาออก “คุณลุงหนูจัดการเองดีกว่า”
ก่อนที่เหลียวเจียงจะได้ถามว่าหนูน้อยจะทำอย่างไรเขาก็เห็นเท้าอวบอ้วนของโจวโจวแตะไปบนประตูเบา ๆแล้วพบว่าประตูเหล็กที่เขาออกแรงทุบแทบตายเมื่อครู่นี้ได้พังทลายลงในชั่วพริบตา
เขาใจนอ้าปากค้าง
โจวโจวไม่ได้พูดอะไรกับเขามากนักเธอหยิบยันต์กันไฟออกมาแปะที่หน้าผากแล้วรีบวิ่งเข้าไป เพียงชั่วพริบตาเธอก็วิ่งออกไปพร้อมกับ ‘หิ้ว’ เด็กผู้ชายตัวน้อยมาด้วย
ซึ่งเด็กผู้ชายคนนั้นก็คือเหลียวอวี่นั่นเอง
“เสี่ยวอวี่! ” เหลียวเจียงรีบผละออกไปรับตัวลูกชาย แล้วะโเรียกเขาอย่างเป็กังวล
ฉินเลี่ยอุ้มหนูน้อยหลบมาด้านข้างเขากวาดตัวมองเธอ ใบหน้านุ่มฟูและตามตัวของหนูน้อยยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเดิมไม่มีร่องรอยของการโดนไฟลวกแต่อย่างใด เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
โจวโจวกระพริบตาปริบๆ มองเขา เธอเห็นความกังวลในดวงตาของเขา แล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมาหนูน้อยดึงมือของเขามาวางไว้บนเหม่งน้อยของเธอ “พ่อคะ หนูไม่เป็อะไรหรอกพ่อไม่ต้องกังวลนะ”
ฉินเลี่ยละสายตากลับมาอย่างนิ่งเงียบเพียงชั่วพริบตา เขาก็ปรับสีหน้าให้ดูไร้อารมณ์เหมือนเดิม
โจวโจวเบะปากขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรนั้น ก็ได้ยินเหลียวเจียงะโสุดเสียงว่า “เสี่ยวอวี่ลูกตื่นสิ ! ”
เธอหันไปมองก็พบว่าเหลียวเจียงกำลังอุ้มเหลียวอวี่แล้วร้องห่มร้องไห้ไปด้วย
แต่เหลียวอวี่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับเด็กน้อยยังคงหลับตา
โจวโจวจึงเดินเข้ามาดูอาการเขาหนูน้อยจับข้อมือของเขาเพื่อตรวจดูชีพจร จากนั้นก็หยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาหนึ่งขวดเทเม็ดยาสีเขียวออกมา แล้วยัดใส่ปากเหลียวอวี่
เหลียวเจียงกำลังจะถามว่ามันคืออะไรก็เห็นว่าเปลือกตาของเหลียวอวี่ขยับแล้ว หนูน้อยค่อย ๆ ได้สติคืนมาเมื่อเห็นแบบนั้น เขาก็ลืมถามโจวโจวไปเลยแต่กลับอุทานออกมาด้วยตวามตื่นเต้นดีใจแทน “เสี่ยวอวี่ ! ”
เหลียวอวี่กระพริบตาและะโว่า“พ่อ” แต่เสียงของหนูน้อยยังคงอ่อนแรงอยู่บ้าง
เหลียวเจียงกลับตื่นเต้นดีใจราวกับได้ฟังเสียงจาก์ “โอ๋ พ่ออยู่นี่ลูก ! ”
เขากอดลูกชายไว้แน่นด้วยความกลัว
อีกด้านหนึ่งโจวโจวมองพวกเขาแล้วกลอกตาไปมา จู่ ๆ หนูน้อยก็ร้อง “อุ๊ย”แล้วเซมากอดขาฉินเลี่ยพลางพูดเสียงแ่ว่า “พ่อ หนูเวียนหัวจังเลย”
ฉินเลี่ยก้มไปมองหนูน้อยที่หน้าแดงระเรื่อเขายังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบอะไร
โจวโจวเงยหน้าขึ้นมองเขาเช่นกันจากนั้นก็เหลือบมองไปทางเหลียวอวี่ด้วยความอิจฉา แล้วหันมาพูดกับเขาอีกว่า “พ่อหนูสำลักควันแล้ว”
พูดจบเธอยังทำเป็ไอ “แค่กๆ ” โชว์อีกด้วย
ฉินเลี่ยเห็นทักษะการแสดงที่ยอดแย่ของเธอก็พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่งเขายกมือขึ้นแล้วหิ้วคอเสื้อเด็กหญิงตัวน้อยขึ้น “ไปกันเถอะ”
โจวโจวที่เท้าลอยอยู่ในอากาศพักหนึ่งแล้วตกลงสู่พื้นหนูน้อยอดผิดหวังไม่ได้
พ่อช่างเป็คนที่ไร้อารมณ์จริงๆ
เฮ้อ
ดูเหมือนว่าหนทางสู่การออดอ้อนเขาให้สำเร็จคงจะอีกยาวไกล
แต่พอนึกถึงอาหารที่กินไปเมื่อครู่โจวโจวก็แอบให้กำลังใจตัวเองศิษย์พี่ใหญ่เคยพูดเอาไว้ว่าการกินอิ่มไม่ใช่เื่ง่ายฉะนั้นจะต้องไม่ปล่อยให้หลุดมือไปได้เด็ดขาด !
ฮึ่มสู้สู้ !
เธอกำหมัดเล็ก ๆของเธอและพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
เหลียวเจียงยังคงไม่วางใจเขารีบพาลูกชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เมื่อแน่ใจแล้วว่าลูกชายไม่ได้เป็อะไรเขาถึงได้รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก
เขารีบหันไปขอบคุณโจวโจวด้วยความซาบซึ้งใจ“หนูน้อย วันนี้ต้องขอบคุณหนูจริง ๆต่อไปนี้หากหนูมีอะไรให้ช่วยก็สามารถบอกลุงมาได้ตลอดเลยนะตระกูลเหลียวของลุงยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มที่”
มือของโจวโจวเคลื่อนไปที่มุมเสื้อของฉินเลี่ยอย่างเงียบเชียบเมื่อได้ยินคำนี้ หนูน้อยก็เงยหน้าขึ้นมาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า“งั้นคุณลุงช่วยคุยกับพ่อหนูสักพักได้ไหมคะ ? ”
ตอนงานเลี้ยงอาหารค่ำหนูน้อยเห็นว่าพ่อเดินไปหาคุณลุงคนนี้ เหมือนมีอะไรจะคุยด้วย
เมื่อได้ยินแบบนั้นเหลียวเจียงชะงักไปเล็กน้อย ฉินเลี่ยเองก็หันไปมองเธอเช่นกัน
มองพวกเขาแล้วเหลียวเจียงก็หัวเราะ “ได้สิ ประธานฉิน งั้นเราไปคุยกันที่ร้านกาแฟด้านล่างตึกดีกว่าตอนนี้กำลังมีโครงการท่าเรือแห่งใหม่ ผมกำลังอยากฟังความคิดเห็นของคุณอยู่พอดี”
โครงการนี้เป็โครงการที่ฉินกรุ๊ปกำลังเตรียมการเร็วๆ นี้
และท่าทีของเหลียวเจียงในก่อนหน้านี้ก็ชัดเจนมากเช่นกันเขาไม่ได้อยากทำสัญญาความร่วมมือกับฉินกรุ๊ปมาั้แ่ต้นซึ่งเหตุผลที่เขาเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหันแบบนี้มันชัดเจนมาก
เมื่อรู้สึกถึงการจ้องมองของเขาโจวโจวก็เงยหน้าขึ้นมองเขาเช่นกัน หนูน้อยยิ้มโชว์ลักยิ้มอย่างน่ารัก
ฉินเลี่ยหันมองไปทางอื่นแล้วเดินลงตึกไปพร้อมกับเหลียวเจียง
ครึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งสองก็กลับมา
โจวโจวกำลังนั่งแกว่งขารออย่างเบื่อหน่ายมือของหนูน้อยจับเก้าอี้แล้วหันมองซ้ายทีขวาที เมื่อเห็นจุดการเงิน[1]บนใบหน้าของฉินเลี่ยเปล่งประกายแสงสีแดงอ่อนๆ ออกมา เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเจรจาสำเร็จแล้ว
เธอดีใจมากหนูน้อยะโลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปกอดขาของเขา “พ่อ ! ”
แก้มนุ่มฟูของหนูน้อยเด้งดึ๋งอยู่กับขาของเขาฉินเลี่ยยื่นมือลงไปจับหนูน้อย มองดูใบหน้าที่แสนจะมีความสุขของโจวโจวสีหน้าของเขาค่อนข้างซับซ้อน
เหลียวเจียงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า:“ประธานฉินโชคดีจริง ๆ ทำไมก่อนหน้านี้ผมถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าคุณมีลูกสาวล่ะ ?”
ฉินเลี่ยก้มลงมองหนูน้อยโจวโจวปลายนิ้วของเขาััหน้าผากเนียนของหนูน้อยราวกับไม่ได้ตั้งใจริมฝีปากบางแยกออกเล็กน้อยแล้วพ่นคำสองคำออกมา
“เก็บมา”
[1] จุดการเงิน 财帛宫 จุดบริเวณปลายจมูก บ่งบอกถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย